บทที่ 77: เธอก็มีคนให้ใช้งานตลอดนั่นแหละ (1/2)
น้ำเสียงของป้าสะใภ้ซ่งเจือความจริงจัง ทว่าก็ยังแฝงไปด้วยความปีติยินดีอย่างท่วมท้นจนไม่อาจมองข้ามไปได้
ลุงซ่งที่กำลังก้มหน้าก้มตาซดบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อยถึงกับต้องหยุดชะงัก เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองภรรยาของตน ริ้วรอยลึกหลายเส้นที่พาดผ่านบนหน้าผากนั้นขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย
“มีข่าวดีอะไรอย่างนั้นเหรอ” เขาเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
“เจาเจาได้เป็นพนักงานขายของสหกรณ์แล้ว!!” ป้าสะใภ้ซ่งประกาศข่าวดี
มือที่กำตะเกียบของลุงซ่งเกร็งแน่นขึ้นมาทันที แววตาของเขาฉายประกายแห่งความประหลาดใจ “จริงเหรอ!”
“แล้วมันจะเป็นเรื่องโกหกไปได้อย่างไรกันคะ! เจาเจาเป็นคนมาบอกกับปากฉันเองเลยนะ”
ป้าสะใภ้ซ่งนึกย้อนไปถึงการแต่งกายของหลานสาวในวันนี้ พลางเล่าด้วยรอยยิ้ม “วันนี้เจาเจาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวใหม่เอี่ยมอ่อง กระโปรงผ้าลินินเนื้อดีที่ยาวกรอมข้อเท้า แถมบนข้อมือเล็กๆ นั่นยังประดับด้วยนาฬิกาเรือนใหม่อีกด้วยนะ เธอเล่าว่าเฉิงหวยเพิ่งส่งตั๋วซื้อของมาให้เมื่อวานนี้เอง เธอเลยเพิ่งไปซื้อมันมา”
“ใบหน้างดงามหมดจด ริมฝีปากแดงระเรื่อรับกับฟันขาวสะอาดสะอ้าน สวยงามจับตาขนาดนั้น ไม่ได้เผชิญความยากลำบากอะไรเลยสักนิด สีหน้าดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลกว่าตอนที่เพิ่งเรียนจบเสียอีก ฉันมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเธอใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายดีจริงๆ ตอนนี้ได้เป็นพนักงานขายแล้ว อนาคตข้างหน้าจะต้องสุขสบายยิ่งกว่านี้อีกหลายเท่าตัวแน่ๆ”
ลุงซ่งเฝ้าเป็นห่วงหลินเจา หลานสาวเพียงคนเดียวของเขามาโดยตลอด หลายปีที่ผ่านมานี้ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยพยายามช่วยหางานให้เธอ แต่ตำแหน่งงานที่หามาได้ล้วนเป็นงานในโรงงาน ที่ต้องยืนทำงานต่อเนื่องนานหลายชั่วโมง ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวในฤดูร้อน และหนาวเหน็บจนทรมานในฤดูหนาว เด็กสาวที่ไหนจะทนไหว ทำงานได้เพียงไม่กี่วันมือก็คงแตกยับเยินไปหมดแล้ว
ตัวเขาเองนั้นสามารถทนต่อความยากลำบากได้ทุกรูปแบบ แต่เขากลับทนไม่ได้ที่จะต้องเห็นเจาเจาผู้เป็นแก้วตาดวงใจต้องมาทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ เขาจึงอยากจะหางานที่ทั้งสบายและมีเกียรติให้เธอทำ
