บทที่ 70: ชดใช้ค่าเสียหาย (2/2)
ณ ขณะนั้น ผู้ใหญ่บ้านกำลังดุแม่ของฉางเซิ่งด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความผิดหวังระคนโมโห เสียงของเขาดังลั่นจนนกที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้พากันบินหนีแตกฮือ
“เธอขโมยอิฐไม่กี่ก้อนนั่นไปจะเอาไปทำอะไรได้หา เอาไปทำอะไรได้ มันใช้การอะไรก็ไม่ได้ แถมยังทำให้ฉางเซิ่งลูกชายของเธอต้องอับอายขายขี้หน้าคนในหมู่บ้าน เธอนี่มันช่างว่างจริงๆ เลยนะ”
แม่ของฉางเซิ่งไม่คาดคิดว่าเรื่องจะแดงขึ้นมา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเสียใจ
“ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ ฉันก็แค่โมโหที่หลินเจากับลูกๆ ของเธอทำให้ฉันต้องไปตักอุจจาระไม่พอ ยังต้องมานั่งคัดหนังสือจนมือบวมไปหมด ฉันก็เลยอยากจะสั่งสอนให้หล่อนรู้สำนึกซะบ้างว่าฉันไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ง่ายๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะขโมยจริงๆ นะ”
ส่วนฉางเซิ่งที่ถูกเพื่อนๆ ต่อต้านก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตา ไม่ยอมให้แม่แตะต้องตัว เขาทั้งโกรธทั้งเกลียดแม่ของตัวเองที่ทำให้ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้
แม่ของฉางเซิ่งทั้งเสียใจและรู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเอง
เมื่อหลินเจาเดินเข้ามา ฝูงชนที่มุงดูอยู่ก็พร้อมใจกันแหวกทางให้เธอ
“เธอคือคนที่ขโมยอิฐกับกระเบื้องบ้านฉันเหรอ” เธอหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแม่ของฉางเซิ่งแล้วเอ่ยถาม
แม้ว่าใบหน้าของคู่ปรับจะดูเรียบเฉย แต่ก็ทำให้แม่ของฉางเซิ่งรู้สึกอับอายจนไม่กล้าสบตา เธอเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างเสียไม่ได้
“แผลงฤทธิ์เก่งเหมือนกันนี่” หลินเจาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
แม่ของฉางเซิ่งโกรธจนตาแทบลุกเป็นไฟ ตะคอกกลับเสียงดัง “แล้วเธอจะเอายังไง”
เอ้า ขโมยแล้วยังจะมาทำกร่างอีกเหรอ
“จะตะโกนทำไม” หลินเจาขมวดคิ้วแล้วดึงต้าไจ่ถอยหลังไปครึ่งก้าวเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำลายของอีกฝ่ายกระเด็นมาโดน “จะเอายังไงได้ล่ะ ก็ต้องชดใช้เงินสิ ขโมยของแล้วยังจะมาทำตัวกร่างแบบนี้อีก เชื่อไหมว่าฉันจะไปแจ้งตำรวจ”
