บทที่ 7: จดหมาย (1/2)
หลังจากมองส่งลูกๆ จนลับสายตา หลินเจาจึงค่อยๆ หมุนตัวกลับเข้าบ้าน สภาพภายในห้องรกไม่เป็นระเบียบ แต่เธอก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเก็บกวาดมันในตอนนี้เลยสักนิด เพราะอาการปวดตุบๆ ที่ศีรษะยังคงอยู่ไม่หาย มันคอยส่งสัญญาณเตือนเป็นระยะๆ ก่อกวนจนน่ารำคาญใจไปหมด
ช่างมันก่อนแล้วกัน ไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่
เมื่อหาข้ออ้างให้ตัวเองได้แล้ว หลินเจาจึงเอนกายลงบนเตียงแล้วหลับตาลงพักผ่อน
กว่าเธอจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าภายนอกก็เริ่มมืดสลัวเสียแล้ว พร้อมกันนั้นเสียงเจื้อยแจ้วของเอ้อร์ไจ่ก็ดังแว่วมาจากนอกห้อง
“พี่ครับ ทำไมแม่ยังไม่ตื่นเลยล่ะ แม่สลบไปหรือเปล่า”
ต้าไจ่ซึ่งแอบย่องเข้าไปดูแม่มาแล้วรอบหนึ่งจึงรู้ว่าแม่ของเขายังหายใจอยู่ เมื่อได้ยินคำถามของผู้เป็นน้องจึงเอ็ดขึ้นเสียงดุ “เอ้อร์ไจ่ นายส่งเสียงดังเกินไปแล้วนะ ถ้าเกิดแม่ตื่นขึ้นมาจะทำยังไง ย่าบอกว่าคนที่เจ็บตรงหัวต้องพักผ่อนเยอะๆ นายเงียบๆ หน่อยสิ”
เอ้อร์ไจ่เชื่อฟังพี่ชายที่สุด พอถูกดุเข้าหน่อยก็รีบหุบปากเงียบทันที
เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว บรรยากาศภายในบ้านก็ยิ่งดูมืดและอึมครึมลง แต่ก็ยังไม่ถึงกับมืดสนิทจนต้องจุดตะเกียง
หลินเจาลุกขึ้นจากเตียงอย่างเชื่องช้า พอเปิดประตูห้องออกไป ต้าไจ่ที่รออยู่ก็รีบเดินเข้ามาหาทันที แต่เพราะกลัวว่าแม่จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมที่ไม่สนใจใครอีก เด็กชายจึงไม่กล้าเข้าใกล้มากนัก
เขายืนนิ่งอยู่กับที่แล้วเอ่ยถามขึ้น “แม่ครับ ยังปวดหัวอยู่ไหมครับ”
หลินเจาเดินเข้าไปหาลูกชายคนโต เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขาเบาๆ พร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ให้ “นอนไปตื่นหนึ่งก็ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะจ้ะ”
เมื่อเห็นว่าแม่ไม่ได้เปลี่ยนไป ต้าไจ่ก็ยิ้มกว้างออกมาทันที “ย่าให้ผมเอาข้าวมาให้แม่ด้วยครับ แม่จะกินเลยไหม”
การได้นอนพักผ่อนไปงีบใหญ่ทำให้หลินเจารู้สึกหิวขึ้นมาจริงๆ “ดีเลยจ้ะ”
เอ้อร์ไจ่รีบวิ่งแจ้นไปยกสำรับอาหารมาให้ทันที
เมื่อถูกน้องชายแย่งโอกาสในการแสดงความห่วงใยไป ต้าไจ่ก็รู้สึกหงอยลงเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของแม่ที่ส่งมาให้ มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ได้ในที่สุด
หลินเจารับชามข้าวที่เอ้อร์ไจ่ยกมาให้ ในชามเป็นโจ๊กข้าวโพดข้นๆ ที่ต้มรวมกับผักกาดขาว สิ่งเดียวที่พอจะเรียกว่าเป็นเนื้อสัตว์ได้ก็คือไข่ดาวที่โปะอยู่ด้านบนสุดนั่นเอง
ไม่ต้องให้ลูกๆ ต้องเอ่ยปาก เธอก็รู้ได้ในทันทีว่าไข่ดาวฟองนี้เป็นฝีมือของแม่กู้ที่ตั้งใจทำให้เธอเพื่อบำรุงร่างกายโดยเฉพาะ