ทว่าตำแหน่งงานในอำเภอแต่ละตำแหน่งก็มีคนทำอยู่แล้ว แค่งานธรรมดาๆ ก็ยังหาได้ยากเย็นแสนเข็ญ ยิ่งเป็นงานที่ทั้งสบายและดูดีมีหน้ามีตาอย่างพนักงานขาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึง มันยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
“เป็นข่าวดีจริงๆ” ลุงซ่งถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ราวกับว่าหินก้อนมหึมาที่ทับถมอยู่ในอกมานานได้ถูกยกออกไปเสียที “เป็นฝีมือของเฉิงหวยที่ช่วยหาให้สินะ”
ป้าสะใภ้ซ่งพยักหน้ารับ “ก็นับว่าเป็นความบังเอิญที่เหมาะเจาะพอดีค่ะ”
“เฉิงหวยมีสหายร่วมรบคนหนึ่ง ซึ่งพี่เขยของเขาดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการของสหกรณ์พอดี ประกอบกับช่วงนี้สหกรณ์กำลังขยายกิจการ เลยต้องการรับสมัครพนักงานขายเพิ่มอีกสองตำแหน่ง เจาเจาจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย ทั้งมีเส้นสายและมีวุฒิการศึกษาพร้อมสรรพ ตำแหน่งงานนี้ก็เลยตกเป็นของเธออย่างง่ายดาย”
เมื่อลุงซ่งได้รับรู้เรื่องราวความเป็นมาทั้งหมด เขาก็รู้สึกได้ว่าหลินเจานั้นโชคดีจริงๆ “หลานคนนี้โชคดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
การทำงานมาตลอดทั้งวันทำให้เขารู้สึกหิวโซอย่างมาก เขาซดบะหมี่คำโตๆ เข้าไปสองคำติดกัน ก่อนจะนึกเรื่องสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้ “แล้วตอนกลางวันเจาเจาจะกินอะไรล่ะ”
“เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ฉันจะให้อวิ๋นเฉิงเป็นคนไปส่งข้าวให้เธอเอง” ซ่งอวิ๋นเฉิงเป็นเพียงพนักงานชั่วคราว งานจึงไม่ได้ยุ่งวุ่นวายอะไรนัก แต่ถ้าหากวันไหนเขายุ่งขึ้นมาจริงๆ ก็ค่อยให้อวิ๋นจิ่นไปส่งแทน ป้าสะใภ้ซ่งได้วางแผนทุกอย่างไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว
ซ่งอวิ๋นเฉิง: “…” นี่แม่แท้ๆ ของผมใช่ไหมครับ
ซ่งอวิ๋นจิ่น: QAQ
ลุงซ่งพยักหน้ารับคำ “อืม งั้นเดี๋ยวผมจะทิ้งจักรยานไว้ให้ก็แล้วกัน”
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงอย่างช้าๆ ย้อมท้องฟ้าทิศตะวันตกและหมู่เมฆผืนใหญ่ให้กลายเป็นสีส้มแดงงดงามจับตา
การเดินทางด้วยจักรยานนั้นเร็วกว่าการเดินเท้าเป็นอย่างมาก เพียงแต่ต้องแลกมาด้วยอาการปวดเมื่อยที่บั้นท้ายเท่านั้นเอง
“อวิ๋นเฉิง นายหางานทำได้หรือยัง” หลินเจาขยับตัวเล็กน้อยบนเบาะหลัง พยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากความเมื่อยล้า
เฮ้! นี่กำลังดูถูกใครอยู่กันแน่!?
