บทที่ 505: มีรางวัลไหมครับ
สายตาของเชียนเป่าที่จับจ้องไปยังโทรศัพท์เครื่องนั้น ทำให้หลินเจาต้องหันไปมองตามด้วยความสนใจ
แววตาที่มุ่งมั่นและจดจ่อขนาดนั้น ทำให้เธออดนึกในใจไม่ได้ว่าลูกชายคนนี้อาจจะมีแววได้เป็นนักวิจัยในอนาคตก็ได้
แต่แล้วเธอก็สลัดความคิดนั้นทิ้งไป เพื่อหันมาให้ความสนใจกับคุณพ่อของลูกๆ ที่ยังอยู่ในสาย
สองสามีภรรยาพูดคุยกันได้เพียงไม่กี่ประโยค เสียงสัญญาณรบกวนก็แทรกเข้ามาในสาย ไม่ถึงนาทีต่อมา เสียงทุ้มที่เจือความรู้สึกผิดของกู้เฉิงหวยก็ดังขึ้น
“เจาเจา ผม…”
เขาไม่จำเป็นต้องอธิบายจนจบประโยค หลินเจาก็เข้าใจสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี “ฉันรู้ค่ะ ไปเถอะ ระวังตัวด้วยนะคะ ฉันกับลูกๆ ทั้งสี่จะรอคุณอยู่ที่บ้าน”
พูดจบร่างบางก็ช้อนตัวเหยาเป่าขึ้นมาแนบอก ด้วยความที่ลูกสาวคนเล็กยังไม่มีโอกาสได้คุยกับพ่อเลย “คนเก่ง พูดอะไรกับพ่อหน่อยสิคะ”
หนูน้อยเหยาเป่ากะพริบตาปริบๆ ก่อนจะส่งเสียงเจื้อยแจ้วออกไปว่า “พ่อคะ…รอนะคะ”
เพียงคำพูดสั้นๆ นั้น ก็ทำให้แววตาของกู้เฉิงหวยอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากวางสาย ชายหนุ่มจัดหมวกบนศีรษะให้เข้าที่ ใบหน้าคมคายกลับมาเคร่งขรึมและแข็งแกร่งดุจคมดาบ ก่อนที่เขาจะออกวิ่งเพื่อไปรวมพลกับหน่วยของตน
อีกด้านหนึ่งที่ที่ทำการไปรษณีย์
อวี้เป่ากับเหิงเป่าไม่ได้แสดงท่าทีผิดหวังออกมามากมายนัก เพราะเด็กๆ คุ้นชินกับสถานการณ์แบบนี้เสียแล้ว
“คุณพ่อไม่ว่างเลยนะครับ” อวี้เป่าเอ่ยขึ้นขณะใช้มือเล็กๆ เท้าคาง พูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูจริงจังเกินวัย
หลินเจาพยักหน้ารับ “ใช่จ้ะ พ่อไม่ว่างเลย ต้องฝึกซ้อม ต้องออกปฏิบัติภารกิจ แถมยังต้องเหนื่อยมากด้วย”
“ผมรู้ครับ”
ขณะที่พี่ชายคนโตกกำลังคุยกับแม่อย่างจริงจัง เหิงเป่ากลับอุ้มเจ้าเสี่ยวจินลงมาจากหลังของต้าหวง ก่อนจะจับอุ้งเท้าหน้าของมันขึ้นมาโบกไปมาเหมือนกำลังเล่นกับลูกแมว
“พ่อหาเงินมาเหนื่อยขนาดนี้ พวกน้องกับต้าหวงกินน้อยๆ หน่อยนะ เดี๋ยวพ่อฉันเลี้ยงไม่ไหว”
คำพูดของเหิงเป่าทำให้แฝดคนเล็กเชื่อสนิทใจ
เชียนเป่าหันขวับไปมองพี่รองของเขาทันที ดวงตากลมโตสีนิลจ้องเขม็งจนจับสังเกตได้ว่าพี่ชายแค่พูดเล่น เขาจึงละสายตากลับมาจับมือแม่ไว้แน่น เป็นการประกาศอาณาเขตความเป็นเจ้าของโดยนัย
