บทที่ 509: ระเบิดน้ำตา
หลินเจาจนปัญญา ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ลูกๆ ทั้งสี่ของเธอช่างเป็นยาชูกำลังชั้นดีจริงๆ!
เธอขยับเข้าไปหาเหยาเป่า ย่อตัวลงนั่งตรงหน้าพลางส่งยิ้มละมุนให้ “ถ้าร้องอีกเดี๋ยวจะไม่สวยเอานะคะคนเก่ง”
คำพูดของแม่กลับยิ่งทำให้เหยาเป่าปล่อยโฮออกมาดังลั่น เด็กหญิงโผเข้าสู่อ้อมอกของผู้เป็นแม่ ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
“แม่ใจร้าย! แม่ใจร้ายที่สุดเลย ฮือๆ”
หนูน้อยทั้งฟ้องทั้งกอดคอหลินเจาไว้แน่น พยายามเบียดตัวเล็กๆ เข้าหาไออุ่นจากอกแม่อย่างโหยหา
“ฮือๆ อุ้มหนู อุ้มหนูหน่อย!” แม้จะกำลังเสียใจ แต่ก็ไม่ลืมทวงสิทธิ์ของตัวเอง
หัวอกคนเป็นแม่พลันอ่อนยวบ หลินเจาช้อนร่างเล็กขึ้นอุ้ม “ไม่เจอกันแค่แป๊บเดียว ไหงกลายเป็นเจ้าหญิงขี้แยไปได้ล่ะคะ ไหนดูซิ แม่ก็กลับมาแล้วนี่ไง หยุดร้องนะคะ เดี๋ยวร้องมากๆจะเจ็บหน้านะ”
เหยาเป่าไม่ยอมตอบ เอาแต่ซุกใบหน้าเล็กๆ ลงกับซอกคอของแม่ ขาก็ดิ้นไปมาพยายามจะเกี่ยวรัดเอวแม่ไว้ แต่ด้วยสรีระที่ยังเล็กเกินไป ทั้งแขนและขาจึงสั้นเกินกว่าจะโอบกอดแม่ได้ดังใจ
“แม่ซื้อกิ๊บติดผมมาใหม่ด้วยนะ อยากลองดูไหมคะ” หลินเจาใช้มือลูบศีรษะลูกสาวเบาๆ
เพียงเท่านั้น เหยาเป่าก็หยุดเสียงสะอื้น ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำจ้องมองแม่นิ่ง
“ผี...ผีเสื้อ?” เสียงเล็กๆ อู้อี้ราวกับมีลูกอมอยู่ในปาก
หลินเจาใช้ปลายนิ้วเช็ดคราบน้ำลายที่มุมปากให้ลูกสาว ก่อนจะอธิบายด้วยความใจเย็น “ใช่แล้วค่ะ รูปผีเสื้อ แถมปีกยังขยับได้ด้วยนะ เหยาเป่าของแม่ใส่แล้วต้องน่ารักที่สุดแน่ๆ”
ดวงตาของเหยาเป่าทอประกายระยับ “น่ารักที่สุดเลยเหรอ”
“ใช่จ้ะ น่ารักที่สุดในโลกเลย” เด็กน้อยเอ๊ย จะเรียกร้องอะไรเยอะขนาดนี้นะ หลินเจาลอบคิดในใจ
แววตาของเธอฉายความเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด บางทีเหยาเป่าอาจสัมผัสได้ถึงความปลอดภัยจึงหยุดร้องไห้ในที่สุด เด็กหญิงเงยหน้าขาวเนียนขึ้นพร้อมกับออกคำสั่ง “เช็ดๆ ให้หนูหน่อย”
“สงสัยจะมีแค่พวกหนูนี่แหละ ที่สั่งแม่ได้” หลินเจาบีบปลายจมูกรั้นของลูกสาวเบาๆ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าแล้วบรรจงซับคราบน้ำตาให้
เหยาเป่าย่นจมูกน้อยๆ แต่เมื่อเห็นว่าแม่กำลังเช็ดหน้าให้ สีหน้าก็กลับมาว่าง่ายดังเดิม พร้อมกับส่งยิ้มหวานหยดมาให้
“แม่ครับ แม่ซื้อของขวัญให้เหยาเป่าด้วยเหรอครับ” เหิงเป่าเอ่ยถามขึ้น
ไม่รอให้แม่ได้ตอบ เขาก็ยิงคำถามต่อไปอย่างร้อนรน “แล้วลูกฟุตบอลของผมกับพี่ล่ะครับ แม่ซื้อมาให้หรือเปล่า”
พูดจบ เด็กชายก็ยื่นปากออกมาบ่นอุบอิบ “พวกผมรอกันตั้งนาน เกือบเดือนแล้วนะครับ ตอนนี้ผมกับพี่ไม่มีอะไรเล่นเลย”
แม่กู้ที่ยืนฟังอยู่ถึงกับมุมปากกระตุก
พูดเป็นเล่นไป!
