บทที่ 80: สองมาตรฐาน (2/2)
เมื่อเด็กๆ แยกย้ายกันไปหมดแล้ว แม่กู้ก็ให้ปังปังยกเก้าอี้มาให้หลินเจานั่ง และให้กู้หลานไปรินน้ำเย็นๆ มาให้อาสะใภ้สามของเธอ
“ขอบคุณค่ะแม่” หลินเจานั่งลงแล้วใช้มือนวดคลึงน่องของตัวเองเบาๆ
“เหนื่อยมากสินะ” แม่กู้เอ่ยถามด้วยความห่วงใย “กองพลการผลิตอยู่ห่างจากตัวอำเภอตั้งไกล เดินทางไปกลับแบบนี้คงจะเหนื่อยแย่เลยสินะ เธอเขียนจดหมายไปหาเจ้าสามสิ ถามเขาดูว่าพอจะหาตั๋วจักรยานมาให้ได้ไหม ถ้าหาได้ก็ซื้อจักรยานไว้สักคัน จะได้เดินทางไปทำงานได้สะดวกสบายขึ้น”
มุมปากของหลินเจายกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่ เธอชูข้อมือของตัวเองขึ้นโชว์นาฬิกาเรือนใหม่แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พ่อของเด็กๆ ส่งตั๋วมาให้แล้วค่ะ จักรยานหนูจองไว้เรียบร้อยแล้ว อีกสองวันถึงจะได้ของ วันนี้เลยแวะไปซื้อนาฬิกามาก่อนค่ะ”
ผิวที่ขาวผ่องของเธอยิ่งขับให้นาฬิกาบนข้อมือดูโดดเด่นและสวยงามมากยิ่งขึ้น
แม่กู้ไม่ได้เอ่ยขัดบรรยากาศแห่งความสุขนั้น แต่กลับเอ่ยชมในทันที “สวยดีนี่ มีนาฬิกาแล้วก็จะได้ดูเวลาตอนทำงานได้ง่ายขึ้น”
กู้หลานรินน้ำเสร็จแล้วจึงนำมาวางไว้ตรงหน้าอาสะใภ้สามของเธอ เธอแอบลอบมองนาฬิกาบนข้อมือของหลินเจาอย่างอดไม่ได้
ดวงตาของเด็กสาวเป็นประกายระยิบระยับ
อาสะใภ้สามของเธอใส่นาฬิกาแล้วดูสวยสง่าจริงๆ
เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาที่อ่อนโยนและรอยยิ้มของหลินเจา เธอก็หน้าแดงก่ำแล้วรีบก้มหน้าลงทันที
“ขอบคุณอาสะใภ้สามที่ให้กล่องข้าวหนูนะคะ” กู้หลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
หลินเจายิ้มอย่างเอ็นดู “ไม่ต้องขอบใจหรอก พอดีที่บ้านมีเหลืออยู่ใบหนึ่ง แล้วเธอก็ต้องการมันพอดี”
เมื่อเห็นว่าเด็กสาวยังคงมีท่าทีเขินอายอยู่ เธอจึงเอ่ยต่อ “ถ้าเกรงใจจริงๆ ล่ะก็ ตอนที่อาไม่อยู่ ฝากช่วยดูแลต้าไจ่กับน้องๆ แทนอาด้วยแล้วกันนะ”
กู้หลานพยักหน้าอย่างหนักแน่น “หนูจะดูแลพวกเขาให้ดีที่สุดเลยค่ะ!”
หลินเจายัดลูกอมตังเมกุ้งใส่มือของเธอ “ไปวิ่งเล่นเถอะไป”
แม่กู้รู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงเพราะลูกอมกำมือนั้น แต่เป็นเพราะเธอรู้สึกได้ว่าสะใภ้สามได้เปิดใจยอมรับและเห็นว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวกู้แล้วจริงๆ
“เออใช่ สะใภ้สาม แม่ได้ยินต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่บอกว่า เธอให้พวกเขากินลูกอมถ่ายพยาธิด้วยเหรอ ลูกอมนี่ซื้อมาจากที่ไหนกัน แล้วปังปังกับคนอื่นๆ กินได้ไหม ถ้ากินได้ล่ะก็ แม่ก็อยากจะไปหาซื้อมาให้พวกเขากินบ้าง”
เธอรู้ดีว่าหลินเจาเป็นคนพิถีพิถันและใส่ใจในรายละเอียด จึงไม่ได้เล่าเรื่องที่ตัวเองบังเอิญไปเห็นพยาธิในส้วมให้ฟัง
“ไม่ต้องไปหาซื้อหรอกค่ะแม่ พอดีหนูมีเหลืออยู่ เดี๋ยวหนูแบ่งให้เด็กๆ ที่บ้าน 5 เม็ดนะคะ” หลินเจาบอก
แม่กู้รีบปฏิเสธในทันที “จะให้เธอมาเสียเงินได้ยังไงกัน…”
ยังไม่ทันที่แม่สามีจะเอ่ยจบประโยค หลินเจาก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน “ลูกอมแค่เม็ดละ 5 เฟินเองค่ะ เงินแค่ 3 เหมา หนูไม่เดือดร้อนอะไรหรอกค่ะ”
