บทที่ 513: การเป็นที่ต้องการ
หลินเจายังไม่ล่วงรู้เรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นในตัวอำเภอ เธอกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารเย็นอย่างไม่รีบร้อน เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นจึงเดินไปที่ประตูบ้านเพื่อเรียกหาลูกชายตัวดีทั้งสอง
พอเปิดประตูออกไป ก็เห็นเหิงเป่าที่ในอ้อมแขนมีลูกฟุตบอลกำลังกอดคอมากับอวี้เป่าและเพื่อนๆ อย่างสนุกสนาน ส่วนเถี่ยหนิวถึงกับถอดเสื้อนวมออก ทั้งที่อากาศเริ่มเย็นยามตะวันคล้อยต่ำ
“เถี่ยหนิว ใส่เสื้อให้เรียบร้อยลูก เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” หลินเจาเอ่ยทักทายด้วยความเป็นห่วง
ช่างน่าแปลกที่เด็กๆ ในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ล้วนมีนิสัยดื้อรั้นเป็นของตัวเอง ไม่ค่อยมีใครชอบฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ ถ้าเป็นเด็กเกเรหน่อยก็อาจจะทำตรงกันข้ามไปเลย ส่วนเด็กที่เรียบร้อยก็มักจะวิ่งหนีไปเสียดื้อๆ แต่ไม่ว่าอย่างไร คำพูดของหลินเจาดูเหมือนจะเป็นข้อยกเว้นที่เด็กๆ ทุกคนพร้อมจะรับฟังเสมอ
เถี่ยหนิวหยุดกึกไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมสวมเสื้อนวมแต่โดยดีแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาหลินเจาราวกับรอคอยอะไรบางอย่าง
หลินเจาเห็นแววตาที่คาดหวังนั้นก็พอจะเดาได้ เธอจึงเอ่ยชมพร้อมรอยยิ้ม “เก่งมากจ้ะ”
คำชมสั้นๆ นั้นทำให้เด็กชายพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เขาหันไปยิ้มกว้างให้กลุ่มเพื่อนอย่างอารมณ์ดี
“อวี้เป่า เหิงเป่า กลับบ้านกินข้าวได้แล้ว ดูซิเหงื่อไหลเต็มหัวไปหมดแล้ว” หลินเจาใช้ฝ่ามือปาดเหงื่อออกจากหน้าผากของลูกชายทั้งสอง พลางแสร้งทำหน้าระอาใจ
แต่ฝาแฝดกลับไม่ใส่ใจท่าทีของแม่แม้แต่น้อย ทั้งสองฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ
“เดี๋ยวกลับบ้านไปล้างตัวก็หายแล้วครับ ลูกผู้ชายถ้ากลัวเหงื่อออกก็ต้องยอมหลั่งเลือดแทน” เหิงเป่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงห้าวหาญเกินวัย
หลินเจาอดไม่ได้ที่จะบีบปากเล็กๆ นั่นเบาๆ “ปากเก่งจริงนะเราเนี่ย พ่อกับแม่ก็ไม่ใช่คนพูดมากแบบนี้ ไม่รู้ไปได้นิสัยใครมา”
แม้จะถูกหยิกแก้มตุ่ยๆ แต่เหิงเป่าก็หาได้โกรธเคือง เด็กน้อยผู้มีรอยยิ้มประดับใบหน้าเสมอหัวเราะคิกคักจนตาหยีเป็นสระอิ จะให้เขาไปได้นิสัยมาจากใครได้เล่า ก็ต้องจากพ่อกับแม่นั่นเอง
เหิงเป่าโบกมือลาเพื่อนๆ พลางลูบท้องที่เริ่มส่งเสียงประท้วงของตัวเองแล้วเดินกลับเข้าบ้านไป
“ฝาแฝด เดี๋ยวมากระโดดหนังยางกันต่อนะ” หยวนเป่าตะโกนไล่หลัง
“ได้เลย” อวี้เป่าหันไปตอบรับเป็นมั่นเหมาะ ก่อนจะเดินตามน้องชายเข้าบ้านไป
เมื่อถึงบ้าน อวี้เป่าตั้งใจจะนำอาหารไปให้ต้าหวงกับหู่โพ แต่ก็พบว่าสุนัขทั้งสองตัวได้จัดการอาหารในชามของพวกมันเรียบร้อยแล้ว เขาจึงไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่กวักมือเรียกน้องชายให้ไปล้างหน้าล้างมือให้สะอาด
ฝ่ายเหิงเป่าที่ได้กลิ่นหมูทอดหอมกรุ่นลอยมาจากในครัวก็แทบจะอดรนทนไม่ไหว เขาอยากจะพุ่งเข้าไปออดอ้อนให้แม่ป้อนหมูทอดร้อนๆ สักชิ้น แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวขา ก็ถูกเสียงเรียกของพี่ชายรั้งไว้เสียก่อน เด็กชายจึงได้แต่ยิ้มแหยๆ แล้วเดินตามพี่ชายไปอย่างว่าง่าย
หลินเจาที่อยู่ในครัวมองเห็นการกระทำของลูกชายทั้งสองก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
...