ซ่งอวิ๋นเฉิงเสยผมหน้าม้าที่ปรกหน้าผากอย่างมีสไตล์ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “พี่ คิดว่าผมเป็นพี่หรือไง”
“ผมไม่ได้บอบบางเหมือนพี่สักหน่อยนะ งานอะไรผมก็ทำได้ทั้งนั้นแหละน่า แค่หางานทำสำหรับผมน่ะ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรอกเหรอ”
หลินเจาแกว่งเท้าไปมาอย่างสบายอารมณ์ เธอไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไร ก็จริงอย่างที่น้องว่า เธอเป็นคนบอบบางและไม่สามารถทนต่อความยากลำบากได้
ซ่งอวิ๋นเฉิงยังคงถีบจักรยานต่อไป พร้อมกับเล่าต่ออย่างภาคภูมิใจ “ผมได้เข้าทำงานที่โรงงานผลิตเครื่องจักรไฟฟ้าแล้วนะ ถึงตอนนี้จะเป็นแค่พนักงานชั่วคราวก็เถอะ แต่ผมคาดว่าปีหน้าก็น่าจะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำแล้วล่ะ”
“เออ จริงสิ แล้วพี่ล่ะ ได้เป็นพนักงานประจำใช่ไหม” เขาเอ่ยถาม
หลินเจาพยักหน้ารับ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าซ่งอวิ๋นเฉิงคงมองไม่เห็น เธอจึงเอ่ยตอบไปว่า “แน่นอนสิ เป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว”
นี่สินะที่เขาเรียกว่า ‘มีคนใหญ่คนโตหนุนหลังย่อมทำการง่าย’
“น่าอิจฉาเป็นบ้าเลย” น้ำเสียงของซ่งอวิ๋นเฉิงเจือปนไปด้วยความอิจฉาอย่างไม่ปิดบัง
“แล้วทำไมนายไม่ให้ลุงช่วยคิดหาวิธีให้ล่ะ”
ซ่งอวิ๋นเฉิงหัวเราะออกมาทันที “พี่หมายถึงให้ใช้เส้นสายอย่างนั้นสินะ ผมจะไปกล้าพูดได้ยังไงกันล่ะ แค่ผมกล้าเอ่ยปากเรื่องนี้ออกมา พ่อคงได้ทุบผมตายคาที่แน่ๆ อารมณ์ของพ่อน่ะ ก็เหมือนกับแม่พี่ไม่มีผิดเลย โมโหร้ายเป็นที่สุด เวลาตีคนก็เจ็บมากด้วยนะ ผมว่าผมยอมทนรอไปเรื่อยๆ อย่างนี้ดีกว่า”
หลินเจาเอื้อมมือไปหยิกแขนของเขาอย่างแรง
สีหน้าของเด็กหนุ่มที่กำลังขี่จักรยานอยู่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เขาร้องซี๊ดซ๊าดออกมาเบาๆ
“พี่ครับ! พี่คนสวย พี่จะหยิกผมให้ตายเลยหรือไง” ซ่งอวิ๋นเฉิงเกือบจะกระโดดลงจากรถจักรยานด้วยความเจ็บปวด
“ก็ใครใช้ให้นายพูดจาเหลวไหลล่ะ!” หลินเจาคลึงบริเวณที่เธอหยิกเบาๆ เพื่อบรรเทาความเจ็บ ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “แม่กับลุงของฉันน่ะนิสัยดีจะตายไป พูดจาก็ไม่เคยขึ้นเสียงเลยสักครั้ง จะมาโมโหร้ายได้อย่างไรกัน”
นิสัยดีมากงั้นเหรอ?!! แขนของซ่งอวิ๋นเฉิงสั่นระริก จนแฮนด์จักรยานส่ายไปมาอย่างน่าหวาดเสียว
หลังจากที่เขาประคองรถให้นิ่งได้แล้ว เขาก็หันกลับมามองเธอด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง “นั่นยังไม่เรียกว่าโมโหร้ายอีกเหรอ?!”