ผู้ใหญ่บ้านกลัวว่าเธอจะไปแจ้งตำรวจจริงๆ จึงรีบพูดห้าม “แม่ต้าไจ่ อย่าเพิ่งแจ้งตำรวจเลยนะ เรื่องนี้ถ้ามันบานปลายจะกระทบกับการประเมินหมู่บ้านดีเด่นของเราได้ มันไม่ดีนะ”
“แล้วจะทำไมล่ะคะ” หลินเจาไม่ไหวติง ทำท่าทีหยิ่งยโสไม่ยอมคน “พูดกันตามตรงนะคะ หมู่บ้านจะได้รางวัลดีเด่นหรือไม่มันก็ไม่เกี่ยวกับฉัน แต่จะให้ฉันยอมเสียเปรียบน่ะ เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ”
“…” ไม่ใช่สิ เธอไปเสียเปรียบตอนไหนกัน
ผู้ใหญ่บ้านรู้ดีว่าหลินเจาเป็นคนอารมณ์ร้อน จึงพยายามพูดจาเกลี้ยกล่อมด้วยท่าทีที่เป็นมิตร “แน่นอนอยู่แล้ว”
“แม่ฉางเซิ่ง เธอพูดน้อยๆ หน่อย” ผู้ใหญ่บ้านเอือมระอาเต็มทน
“ขโมยของมันก็ผิดอยู่แล้ว ท่าทีดีๆ หน่อยสิ ควรขอโทษก็ขอโทษ ควรชดใช้ก็ชดใช้ อย่ามาทำให้หมู่บ้านเดือดร้อนไปด้วย ถ้าเพราะเรื่องของเธอทำให้หมู่บ้านเราพลาดรางวัลดีเด่นไป เธอจะเป็นคนบาปของทั้งหมู่บ้านเลยนะ”
เมื่อเรื่องราวเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตัวเอง สีหน้าของชาวบ้านที่มุงดูอยู่ก็เปลี่ยนไป ทุกคนต่างพากันเกลี้ยกล่อมแม่ของฉางเซิ่ง
“แม่ฉางเซิ่ง เรื่องนี้เธอก็ผิดจริงๆ นั่นแหละ ฟังที่แม่ต้าไจ่เขาพูดเถอะ เขาว่ายังไงก็ว่างั้น รีบๆ จบเรื่องนี้ไปซะ ปล่อยให้มันยืดเยื้อแบบนี้ไม่ดีหรอก พวกเราก็มีธุระต้องไปทำเหมือนกันนะ”
“ใช่ๆ อิฐกับกระเบื้องเธอเป็นคนขโมยไป เธอก็ต้องเป็นคนชดใช้สิ”
“แล้วหลักฐานก็คืออิฐของบ้านกู้ ลูกชายของเธอเป็นคนเอาออกมาเอง เธอเถียงไม่ได้หรอกนะ ถ้าแม่ต้าไจ่เขาไปแจ้งตำรวจจริงๆ คนที่เดือดร้อนก็คือเธอนะ”
ยิ่งได้ฟังคำพูดเหล่านี้ แม่ของฉางเซิ่งก็ยิ่งใจคอไม่ดี เธอมองหลินเจาอย่างโกรธแค้น “ฉันจะชดใช้ให้เธอ 5 เหมา ไม่สิ 2 เหมา”
หลินเจาเหลือบตามองเธอแวบหนึ่ง สายตานั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“2 เหมาเหรอ ฉันให้เธอ 2 เหมา เธอไปลองหาซื้ออิฐไม่กี่ก้อนนั่นมาให้ฉันดูหน่อยสิ”
สีหน้าของเธอเย็นชาลงทันที “ถ้าเธอไม่คิดจะขอโทษแล้วชดใช้ค่าเสียหายอย่างจริงใจ ฉันก็ไม่อยากจะเสียเวลาคุยแล้วล่ะ ไปแจ้งตำรวจดีกว่า”
เมื่อเห็นว่าหลินเจาเอาจริง พ่อของฉางเซิ่งจึงรีบกระโดดออกมา เขามองภรรยาตัวเองอย่างดุๆ แล้วหันไปยิ้มประจบหลินเจา “แม่ต้าไจ่ พวกเราจะชดใช้ให้เอง ชดใช้ให้ 2 หยวนพอไหม อย่าไปแจ้งตำรวจเลยนะ ถือว่าเห็นแก่ที่เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน อย่าไปแจ้งตำรวจเลยนะ”