“ขอบใจนะจ๊ะ ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่”
“ไม่เป็นไรครับแม่” ต้าไจ่หน้าแดงด้วยความเขินอาย ก่อนจะรีบไปยกเก้าอี้มาให้แม่ได้นั่งกินข้าวอย่างสะดวกสบาย
ช่วงนี้เป็นช่วงกลางฤดูร้อน ในชนบทจึงมียุงชุกชุมเป็นพิเศษ ที่ร้ายกาจกว่านั้นคือยุงที่นี่ดุมาก แค่โดนกัดทีเดียวก็ขึ้นเป็นตุ่มใหญ่ แถมยังคันคะเยอไปหมด
หลินเจาสังเกตเห็นว่าบนขาของตัวเองมีตุ่มแดงๆ จากการถูกยุงกัดอยู่หลายแห่ง
ดูเหมือนว่าแผนการสร้างบ้านใหม่กับการซื้อมุ้งจะเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุดแล้ว
“ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ แม่ว่าจะสร้างบ้านใหม่ให้พวกเรา ลูกสองคนมีความเห็นว่ายังไงบ้าง”
ดวงตาของต้าไจ่เบิกกว้างด้วยความตกใจ
สร้างบ้านใหม่เหรอ
“สร้างเป็นบ้านอิฐได้ไหมครับแม่” เอ้อร์ไจ่ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ เผลอส่งเสียงดังลั่น
ต้าไจ่รีบทำสัญญาณให้น้องชายลดเสียงลง เพราะกลัวว่าจะไปรบกวนน้องเล็กทั้งสองที่เพิ่งจะหลับไป หลังจากที่เมื่อช่วงบ่ายน้องๆ เล่นกันจนเหนื่อย เขากับพี่ชายก็เพิ่งจะกล่อมให้นอนหลับไปได้ไม่นาน
เอ้อร์ไจ่รีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง ดวงตาคู่สวยจ้องมองแม่ของเขาอย่างคาดหวัง ก่อนจะลดเสียงลงหลายระดับ แต่กระนั้นน้ำเสียงก็ยังคงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นระลอกเล็กๆ “แม่ครับ ผมชอบบ้านอิฐ”
ต้องยอมรับเลยว่าท่าทางและน้ำเสียงออดอ้อนแบบเด็กๆ ของเขานั้นน่าเอ็นดูเสียจริง
“ได้สิ” หลินเจานึกถึงตัวเลขศูนย์หลายตัวในสมุดบัญชีเงินฝากที่พ่อของเด็กๆ ส่งมาให้ เธอก็พยักหน้าตอบรับอย่างไม่ลังเล “บ้านอิฐสะอาดสะอ้านดี งั้นเราก็สร้างบ้านอิฐกัน แล้วเดี๋ยวแม่จะติดมุ้งให้ด้วย ตกดึกจะได้ไม่โดนยุงกัดจนตื่นกลางดึกอีก แต่ว่าการหาอิฐมาสร้างบ้านมันค่อนข้างจะยุ่งยากหน่อยนะ ไม่เป็นไร เดี๋ยวคืนนี้แม่จะเขียนจดหมายไปหาพ่อของพวกเรา ให้เขาช่วยคิดหาวิธีให้”
ณ ค่ายทหารที่อยู่ห่างไกลออกไป กู้เฉิงหวยคงอยากจะขอบคุณเธอที่นึกถึงเขาสินะ
เมื่อเห็นว่าต้าไจ่ยังคงเงียบอยู่ หลินเจาจึงลดเสียงลงให้อ่อนโยนยิ่งขึ้น “ทำไมต้าไจ่ไม่พูดอะไรเลยล่ะจ๊ะ บ้านที่เราจะสร้างคือบ้านของพวกเรานะ สมาชิกทุกคนในครอบครัวมีสิทธิ์ออกความเห็นได้ทั้งนั้น”
“แม่ครับ ที่บ้านเรามีเงินพอเหรอครับ” ต้าไจ่เอ่ยถามออกมาอย่างลังเล
คำถามนั้นทำให้หลินเจารู้สึกสะท้านใจอยู่ลึกๆ บางครั้งต้าไจ่ก็ดูสุขุมเกินกว่าวัยของเขาไปมาก การที่เด็กคนหนึ่งต้องถูกบังคับให้โตเป็นผู้ใหญ่ก่อนวัยอันควร มันสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของผู้เป็นพ่อแม่ได้อย่างชัดเจนที่สุด