ขณะที่บ้านกู้กำลังรายล้อมวงกินอาหารเย็นกันอย่างเปี่ยมสุข พนักงานหนุ่มคนหนึ่งในสหกรณ์การค้าและการตลาดกลับกำลังยืนใจลอยอยู่เพียงลำพัง
“ติงซุ่น เลิกงานแล้วนะ นายยังจะยืนเหม่ออะไรอยู่ รีบกลับบ้านสิ บ้านนายก็อยู่ไม่ไกลนี่” พนักงานฝ่ายจัดซื้อแซ่หวงที่เห็นติงซุ่นยืนนิ่งไม่ขยับจึงเอ่ยทัก พร้อมกับโบกมือไปมาตรงหน้า
ติงซุ่นสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันมายิ้มอย่างเจื่อนๆ “อ๋อ เปล่าครับ พอดีผมกำลังคิดอะไรเพลินๆ เดี๋ยวก็จะกลับแล้วครับ” เขากล่าวขอบคุณอย่างไม่ค่อยคุ้นชิน “...ขอบคุณนะครับ”
“ไม่เป็นไรน่า รีบกลับเถอะ ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวทางจะเดินลำบาก” พนักงานหวงบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ “ฉันตรวจดูหน้าต่างหมดแล้ว ปิดสนิทดี นายกลับก็อย่าลืมล็อกประตูด้วยล่ะ ฉันไปก่อนนะ”
เขากำลังจะก้าวเดินออกไป แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าสมุห์บัญชีติงคงจะหยุดยาวไปจนถึงหลังปีใหม่ เขาจึงหันกลับมายิ้มแล้วอวยพร “ขอให้นายและครอบครัวมีความสุขในวันปีใหม่นะ”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็เดินจากไปอย่างอารมณ์ดี
ติงซุ่นได้แต่ยืนมองแผ่นหลังของเพื่อนร่วมงานจนกระทั่งร่างนั้นค่อยๆ เล็กลงและหายลับไปจากสายตา
เขายืนนิ่งอยู่นาน ก่อนจะพึมพำกับตัวเองเบาๆ “...สวัสดีปีใหม่ครับ”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครอวยพรปีใหม่ให้เขาเลยสักคน ชีวิตในชนบทนั้นแร้นแค้นเกินกว่าจะนึกถึงสิ่งอื่นใดนอกจากการเอาชีวิตรอดไปวันๆ การหาอาหารให้พอประทังชีวิตก็เป็นเรื่องที่ยากเต็มกลืนแล้ว คำว่า ‘ความสุข’ จึงเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากพวกเขาเหลือเกิน ทุกคนรู้เพียงแค่ว่าต้องทำงาน ต้องหาของป่า ต้องเก็บเศษข้าวสาลีที่ตกหล่น ต้องเก็บฟืนเพื่อนำมาใช้หุงหาอาหารและสร้างความอบอุ่นในฤดูหนาว...