ส่วนเหยาเป่าตัวน้อยถึงกับดีดตัวพรวดขึ้นมาราวกับประทัด เธอพุ่งเข้าไปหาเหิงเป่าแล้วพยายามเท้าสะเอว แต่เพราะเสื้อผ้าที่หนาเตอะจนตัวกลมเลยทำให้แขนน้อยๆ ไม่เป็นใจ หนูน้อยเกือบจะหน้าคะมำลงกับพื้น โชคดีที่ยังทรงตัวไว้ได้ทัน
“ไม่เอา! พี่รองใจร้าย!” หนูน้อยตวาดแหว
เหิงเป่าแกล้งหยอกน้องสาวต่อ “พี่ใจร้ายตรงไหนกัน ยัยเหยาเป่าจอมดื้อ”
พูดพลางยื่นมือไปดีดจมูกเล็กๆ ของน้องสาวอย่างนึกมันเขี้ยว
เหยาเป่าโกรธจนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน สีหน้าบึ้งตึงแต่ก็ยังดูน่ารักน่าเอ็นดูในสายตาของหลินเจาจนเธอเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา
เพราะกลัวว่าลูกสาวสุดที่รักจะโกรธจนตัวสั่น เธอจึงตีหลังเหิงเป่าเบาๆ ไปหนึ่งที
“อย่าแกล้งน้องสิ เดี๋ยวก็ได้ร้องไห้โยเยหรอก”
หากจะพูดกันตามตรง เหยาเป่าค่อนข้างจะถูกตามใจมากกว่าพี่ชายทั้งสามคน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ในเมื่อพ่อของหนูน้อยเก่งกาจสามารถขนาดนั้น ตัวเธอเองก็คอยเอาใจใส่ ไหนจะญาติๆ จากทั้งบ้านกู้และบ้านหลินอีก การที่ลูกสาวจะถูกตามใจไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
เหิงเป่าแกล้งทำเป็นเจ็บปวด “แม่ลำเอียงนี่นา รู้แล้วว่าแม่รักลูกสาวมากกว่าลูกชาย ฮือๆๆ”
บทบาทการแสดงของลูกชายคนรองช่างจัดจ้านนัก
หลินเจามองหน้าเขานิ่งๆ แล้วถามว่า “ยังอยากได้ลูกฟุตบอลอยู่ไหม”
คำถามเดียวทำให้เหิงเป่ากลับสู่โหมดปกติในทันที “อยากได้สิครับ! อยากได้!”
เด็กชายรีบคว้าแขนเสื้อของแม่ไว้ พร้อมกับเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แม่เป็นแม่ที่รักษาสัญญาเสมอ พูดแล้วไม่เคยคืนคำ ไม่เคยหลอกเด็ก บอกว่าจะให้รางวัลผม ก็ต้องให้ใช่ไหมครับ”
ขณะพูด เด็กชายก็กะพริบตาปริบๆ ประกอบท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู ซึ่งมันก็ได้ผลดีเสมอ
หลินเจาตอบกลับไปว่า “ใช่จ้ะ”
เท่านั้นแหละ เหิงเป่าก็กระโดดโลดเต้นเดินนำหน้าไปด้วยความสุขเต็มเปี่ยม
เมื่อเดินออกจากที่ทำการไปรษณีย์ หลินเจาสังเกตเห็นว่าเชียนเป่ากลับเดินไปได้สองสามก้าวแล้วหันกลับไปมองซ้ำๆ ราวกับมีบางอย่างดึงดูดความสนใจของเขาอยู่
เธอจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “มองอะไรอยู่เหรอลูก ทำไมดูจริงจังขนาดนั้น”
“โทรศัพท์ฮะ” เสียงเล็กๆ ตอบกลับมาอย่างหนักแน่น
หลินเจาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “ชอบโทรศัพท์ขนาดนั้นเลยเหรอ”