เธอส่งยิ้มให้ต้าไจ่ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล “มีสิจ๊ะ เงินสำหรับสร้างบ้านแล้วก็เงินที่จะซื้อเนื้อให้ลูกๆ ทั้งสี่คนของแม่ได้กินอิ่มน่ะ ยังมีพอแน่นอน”
รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าของต้าไจ่ในทันที รอยยิ้มที่บริสุทธิ์และดวงตาที่เปล่งประกายสดใส
หลินเจาจัดการกับอาหารในชามอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้รู้สึกรังเกียจฝีมือการทำอาหารที่ไม่ค่อยจะเข้าขั้นของแม่กู้เลยแม้แต่น้อย
ถึงแม้ว่าตอนนี้เธอจะดูเป็นสาวชาวกรุงผิวขาวผ่องนวลเนียน ไม่เหมือนกับหญิงสาวในชนบททั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตอนเด็กๆ เธอก็เคยผ่านความยากลำบากมาไม่น้อยเช่นกัน
พ่อแม่และพี่ชายของเธอต่างก็ดีกับเธอมาก แต่ทั้งครอบครัวก็มีรายได้จากการทำไร่ทำนาเท่านั้น แค่จะกินให้อิ่มท้องในแต่ละวันยังเป็นเรื่องยาก การมีโจ๊กข้าวโพดให้กินประทังชีวิตก็ถือว่าดีมากแล้ว
ที่เธอมีโอกาสได้เรียนหนังสือก็เพราะน้าชายที่ทำงานเป็นคนงานในเมืองเป็นคนส่งเสียให้
พอนึกถึงช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่เธอทำตัวเหมือนโดนผีเข้า อยู่ๆ ก็ตัดขาดการติดต่อกับน้าชายไปเสียดื้อๆ หลินเจาก็รู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นคนเนรคุณเสียเหลือเกิน
“แม่ครับ ผมขอนอนห้องเดียวกับเอ้อร์ไจ่ได้ไหมครับ” ต้าไจ่เอ่ยขอในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
เอ้อร์ไจ่พยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยกับพี่ชายทันที “ใช่ๆ ครับ ผมจะนอนห้องเดียวกับพี่”
หลินเจายิ้มพลางถามกลับไป “แล้วน้องสามกับน้องสี่ล่ะจ๊ะ”
ต้าไจ่ตอบโดยไม่ต้องคิด “ถ้างั้นพวกเราสี่คนก็นอนห้องเดียวกันก็ได้ครับ” เขาไม่เคยคิดที่จะปล่อยให้น้องๆ มาอยู่ในการดูแลของแม่เลย
“อืม” เอ้อร์ไจ่ไม่มีความเห็น เขาเป็นพวกที่พี่ชายว่ายังไง เขาก็ว่าตามนั้นเสมอ
เมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดมากแล้ว หลินเจาจึงบอกให้ลูกๆ เข้านอนแต่หัวค่ำ แล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายกันกลับเข้าห้องของตัวเองไป
ก่อนจะกลับเข้าห้อง ต้าไจ่อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองแม่ของเขาอีกครั้ง ในใจก็ได้แต่ภาวนาเงียบๆ ขอให้แม่ในวันพรุ่งนี้ยังคงเป็นเหมือนกับแม่ในวันนี้
หลินเจาไม่ได้รับรู้ถึงความคิดเล็กๆ ในใจของลูกชายคนโต เมื่อกลับมาถึงห้อง เธอก็ยังไม่ได้รีบเข้านอนในทันที แต่นั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือเพื่อเขียนจดหมายถึงพ่อของเด็กๆ