2 หยวนเหรอ
เหลือเฟือเลยล่ะ
“ตกลงค่ะ” หลินเจาเห็นด้วย
อันที่จริงเธอไม่ได้สนใจว่าจะต้องแตกหักกับใคร แต่ในเมื่อยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านนี้ต่อไป การปล่อยวางได้ก็ควรปล่อยวาง
แม่ของฉางเซิ่งใช้เล็บข่วนหน้าสามี เสียงของเธอแหลมสูงขึ้นทันที “คุณบ้าไปแล้วเหรอ นั่นมันเงิน 2 หยวนเลยนะ”
“แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ ก็ใครใช้ให้เธอมือบอนเอง” ชายคนนั้นสะบัดแขนเธอออก แล้วกลับบ้านไปเอาเงิน 2 หยวนมาให้หลินเจา
แม่ของฉางเซิ่งโกรธจนตาแทบถลน อยากจะแย่งเงินคืน แต่ก็ถูกลากกลับไป
สองสามีภรรยาทะเลาะกันเสียงดังลั่นไปจนถึงตอนค่ำ
และกลายเป็นหัวข้อสนทนาหลักของคนในหมู่บ้านไปนานกว่าครึ่งเดือน
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ แม่ของฉางเซิ่งที่เคยชอบนินทาคนอื่นเป็นชีวิตจิตใจก็ไม่ค่อยอยากจะออกจากบ้านอีกเลย
หลินเจาพาลูกชายสองคนกลับบ้าน เอ้อร์ไจ่พูดอย่างฉุนเฉียวว่า “ต่อไปนี้ฉันจะไม่เล่นกับพี่ฉางเซิ่งอีกแล้ว”
“พวกเราก็ไม่เคยเล่นกับเขาอยู่แล้วนี่” ต้าไจ่แก้ไขคำพูดของน้องชาย แต่ก่อนฉางเซิ่งชอบล้อเลียนว่าพวกเขาไม่มีพ่อดูแล ไม่มีแม่รัก พวกเขาถึงไม่เล่นด้วย
“ไม่เล่นด้วยไปตลอดชีวิตเลย” เอ้อร์ไจ่พูดอย่างจริงจังและเจ้าคิดเจ้าแค้น
“อื้อ”
หลินเจาอดหัวเราะไม่ได้กับบทสนทนาของลูกชายทั้งสอง เด็กอายุห้าขวบครึ่งพูดคำว่าตลอดชีวิตออกมา มันช่างน่าขำจริงๆ
เธอนึกขึ้นได้ว่ายังไม่เจอหน้าลูกแฝดมาทั้งวันแล้ว จึงสั่งต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ว่า “ลูกสองคนไปรับซานไจ่กับซื่อไจ่ที่บ้านใหญ่หน่อยนะ แม่จะกลับไปทำกับข้าว รอพวกหนูกลับมาข้าวก็สุกพอดี”
“ครับผม”
ยังไม่ทันที่สองพี่น้องจะได้ไป แม่กู้ก็จูงเจ้าก้อนมนุษย์ตัวน้อยที่เดินเตาะแตะมาส่งให้เสียก่อน เมื่อส่งเด็กๆ ถึงมือแล้ว เธอก็จากไปอย่างเงียบๆ ไม่รับคำขอบคุณใดๆ
ฝาแฝดน้อยไม่ได้เจอหน้าแม่มาทั้งวัน พอเห็นหลินเจาก็เริ่มร้องไห้โฮ น้ำตาเม็ดโตไหลอาบแก้ม
“แม่ใจร้าย แม่ใจร้าย” ซื่อไจ่กอดคอแม่แน่น ร้องไห้เสียงดังลั่น ใบหน้าเล็กๆ แนบชิดกับลำคอของหลินเจาจนรู้สึกได้ถึงความเปียกชื้น เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังขึ้น “แม่.. ไม่.. พา.. หนู.. ไป..”