แต่ปีนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
เขาได้เข้าทำงานในสหกรณ์การค้าและการตลาด มีงานที่มั่นคงเป็นหลักแหล่ง เปรียบเสมือนความหวังใหม่ของครอบครัว ความเหนื่อยยากของพ่อที่อุตส่าห์ส่งเสียเขาเล่าเรียนมา ในที่สุดก็ได้รับการตอบแทนแล้ว
พอคิดถึงเส้นทางอันยากลำบากที่ผ่านมา ดวงตาของติงซุ่นก็พลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
ทว่าขณะที่เขาก้มลงปาดน้ำตา หางตาก็พลันเหลือบไปเห็นตะกร้าที่พ่อฝากให้นำมาด้วย ความรู้สึกตื้นตันเมื่อครู่จึงถูกความกระอักกระอ่วนเข้ามาแทนที่
ภารกิจที่พ่อมอบหมายให้ เขายังทำไม่สำเร็จเลย
แต่ใครจะไปคาดคิดเล่าว่าสหายหลินจะเริ่มหยุดงานตั้งแต่วันนี้ ในตะกร้าสานใบนั้นมีทั้งไก่รมควันตัวอ้วนพี ไข่ไก่สดใหม่ถึง 20 ฟอง และเห็ดหูหนูตากแห้งอย่างดี ของขวัญปีใหม่ทั้งหมดนี้พ่อตั้งใจให้เขานำไปมอบแก่สหายหลินโดยเฉพาะ
ติงซุ่นยังจำน้ำเสียงภาคภูมิใจของพ่อได้ดี “สหายหลินเป็นคนดีอย่างแท้จริงนะลูกเอ๊ย เธอเห็นพวกเราชาวไร่ชาวนาเป็นคน ไม่เคยทำท่าทีรังเกียจ ขนมเถาซูที่พวกเจ้าได้ลิ้มลองเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็มาจากน้ำใจของเธอนั่นแหละ...”
เขานึกภาพออกได้เป็นฉากๆ เลยว่าเมื่อกลับถึงบ้านแล้ว พ่อจะมองเขาด้วยสายตาเช่นไร
ติงซุ่นถอนหายใจยาว ทำอะไรไม่ได้นอกจากแบกตะกร้าใบเดิมกลับบ้าน พร้อมกับของขวัญปีใหม่จากสหกรณ์การค้าและการตลาดที่เพิ่มเข้ามาจนเต็มสองมือ
วันนี้ติงซุ่นกลับถึงบ้านช้ากว่าทุกวัน พ่อเฒ่าติงเห็นเมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล จึงร้อนใจใช้ให้ลูกชายคนโตออกไปรับน้องชาย
พี่ใหญ่ติงไม่รอช้า คว้าอุปกรณ์กันฝนแล้วมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้านไปทันที เขาเดินไปได้ไม่ไกลนักก็เห็นร่างของติงซุ่นที่กำลังเดินหอบของพะรุงพะรังมาแต่ไกล จึงรีบก้าวเข้าไปหา
“ซุ่นจื่อ วันนี้ทำไมกลับค่ำมืดป่านนี้” ผู้เป็นพี่เอ่ยถาม พลางเอื้อมมือไปช่วยแบ่งเบาภาระจากน้องชาย “โอ้โห ทำไมมันหนักอย่างนี้ล่ะ มีอะไรบ้างเนี่ย หนักกว่าตอนที่นายออกจากบ้านไปเมื่อเช้าอีกนะ”
ติงซุ่นเดินมาไกลจนแขนล้าไปหมดแล้ว จึงไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจของพี่ชาย เขาส่งของในมือให้พลางปาดเหงื่อที่ชื้นอยู่เต็มหน้าผาก
“ของขวัญปีใหม่จากสหกรณ์น่ะครับ”
“ให้เยอะขนาดนี้เชียว!” พี่ใหญ่ติงอุทานด้วยความยินดีระคนแปลกใจ
“ครับ” ติงซุ่นรับคำ ก่อนจะสารภาพเสียงอ่อย “แต่ว่าของขวัญที่พ่อให้ผมเอาไปให้สหายหลิน...ผมให้ไม่สำเร็จ”
“หา?” พี่ใหญ่ติงชะงักฝีเท้าเล็กน้อยแล้วหันมามองเขา “ทำไมล่ะ หรือว่าสหายหลินเขาไม่ชอบ?”