พอดีกับที่เธอเห็นแอ่งน้ำขังอยู่ข้างหน้า จึงก้มลงอุ้มลูกแฝดคนเล็กขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนทั้งสองข้าง จังหวะนั้นเองที่เธอไม่ได้ทันสังเกตเห็นแววตาลังเลที่ฉายวาบขึ้นมาบนใบหน้าอวบอิ่มของลูกชาย
“เหิงเป่า เดินดีๆ สิลูก อย่ามัวแต่วิ่งเล่น เดี๋ยวแม่จะพาพวกเรากลับหมู่บ้านแล้ว”
เด็กชายหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามองมารดา “กลับหมู่บ้านทำไมครับ จะถึงปีใหม่แล้วเหรอ”
อวี้เป่าที่เดินอยู่ข้างๆ ตอบแทน “ยังไม่ถึงปีใหม่สักหน่อย”
“แล้วเราจะกลับกันไปทำไมล่ะครับ” เหิงเป่าเอียงคอถามด้วยความสงสัย
“ช่วงนี้แม่จะยุ่งมาก เราเลยจะย้ายกลับไปอยู่ที่หมู่บ้านกันก่อน ส่วนลูกๆ ก็ไปนอนที่บ้านใหญ่นะจ๊ะ” หลินเจาอธิบาย
ทันทีที่ได้ยิน อวี้เป่าก็ถามในสิ่งที่เขากังวลที่สุดขึ้นมาทันที “แล้วแม่จะกลับไปอยู่กับพวกเราด้วยไหมครับ”
ใบหน้าเล็กๆ นั้นดูจริงจังขึ้น “แล้วถ้าฝนตกอีกจะทำยังไงครับ ถนนคงมีแต่โคลน แม่จะขี่จักรยานกลับมาไม่ได้นะครับ”
“ถ้าวันไหนอากาศไม่ดี แม่ก็จะค้างที่บ้านของเราในอำเภอ รอให้อากาศดีขึ้นแล้วค่อยกลับไป แต่แบบนั้นหมายความว่าลูกๆ ทั้งสี่คนต้องนอนค้างที่บ้านใหญ่นะ” หลินเจารู้สึกกังวลเล็กน้อยว่าลูกๆ อาจจะไม่ยอม
เธอเตรียมคำพูดสำหรับเกลี้ยกล่อมเอาไว้แล้ว
แต่ไม่น่าเชื่อว่าอวี้เป่าจะนิ่งเงียบไปเพียงไม่กี่วินาที ก่อนจะตอบตกลงอย่างง่ายดาย
“ได้ครับแม่ แม่ตั้งใจทำงานไปเลยนะครับ ผมจะดูแลน้องๆ แล้วก็ดูแลบ้านของเราให้ดีเองครับ”
“ผมก็จะช่วยพี่ใหญ่ด้วย” เหิงเป่ารีบเสริม
เด็กชายนับนิ้วของตัวเอง “ถึงตอนนั้นก็มีหลี่เป่าอยู่ด้วย เขามาเล่นกับพวกเราได้”
พอคิดถึงหลี่เป่าขึ้นมา เขาก็อยากจะกลับหมู่บ้านเสียเดี๋ยวนี้เลย
แววตาของหลินเจออ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ตกลงจ้ะ งั้นก็ตามนี้นะ”
“แม่ครับ อย่าลืมลูกฟุตบอลของผมนะ” เหิงเป่าไม่ลืมทวงสัญญา
“แม่ไม่ลืมหรอกน่า”
หลังจากกลับไปเก็บข้าวของที่จำเป็นเรียบร้อย หลินเจาก็พาลูกๆ ทั้งสี่คนเดินทางกลับหมู่บ้าน เธออุ้มลูกคนเล็กไว้ด้านหน้าหนึ่งคนและขี่หลังอีกหนึ่งคน ส่วนแฝดผู้พี่ทั้งสองก็วิ่งเล่นอยู่ข้างๆ สลับกับวิ่งแข่งกับเจ้าหมาสองตัวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
“แม่ครับ ถ้าแม่เหนื่อยก็ให้เชียนเป่ากับเหยาเป่าลงมาเดินบ้างก็ได้นะครับ น้องๆ จะสองขวบแล้ว จะให้แม่อุ้มตลอดไปไม่ได้หรอก” อวี้เป่าผู้มีความรับผิดชอบเอ่ยขึ้น