เธอพูดฟ้องทีละคำ
ส่วนซานไจ่ก็กอดขาแม่ร้องไห้
หลินเจาถูกเสียงร้องไห้ของลูกๆ เล่นงานจนปวดหัว จึงรีบปลอบ “จ้ะๆ แม่ใจร้ายเอง แม่ใจร้ายเอง ไม่ร้องนะลูกนะ เดี๋ยวแม่นึ่งไข่ตุ๋นหอมๆ ให้กิน หยดน้ำมันงาให้ด้วยดีไหม”
แต่คำปลอบโยนไม่ได้ผล เจ้าตัวเล็กวัยขวบเศษยังคงร้องไห้ไม่หยุด
หลายวันที่ผ่านมาพวกเขาได้อยู่กับแม่ตลอดเวลาจนเคยชิน แต่วันนี้ตื่นมากลับไม่เจอหน้าแม่ ความน้อยใจจึงถาโถมเข้ามาเต็มหัวใจของสองก้อนนม
“เดี๋ยวแม่เอาลูกอมให้กินนะ หวานๆ เอามั้ย” ลูกของตัวเอง ยังไงก็ต้องปลอบ
เอ้อร์ไจ่เดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วถามอย่างมีความหวัง “แม่ครับ แม่จะให้ลูกอมอะไรซานไจ่กับซื่อไจ่เหรอครับ มีของผมกับพี่ชายด้วยหรือเปล่า”
“ถ้าลูกสองคนช่วยแม่ปลอบน้องให้หยุดร้องไห้ก่อนก็มีให้จ้ะ” หลินเจาพูด
เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของเอ้อร์ไจ่ก็กลอกไปมาอย่างเจ้าเล่ห์ เขาวิ่งไปหยิบผ้าขนหนูของฝาแฝดมาเช็ดหน้าเช็ดน้ำมูกให้ทีละคน
ฝาแฝดน้อยงงงันจนลืมไปว่ากำลังร้องไห้อยู่
กว่าจะบิ้วอารมณ์ร้องไห้ต่อได้ ก็หยุดร้องไปแล้ว
หลินเจา “…” เหมือนแสดงละครเลยนะ
ซานไจ่เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เพิ่งผ่านการชำระล้างด้วยน้ำตาใสแป๋ว เขาทวงสัญญาเสียงใส “แม่ครับ ลูกอม”
“ไม่ลืมของพวกหนูหรอกน่า” หลินเจาใช้นิ้วแตะปลายจมูกของซานไจ่เบาๆ แล้วเดินกลับเข้าบ้านไปหยิบลูกอม
เด็กทั้งสี่คนเดินตามหลังเธอเป็นพรวน
หลินเจาเปิดตู้ ในนั้นเต็มไปด้วยของกินมากมาย ทั้งนมผง นมผงมอลต์สกัด ลูกอมตังเมกุ้ง น้ำตาลกรวด แอปเปิล แตงโม ลูกพีชเหลืองกระป๋อง
ของกินเยอะแยะไปหมดเลย ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ที่ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยกินอิ่มท้องมาก่อน พอเห็นของกินมากมายขนาดนี้ก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง ดวงตาของพวกเขาส่องประกายราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า
“แม่ครับ นั่นอะไรเหรอครับ” เอ้อร์ไจ่เขย่งเท้าชี้ไปที่ลูกพีชกระป๋อง น้ำลายแทบจะไหลย้อยลงพื้น
“ลูกพีชกระป๋องจ้ะ อยากกินเหรอ” หลินเจาถามยิ้มๆ
“ครับ ครับ ครับ” เอ้อร์ไจ่พยักหน้าอย่างรวดเร็ว
“ใกล้จะกินข้าวแล้ว เอาไว้กินพรุ่งนี้นะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าแม่จะวางไว้บนโต๊ะ ตื่นมาจะได้กินเลย”
“ก็ได้ครับ” ต้าไจ่ตอบ “แล้วน้องๆ กินได้ไหมครับ”
หลินเจาแจกลูกอมให้เด็กทั้งสี่คน ส่วนของฝาแฝดเธอบดให้ละเอียดก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้ติดคอ
“ยังกินไม่ได้จ้ะ ต้องรอให้โตกว่านี้อีกหน่อย”
เอ้อร์ไจ่มองน้องๆ ด้วยความสงสาร ก่อนจะแกะลูกอมตังเมกุ้งเข้าปากอย่างมีความสุข
โชคดีจริงๆ ที่เขาไม่ได้อายุแค่ขวบเดียว เขานึกอย่างโล่งใจ
[จบบท]