แต่พอพูดจบ เขาก็ส่ายหน้ากับความคิดของตัวเอง ไก่รมควันที่แม่ลงมือทำเองกับมือ ไหนจะไข่ไก่กับเห็ดหูหนูที่อุตส่าห์เก็บสะสมไว้ ล้วนเป็นของดีมีน้ำใจทั้งนั้น ถึงจะไม่ใช่ของล้ำค่าอะไร แต่ก็ไม่ใช่ของขวัญที่น่ารังเกียจแน่นอน
“ไม่ใช่ครับ” ติงซุ่นก้มหน้าลงขณะเดินเข้าเขตหมู่บ้าน “สหายหลินหยุดงานแล้ว”
“อ้าวเหรอ?” พี่ใหญ่ติงร้องออกมาอีกครั้ง “ช่างไม่ประจวบเหมาะเอาเสียเลย...แต่ก็ช่วยไม่ได้น่ะนะ กลับไปบอกพ่อก่อนดีกว่าว่าพ่อจะว่ายังไง”
แน่นอนว่าพ่อเฒ่าติงไม่ได้ตำหนิอะไรลูกชาย ในเมื่อลูกอุตส่าห์นำของไปให้แล้วแต่กลับไม่เจอเจ้าตัว ก็จะไปโทษว่าเป็นความผิดของเขาได้อย่างไร
ชายชราอัดยาเส้นลงในกล้องแล้วจุดไฟสูบอัดเข้าปอดควันโขมง ใบยาเส้นชั้นดีนี้เป็นของขวัญจากลูกชายคนเล็กหลังจากที่เขาได้รับเงินเดือนครั้งแรก “ช่างมันเถอะ ไว้รอหลังปีใหม่ค่อยว่ากัน”
“เห็นไหมล่ะ ฉันบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าให้รีบเอาไปให้ คุณก็มัวแต่ชักช้าอยู่นั่นแหละ คราวนี้เป็นไง อดเลย” ยายเฒ่าติงอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบอิบ
พ่อเฒ่าติงเลือกที่จะไม่ต่อปากต่อคำกับภรรยา ที่เขาชักช้าไม่ใช่เพราะอะไร แต่เป็นเพราะไก่รมควันที่เตรียมไว้ยังไม่เข้าที่ต่างหาก เขาดูแล้วว่าสหายหลินไม่น่าจะทำอาหารเก่งนัก ของแบบนี้ก็ควรจะเตรียมให้เรียบร้อยก่อนนำไปมอบให้สิ
เขาเมินภรรยาแล้วหันไปถามติงซุ่นแทน “แล้วที่สหกรณ์เขาให้อะไรดีๆ มาบ้างล่ะ?”
พอหัวหน้าครอบครัวเอ่ยปากถามขึ้นมาเช่นนั้น สมาชิกทุกคนในบ้านติงก็พากันตื่นเต้นขึ้นมาทันที ดวงตาของแต่ละคนเปล่งประกายอย่างปิดไม่มิด
“มีน้ำมันพืช เนื้อหมู ผ้าขนหนู สบู่ แป้งสาลีอย่างดีอีกสองสามจิน แล้วก็มีสินค้ามีตำหนิราคาถูกที่ผมซื้อมานิดหน่อยครับ” ติงซุ่นแจกแจงรายการ
แล้วเขาก็หันไปทางพี่ชาย “พี่ใหญ่ พี่กับพี่สะใภ้กำลังอยากได้กระติกน้ำร้อนไม่ใช่เหรอครับ ผมซื้อมาให้แล้วนะ”
กระติกน้ำร้อนใบนี้เป็นสินค้ามีตำหนิเล็กน้อยที่พนักงานฝ่ายจัดซื้อแซ่หวงสละสิทธิ์ให้เขาได้ซื้อมา
พี่ใหญ่ติงนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาเหลือบมองพ่อกับแม่ตามสัญชาตญาณ เมื่อเห็นว่าท่านทั้งสองไม่ได้ว่าอะไร ก็ยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจ “ได้สิ ขอบใจนายมากนะน้องชาย”
เขารับกระติกน้ำร้อนมาจากมือน้อง พลิกดูซ้ายทีขวาทีด้วยความตื่นเต้นดีใจราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่
“ทีนี้ก็ดีเลย อากาศหนาวๆ เราจะได้มีน้ำร้อนดื่มกันเสียที”
รอยยิ้มบนใบหน้าของพี่ชายนั้นสดใสและจริงใจยิ่งนัก ติงซุ่นเองก็รู้สึกอิ่มเอมใจไปด้วย เขาพยายามเรียนหนังสืออย่างหนัก สอบเข้าโรงเรียนมัธยมต้นได้ และคว้าอันดับหนึ่งมาได้ทุกครั้ง ก็เพื่อภาพตรงหน้านี้ไม่ใช่หรือ
การเป็นที่ต้องการ...ก็คือความสุขอย่างหนึ่ง
พี่สะใภ้ใหญ่ติงเดินเข้ามาลูบไล้กระติกน้ำร้อนใบใหม่อย่างทะนุถนอม บนใบหน้าที่กร้านแดดของเธอประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
[จบบท]