แล้วที่วิ่งเล่นซนจนบ้านแทบแตกทุกวันนั่นไม่ใช่หรือไง
หลานรัก หลานแท้ๆ หลานของเธอแท้ๆ โดนดุจนร้องไห้ทีไรก็เป็นเธอที่ต้องคอยปลอบทุกที ช่างเถอะ ปล่อยเลยตามเลยแล้วกัน
อวี้เป่ามองน้องชายอย่างไม่เห็นด้วย “เหิงเป่า ลูกฟุตบอลมันหายากนะ แม่ก็ต้องพยายามหามาให้เหมือนกัน นายอย่าไปเร่งแม่สิ”
จากนั้นก็หันไปพูดกับแม่ “แม่ครับ พวกเราไม่รีบหรอกครับ ไว้ซื้อหลังปีใหม่ก็ได้”
แค่แม่กลับมา เขาก็ดีใจจนเนื้อเต้นแล้ว เรื่องอื่นไม่ได้อยู่ในความคิดของเขาเลย
“แม่ซื้อมาแล้วจ้ะ อยู่ที่บ้านนู่นแน่ะ” พอพูดถึงตรงนี้ หลินเจาก็รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง
ความจริงแล้ว ลูกฟุตบอลนอนนิ่งอยู่ในแหวนมิติตั้งนานแล้ว เพียงแต่เธอไม่มีโอกาสเหมาะๆ ที่จะเอาออกมาให้ลูกๆ เสียที
“ว้าว!” เหิงเป่าดีใจจนกระโดดโลดเต้น คว้าแขนพี่ชายจะลากกลับบ้านไปดูลูกฟุตบอลให้ได้
อวี้เป่าสะบัดมือน้องชายออก “อย่าดึงสิ เดี๋ยวฉันกลับไปดูเอง”
วินาทีนี้ เขาแค่อยากจะใช้เวลากับแม่เท่านั้น
เหิงเป่าเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ
พี่ไม่รักเขาแล้วอย่างนั้นหรือ
อวี้เป่าไม่ได้สนใจท่าทีของน้องชาย สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ผู้เป็นแม่
หลินเจามองสำรวจลูกๆ ทั้งสี่ เห็นว่าทุกคนยังคงร่าเริงแข็งแรงดี เนื้อที่แก้มก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลยสักนิด เธอรู้ได้ว่าเด็กๆ ได้รับการดูแลอย่างดี จึงหันไปเอ่ยขอบคุณแม่สามีสำหรับความเหนื่อยยากที่ผ่านมา
แม่กู้โบกมือเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร
หลานก็หลานแท้ๆ ของเธอ การดูแลเอาใจใส่จึงเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว
สะใภ้สามคนนี้ช่างรู้ความเสียจริง ถึงจะเป็นแค่คำพูด แต่ก็ทำให้คนฟังรู้สึกดีไปทั้งตัว
หลินเจาเพียงยิ้มรับ เพราะเธอรู้ดีว่าการมีมารยาทไว้ไม่เสียหาย
เธอบุ้ยใบ้ไปทางกระสอบป่านที่วางไว้บนพื้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “แม่คะ ในกระสอบนั่นเป็นของขวัญปีใหม่ที่ฉันเตรียมมาให้ ฝากแม่ช่วยเก็บด้วยนะคะ ส่วนฉันขอพาเด็กๆ กลับบ้านก่อน”
“ไปเถอะ” แม่กู้พยักหน้ารับอย่างไม่คิดเกรงใจ
ในเมื่อแยกบ้านกันอยู่แล้ว การที่ลูกชายลูกสะใภ้จะนำของขวัญมาให้คนแก่นับเป็นเรื่องปกติธรรมดา หากไม่ให้สิถึงจะดูแปลกไป
พ่อกู้ซึ่งง่วนอยู่กับโรงเพาะเห็ดหลังบ้าน ไม่ได้รับรู้เรื่องราวใดๆ ที่เกิดขึ้นเลยสักนิด