แต่เมื่อเขานึกถึงท่าทีที่พ่อของเขาปฏิบัติต่อพี่เจาเจาอย่างอ่อนโยนและนุ่มนวล เขาก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าที่เข้าใจในทันที “เออ ก็จริงนะ พ่อไม่เคยดุพี่เลยสักครั้ง แถมยังยิ้มให้พี่ตลอดเวลาอีกด้วย…”
เด็กหนุ่มพึมพำกับตัวเองอย่างไม่พอใจ “ตกลงแล้วใครกันแน่ที่เป็นลูกแท้ๆ”
ซ่งอวิ๋นเฉิงขี่จักรยานพาหลินเจากลับมาถึงกองพลการผลิตตงเฟิงในที่สุด
ด้วยความที่เขาเป็นคนหน้าใหม่ รูปร่างหน้าตาก็ดูดีมีสง่าราศี แถมยังขี่จักรยานมาอีกด้วย ทันทีที่เขาปรากฏตัว บรรดาคุณป้าคุณน้าในหมู่บ้านต่างก็พากันจับจ้องเป็นตาเดียวกัน
แต่เมื่อสายตาของพวกเธอเหลือบไปเห็นหลินเจาที่ซ้อนท้ายมาด้วย สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปในทันที แววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้นั้นไม่อาจซ่อนเร้นไว้ได้มิด
ซ่งอวิ๋นเฉิงเป็นคนหัวไว เขารีบประเมินสถานการณ์และเดาได้ในทันทีว่าคนเหล่านี้กำลังคิดอะไรอยู่
เขาจึงตะโกนขึ้นเสียงดังฟังชัด “พี่ ถึงแล้วนะ”
คำว่า “พี่” ที่เขาเปล่งออกมานั้นดังเป็นพิเศษ
พี่งั้นเหรอ? หลินเจามีน้องชายด้วยอย่างนั้นรึ!?
ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านรีบเดินเข้ามาใกล้สองสามก้าว พร้อมกับเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “สะใภ้เฉิงหวย เธอมีน้องชายด้วยเหรอ ทำไมฉันถึงจำได้ว่าเธอมีแต่พี่ชายสามคนล่ะ”
พูดจามั่วซั่วสิ้นดี เธอมีพี่ชายตั้งสี่คนต่างหากเล่า!! หลินเจาไม่อยากให้คนในหมู่บ้านนำเรื่องของเธอไปเป็นหัวข้อสนทนาที่น่าหัวเราะเยาะ หรือปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับครอบครัวของเธอออกไปมั่วๆ เธอจึงไม่ได้อธิบายอะไรมากความ
“นี่เป็นลูกพี่ลูกน้องของฉันเองค่ะ ป้าสะใภ้ของฉันให้เขาขี่จักรยานมาส่ง”
ภรรยาผู้ใหญ่บ้านพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ “อ๋อ ที่แท้ก็เป็นญาติฝ่ายลุงของเธอนี่เอง”
หลินเจาเป็นคนที่ไม่เคยเก็บตัวเงียบ เรื่องที่เธอมีลุงผู้ทรงอิทธิพลอยู่ในเมืองนั้น ไม่มีใครในกองพลการผลิตที่ไม่รู้ และด้วยเหตุนี้เอง จึงไม่มีใครกล้าที่จะมาหาเรื่องหรือต่อกรกับเธอ
ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านกวาดสายตามองซ่งอวิ๋นเฉิงอย่างพินิจพิเคราะห์ แววตาของเธอเป็นประกายระยิบระยับ ก่อนจะเอ่ยถามต่อ “พ่อหนุ่ม มีแฟนรึยังจ๊ะ ถ้ายังไม่มีล่ะก็ ให้ป้าแนะนำให้เอาไหม”
“ได้สิครับ” ไม่น่าเชื่อว่าซ่งอวิ๋นเฉิงจะตอบตกลง ก่อนจะร่ายยาวเป็นชุด “บ้านของผมมีคนงานถึงสามคนเชียวนะครับ แล้วผู้หญิงที่คุณป้าจะแนะนำให้ ก็มีงานมีการทำด้วยใช่ไหมครับ”
คำพูดของเขาทำให้ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านถึงกับชะงักงัน รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอจางหายไปในทันที
คนที่เธอรู้จักล้วนแต่เป็นคนในชนบททั้งนั้น แล้วเธอจะไปหาผู้หญิงที่มีงานทำมาจากที่ไหนกันเล่า
ในกองพลการผลิตทั้งหมดนี้ ก็มีเพียงหลินเจาคนเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้หญิงที่มี ‘ชามข้าวเหล็ก’ อยู่ในมือ
“เงื่อนไขของเธอนี่ก็สูงไม่ใช่เล่นเลยนะ”
ซ่งอวิ๋นเฉิงทำหน้าไม่เห็นด้วย “ไม่สูงเลยนะครับ ตรงไหนที่ว่าสูงกันล่ะครับ บ้านผมมีตั้งสาม…”
เขาชูสามนิ้วขึ้นมาประกอบคำพูดอย่างสบายๆ “คนงานสามคนเลยนะครับ แล้วทุกคนก็มีชามข้าวเหล็กกันทั้งนั้น การที่ฝ่ายหญิงจะต้องมีงานทำด้วยก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่เกินไปเลยสักนิด”
“ในเมือง ถ้าไม่มีงานทำก็ไม่มีปันส่วนธัญพืช พอไม่มีปันส่วนธัญพืชก็ไม่มีข้าวกิน นี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน จะไม่นำมาพิจารณาไม่ได้หรอกครับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านและบรรดาคุณป้าคุณน้าในหมู่บ้านต่างก็รู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นมีเหตุผล
“นั่นก็จริงของเขานะ”
“ที่บ้านมีคนงานตั้งสามคน อยากจะหาคู่ครองที่มีงานทำ ก็ไม่ถือว่าเป็นการเรียกร้องที่เกินไปเลย”
ซ่งอวิ๋นเฉิงพยักหน้าอย่างจริงจัง ใช่แล้ว ไม่เกินไปเลยสักนิดเดียว
ลับหลังบรรดาคุณป้าคุณน้าที่กำลังกระตือรือร้นในการเป็นแม่สื่อแม่ชัก เขาก็แอบขยิบตาให้กับหลินเจา
คิ้วของเขาเลิกขึ้น ดวงตาเป็นประกาย เผยให้เห็นฟันขาวสะอาดเรียงเป็นแถว ความสดใสและเปี่ยมไปด้วยพลังของวัยหนุ่มสาวแผ่ซ่านออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
“ป่ะกลับบ้าน” หลินเจาโบกมือเรียกเขา
“…” พี่ครับ ได้โปรดอย่าเรียกผมเหมือนกับที่เรียกสุนัขได้ไหม
แววตาของซ่งอวิ๋นเฉิงเต็มไปด้วยความน้อยใจ แต่เขาก็ยอมเดินตามไปอย่างว่าง่าย
เขายังไม่รีบร้อนที่จะกลับอำเภอในทันที เพราะเขาอยากจะเห็นหน้าต้าไจ่และเด็กๆ คนอื่นเสียก่อน
หากเขากลับไปตอนนี้ พ่อแม่ของเขาจะต้องซักไซ้ไล่เลียงอย่างแน่นอน และถ้าหากเขาตอบคำถามไม่ได้ เขาก็จะโดนตำหนิอีกตามเคย
ซ่งอวิ๋นเฉิงและหลินเจาเดินมาถึงบ้านของสกุลกู้ เมื่อเขาได้เห็นสภาพบ้านดินที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เขาก็ถึงกับยืนนิ่งงันไปในทันที ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ และความรู้สึกสงสารพี่สาวของเขาก็ผุดขึ้นมาในใจ
“พี่ พี่พักอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอ”
“ใช่ นี่แหละบ้านของฉัน” หลินเจาพยักหน้ารับอย่างใจเย็น พร้อมกับส่งสายตาข่มขู่ไปยังเขา “ทำไมล่ะ หรือว่าบ้านของฉันมันไม่คู่ควรพอที่คุณชายอย่างนายจะเหยียบย่างเข้ามาหรือไง”
ซ่งอวิ๋นเฉิงไม่ได้หมายความเช่นนั้นเลยสักนิด เขาเข็นรถจักรยานเข้าไปในประตูด้วยความโมโห
เขาช่างโง่เขลาเสียจริง
จะไปสงสารเธอทำไมกันนักหนา
[จบบท]