เหยาเป่าที่ได้ยินแบบนั้นก็รีบกางแขนออกกอดคอแม่ไว้แน่น พร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ “ไม่เอา ไม่ลง ไม่ลงเด็ดขาด”
“แต่แม่จะเหนื่อยนะ” อวี้เป่าขมวดคิ้ว เขาคิดว่าน้องสาวช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย คงต้องอบรมสั่งสอนกันอีกยาว
เด็กหญิงซบหน้าลงกับไหล่ของแม่แล้วหลับตาปี๋ ทำทีเป็นว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น
หลินเจาเห็นท่าทางนั้นแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
ช่างเจ้าเล่ห์แสนกลเสียจริง น่าเอ็นดูที่สุด
แกล้งทำเป็นหลับไปมา สุดท้ายก็ผล็อยหลับไปจริงๆ
อวี้เป่าได้แต่บ่นพึมพำในใจว่าน้องสาวของเขาเหมือนลูกหมูไม่มีผิด แต่เดินไปได้อีกไม่ไกล เขาก็อดหันไปมองมารดาด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ “แม่ครับ เหนื่อยไหมครับ”
“ไม่เหนื่อยเลยจ้ะ” หลินเจาตอบพร้อมรอยยิ้ม “ถ้าแม่มีแขนมากกว่านี้นะ อุ้มลูกกับเหิงเป่าไปพร้อมกันอีกสองคนก็ยังไหว”
เรื่องพละกำลังนี่เธอได้แม่มาเต็มๆ ตั้งแต่เด็กก็สู้คนเก่งแล้ว
เหิงเป่าทำตาโตด้วยความอิจฉา “อิจฉาคนแรงเยอะจังเลย เฮ้อ”
หลินเจาหัวเราะร่า “ลูกก็แรงไม่น้อยเหมือนกันนะ”
หากไม่นับพวกเด็กโต ลูกชายของเธอก็ถือว่ามีแรงเยอะกว่าเด็กในวัยเดียวกันมากโข เธอรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่ลูกแฝดยังแบเบาะเสียอีก คนที่สังเกตเห็นคือแม่กู้ ท่านไม่เคยเห็นทารกที่แรงเยอะขนาดนี้มาก่อนเลยวิ่งมาบอกเธอด้วยท่าทีตื่นตระหนก
เหิงเป่าเถียงกลับมาอย่างมีเหตุผล “แล้วทำไมผมถึงสู้หวังเย่าจู่ไม่ได้ล่ะครับ”
คำถามนั้นทำให้หลินเจาถึงกับชะงัก “ลูกไปสู้กับหวังเย่าจู่ทำไม เขามาแกล้งลูกเหรอ”
เรื่องของหวังเย่าจู่เด็กคนนั้น เธอพอจะจำได้รางๆ ว่าเป็นคนที่เคยรังแกเมาตั้น เป็นเด็กที่ทางบ้านตามใจจนเสียคน แค่ฟังจากชื่อก็พอจะเดาได้
แต่ว่า เรื่องบาดหมางครั้งก่อนๆ มันก็จบไปตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมถึงยังคิดจะตีกันอีกล่ะ
“ผมไม่ได้หมายถึงตอนนี้นะครับ ผมหมายถึงเมื่อก่อนต่างหาก” เหิงเป่าทำแก้มป่อง ก้มหน้างุดอย่างหงุดหงิด “เมื่อก่อนผมสู้เขาไม่ได้”
หลินเจาถึงกับกุมขมับ
“เรื่องมันผ่านไปกี่ปีแล้ว ลูกยังจะจำฝังใจอีกเหรอเนี่ย”
สมแล้วที่เป็นตัวร้ายที่เจ้าคิดเจ้าแค้นและลงมืออำมหิตที่สุดในนิยายต้นฉบับ ความใจแคบแบบนี้มันช่าง…
[จบบท]