กระทั่งถึงเวลาอาหารเย็น เมื่อไม่เห็นหน้าหลานๆ ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ จึงส่งสายตาเป็นคำถามไปยังภรรยา “อวี้เป่ากับน้องๆ หายไปไหนกันหมด ออกไปเล่นข้างนอกหรือ แล้วทำไมไม่เรียกมากินข้าว”
“สะใภ้สามเขาหยุดงานแล้ว เลยแวะมารับเด็กๆ กลับบ้านไปหมดแล้วล่ะ” แม่กู้อธิบาย พลางนึกถึงภาพของเหยาเป่าที่ร้องไห้จ้าด้วยความคิดถึงแม่จับใจ ก็อดเอ่ยด้วยความสงสารไม่ได้ “ให้เด็กเล็กๆ ห่างแม่นานเกินไปก็ไม่ดีจริงๆ นั่นแหละ เหยาเป่าร้องไห้จนน่าสงสารไปหมด...”
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยคิดจะพาเด็กๆ ไปเยี่ยมหลินเจาที่สหกรณ์ แต่เธอกลัวว่าพอเจ้าตัวเล็กทั้งสองได้เจอหน้าแม่แล้วจะพากันงอแงไม่ยอมกลับมาด้วยนี่สิ
ความคิดนั้นจึงต้องพับเก็บไป
“ว่าไงนะ” พ่อกู้ถึงกับลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ “สะใภ้สามกลับมาแล้วอย่างนั้นเหรอ”
ว่าแล้วเขาก็ทำท่าจะพุ่งเข้าไปในห้องนอน
“นั่งลงก่อนเถอะน่า จะเรื่องอะไรก็ช่างไว้ก่อน กินข้าวให้เสร็จแล้วค่อยว่ากัน” แม่กู้ปรามเสียงเข้ม
โชคดีที่ตอนนี้ไม่ใช่อากาศร้อน อาหารจึงยังไม่บูดง่าย แค่นำไปอุ่นใหม่ก็ใช้ได้แล้ว
พ่อกู้เหลือบมองสีหน้าไม่สบอารมณ์ของภรรยาแล้วก็ไม่กล้าลองดี ได้แต่นั่งลงตามเดิมอย่างว่าง่าย
“...กินข้าวก่อนก็ได้”
เมื่อเห็นดังนั้น สีหน้าของแม่กู้จึงอ่อนลง
ทั้งสองจึงเริ่มลงมือกินอาหารกันเงียบๆ
ทันทีที่อาหารมื้อนั้นจบลง พ่อกู้วางชามแล้วรีบจ้ำอ้าวเข้าไปในห้อง คว้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งติดมือออกมา ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังบ้านของลูกชายคนที่สามด้วยฝีเท้าเร่งรีบ
แม่กู้ที่กำลังเก็บกวาดอยู่ในครัวเหลือบเห็นเงาของสามีที่เดินผ่านไปไวๆ ก็ได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าเขารีบร้อนไปไหนกัน
ระหว่างทางก่อนจะถึงบ้านสาม พ่อกู้ก็พบกับผู้ใหญ่บ้านเย่โดยบังเอิญ
พอผู้ใหญ่บ้านเห็นหน้าเขา ก็นึกถึงหนังสือพิมพ์ฉบับก่อนที่ถูกฉวยไปต่อหน้าต่อตาจนอยากจะเอ่ยปากเหน็บแนม แต่เมื่อฉุกคิดได้ว่าคนที่น่าจะได้ลงข่าวในหนังสือพิมพ์คือลูกสะใภ้ของอีกฝ่าย จึงจำต้องกล้ำกลืนความขุ่นข้องหมองใจนั้นลงคอไป
“...กำลังจะไปบ้านลูกชายคนที่สามของแกเหรอ”
พ่อกู้เหลือบเห็นหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ในมือของผู้ใหญ่บ้าน ก็พอจะเดาออกว่าต่างฝ่ายต่างมีจุดประสงค์เดียวกัน