วันนี้เธอต้องมาเจอกับเรื่องซวยๆ แบบนี้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าเจ็บใจเสียจริง ในใจยังคงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไม่หาย พลันภาพลักษณ์ของตัวเองในหนังสือนิยายเรื่องนั้นก็ผุดขึ้นมาในหัว ทั้งเรื่องมาก ขี้โวยวาย เป็นตัวประกอบที่อาภัพ ไม่มีข้อดีอะไรเลยนอกจากเรื่องที่สามารถมีลูกได้เท่านั้น สารพัดข้อเสียที่น่ารังเกียจ ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห
เธออุตส่าห์คลอดลูกที่น่ารักทั้งสี่คนให้กับกู้เฉิงหวยแล้ว การที่เขาจะเลี้ยงดูเธอมันผิดตรงไหนกัน ในเมื่อสามีของเธอเองยังไม่เคยว่าอะไร แล้วหนังสือนิยายบ้าๆ นั่นมีสิทธิ์อะไรมาว่าเธอแบบนั้น
หลินเจาหยิบกระดาษเขียนจดหมายและปากกาหมึกซึมที่ไม่ได้ใช้งานมานานออกมา ดูเหมือนว่าตั้งแต่ตอนที่เธอเริ่มตั้งท้องลูกแฝด เธอก็ไม่ค่อยได้ขยันเขียนจดหมายไปที่ค่ายทหารบ่อยเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
หมึกในปากกาหมึกซึมแห้งกรังไปหมดแล้ว
ปากกาด้ามนี้เป็นของขวัญที่กู้เฉิงหวยซื้อให้เธอ ราคาตั้งสิบกว่าหยวนแน่ะ
เธอเปิดลิ้นชักโต๊ะ หยิบขวดหมึกที่อยู่ข้างในออกมา แล้วจัดการสูบหมึกเข้าปากกา
หลินเจาเช็ดหมึกส่วนเกินที่ปลายปากกาออก ก่อนจะเริ่มลงมือเขียนจดหมาย เธอระบายความในใจลงบนกระดาษอย่างเมามัน เขียนไปหลายหน้าจนรู้สึกปวดข้อมือไปหมด จนลืมไปแล้วว่าตัวเองเขียนอะไรลงไปบ้าง
เธอเป็นคนประเภทที่โกรธเร็วหายเร็ว
หลังจากที่เขียนจดหมายระบายอารมณ์ออกไปจนหมด ความขุ่นมัวที่อัดอั้นอยู่ในใจก็พลันสลายหายไปกว่าเจ็ดแปดส่วน
ทันใดนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ว่าในตู้กับข้าวน่าจะมีน่องไก่ตุ๋นอยู่ หลินเจาจึงลุกขึ้นไปหยิบมันออกมา
พอแกะห่อกระดาษไขออก กลิ่นหอมเค็มเข้มข้นก็โชยมาเตะจมูกทันที เธอเผลอกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว
ไม่ใช่ว่าเธอตะกละหรอกนะ แต่เป็นเพราะว่าในท้องของเธอมันขาดแคลนไขมันมานานเกินไปแล้วต่างหาก
มีน่องไก่แค่น่องเดียว จะแบ่งให้ลูกคนไหนก็ดูจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่ อีกอย่างนี่ก็ดึกมากแล้ว การให้เด็กๆ กินของตุ๋นพะโล้แบบนี้ก็ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ สรุปว่าให้เธอจัดการเองน่าจะดีที่สุด
หลินเจาเลียริมฝีปากตัวเองเบาๆ ก่อนจะลงมือกัดกินน่องไก่ตุ๋นอย่างเอร็ดอร่อย รสชาติของเครื่องพะโล้มันช่างหอมหวนยวนใจจริงๆ พอได้กัดเข้าไปคำหนึ่ง ความเร็วในการเคี้ยวก็เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ เธอใช้เวลาเพียงแค่ 2 นาทีก็จัดการน่องไก่จนเกลี้ยง
ส่วนกระดูกก็ไม่ควรทิ้งให้เสียของ พรุ่งนี้ค่อยเอาไปให้สุนัขจรจัดกิน
บรรพบุรุษของสุนัขจรจัดในกองพลการผลิตเฟิงโซวเคยสร้างคุณงามความดีเอาไว้ ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด ชาวบ้านก็ไม่เคยคิดที่จะฆ่าสุนัขเพื่อนำมาประทังชีวิตเลย
[จบบท]