“ถามได้นะ ไปด้วยกันนี่แหละ”
เขาเอ่ยชวนก่อนจะเดินนำลิ่วไปข้างหน้า
ผู้ใหญ่บ้านเย่ได้แต่อ้าปากค้าง
ท่าทางวางโตนั่นมันอะไรกัน คนไม่รู้คงนึกว่าลูกชายตัวเองได้ลงหนังสือพิมพ์เสียอีก
เขาได้แต่คิดอย่างหมั่นไส้อยู่ในใจ ขณะที่พ่อกู้เดินเร็วราวกับลมพัดเข้าไปในเขตรั้วบ้านของลูกชาย
อวี้เป่ากับเหิงเป่ากำลังเล่นเตะลูกบอลกับหลี่เป่าอย่างสนุกสนานอยู่ในลานบ้านเล็กๆ เด็กๆ ทุกคนต่างกำลังเห่อของเล่นชิ้นใหม่ จึงเล่นกันอย่างถนอมกลัวว่ามันจะพัง
แม้หลินเจาจะไม่ได้กลับมาบ้านนานเกือบเดือน แต่บ้านช่องก็ยังคงสะอาดเอี่ยมอ่อง นั่นเพราะเด็กๆ จะกลับมาช่วยกันปัดกวาดเช็ดถูอยู่ทุกวัน อีกทั้งกู้หลานก็ยังแวะเวียนมาช่วยเช็ดตู้และนำผ้าปูที่นอนไปตากแดดให้อยู่บ่อยครั้ง
เด็กสาวเป็นคนขยันและรู้จักบุญคุณคน การทำงานจึงละเอียดลออเป็นพิเศษ แม้แต่เตาไฟในครัวก็ยังถูกขัดเช็ดจนเงาวับไร้ฝุ่นจับ
“สะใภ้สาม...”
เสียงเรียกของพ่อสามีทำให้หลินเจาที่อยู่ในครัวชะงักไปเล็กน้อย เธอเช็ดมือให้แห้งแล้วจึงเดินออกมา
“พ่อคะ” เธอขานรับด้วยสีหน้าฉงน
พ่อกู้เดินตรงเข้ามาหาพร้อมกับชูหนังสือพิมพ์ในมือขึ้น “สะใภ้สาม บทความนี่ใช่ที่เธอเป็นคนส่งไปหรือเปล่า”
ผู้ใหญ่บ้านเย่ที่เดินตามเข้ามาติดๆ รีบเอ่ยเสริมอย่างร้อนใจ “บทความนี้พูดถึงเรื่องการเพาะเห็ดของกองพลการผลิตเรานี่แหละ แล้วข้างใต้ก็ลงชื่อว่าหลินเจา จากสหกรณ์ของอำเภอ ใช่เธอหรือเปล่า”
เขาถามย้ำด้วยความตื่นเต้น “ที่สหกรณ์ไม่มีคนชื่อหลินเจาซ้ำกันใช่ไหม”
หากกองพลการผลิตมีคนได้ลงข่าวในหนังสือพิมพ์ ตัวเขาในฐานะผู้ใหญ่บ้านก็ย่อมได้หน้าไปด้วย มีหรือที่เขาจะยอมพลาดเรื่องน่ายินดีเช่นนี้
ดวงตาของเขาทอประกายเจิดจ้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พร้อมกับจ้องมองหลินเจาด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม
หลินเจารับหนังสือพิมพ์มาดู เมื่อเห็นบทความบนนั้นก็เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา
“คือฉันเองค่ะ”
“พอดีลองเขียนเล่นๆ ดู ไม่คิดว่าจะได้ตีพิมพ์”
ประโยคนั้นดังเข้าหูของกลุ่มปัญญาชนที่เพิ่งเดินมาถึงพอดี
สีหน้าของแต่ละคนแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยว
เขียนเล่นๆ อย่างนั้นหรือ
แล้วความพยายามอย่างสุดกำลังของพวกเขาที่ตั้งใจเขียนและส่งไปเล่า ควรจะเรียกว่าอะไร
เรื่องตลกสิ้นดีงั้นสิ
[จบบท]