แม่กู้ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เงิน 3 เหมาก็ถือว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยนะ…
“ก็ได้ งั้นแม่ก็ขอบใจแทนปังปังกับพวกน้องๆ ด้วยแล้วกันนะ”
หลินเจาโบกมือเป็นเชิงว่าไม่เป็นไรแล้วพูดอย่างตรงไปตรงมา “เด็กๆ บ้านกู้แม่สอนมาเป็นอย่างดีค่ะ หนูรักแล้วก็เอ็นดูพวกเขามาก เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ”
เมื่อนึกขึ้นได้ว่ายาถ่ายพยาธิที่เตรียมมานั้นไม่มีส่วนของอวี๋อวี๋ เธอจึงกลัวว่าพี่สะใภ้รองอาจจะคิดมากจนเกิดเป็นความเข้าใจผิดขึ้นมาได้ เธอจึงรีบเอ่ยเสริมขึ้น “ยาถ่ายพยาธิชนิดนี้เด็กอายุ 2 ขวบกว่ายังกินไม่ได้นะคะ ฉันเลยไม่ได้เตรียมมาเผื่ออวี๋อวี๋”
จ้าวลิ่วเหนียงซึ่งไม่ได้คิดอะไรในแง่ลบอยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำอธิบายของหลินเจา เธอก็ยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น “น้องสะใภ้ช่างเป็นคนที่รอบคอบจริงๆ ถ้าเธอไม่บอก พวกเราก็คงไม่รู้หรอกนะว่าลูกอมนั่นอวี๋อวี๋ยังกินไม่ได้”
“ใช่แล้วล่ะ” หวงซิ่วหลันเอ่ยเสริมขึ้นด้วยความเห็นด้วย “ฉันเองก็เพิ่งจะเคยได้ยินนี่แหละว่ามีลูกอมสำหรับถ่ายพยาธิด้วย”
เธอเต็มไปด้วยความสงสัย “แค่ลูกอมจะถ่ายพยาธิได้ยังไงกัน ใครจะไปคาดคิดกันล่ะ”
“ถ้าได้กินลูกอมแบบนี้ เด็กๆ ที่บ้านคงจะดีใจกันจนบ้านแตกแน่ๆ”
กู้หลานยื่นพัดใบลานให้หลินเจา หลินเจายิ้มให้เธออย่างขอบคุณแล้วเริ่มโบกพัดไปมาอย่างไม่เร่งรีบ
ซานไจ่กับซื่อไจ่หลังจากที่ล้างมือล้างหน้าจนสะอาดเอี่ยมแล้วก็พากันวิ่งเตาะแตะเข้ามาหาแม่แล้วโผเข้ากอดเธออย่างเต็มรัก
“แม่!”
ก้อนแป้งน้อยๆ ทั้งสองร้องเรียกอย่างดีใจ เสียงหวานนุ่มที่เปล่งออกมานั้นช่างน่าเอ็นดูเสียจริง
หลินเจาอุ้มลูกแฝดทั้งสองมานั่งบนตักแล้วเริ่มพัดไล่ยุงให้พวกเขา เธอก็ไม่ลืมที่จะเรียกต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ให้เข้ามาใกล้ๆ
“เธอสองคนขยับเข้ามาใกล้ๆ หน่อยสิ แม่จะได้พัดให้ด้วย เดี๋ยวจะโดนยุงกัดจนตัวลายกันหมดนะ”
ต้าไจ่ไม่อยากให้แม่ต้องมาเหนื่อย จึงรีบรับพัดมาแล้วเริ่มโบกแขนพัดให้หลินเจาแทน
“แม่ครับ เดี๋ยวผมพัดให้เอง” เขาไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย ในใจกลับรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
พ่อของเขาเคยบอกเอาไว้ว่า ในตอนที่พ่อไม่อยู่ เขาและเอ้อร์ไจ่จะต้องช่วยกันปกป้องแม่ ช่วยแม่ทำงาน และกตัญญูต่อแม่ให้มากๆ เขาจดจำคำพูดของพ่อได้ขึ้นใจเสมอ!
จ้าวลิ่วเหนียงเหลือบไปมองลูกชายทั้งสองคนของตัวเองที่กำลังนอนปูเสื่อไขว่ห้างโยกขาเล่นกันอย่างสบายอารมณ์อยู่ในลานบ้านแล้วก็รู้สึกปวดตาขึ้นมาทันที
เป็นลูกชายเหมือนกันแท้ๆ ทำไมลูกของบ้านอื่นถึงได้น่ารักน่าเอ็นดูและช่างเอาใจใส่ได้ขนาดนี้นะ
อวี๋อวี๋วัยสองขวบเลียนแบบท่าทางของต้าไจ่ เธอพยายามที่จะพัดให้แม่ของเธอบ้าง ท่าทางที่ดูจริงจังและตั้งใจนั้นช่างน่าเอ็นดูเสียจริง
หัวใจของคนเป็นแม่อ่อนยวบยาบลงในทันที เธอรีบอุ้มลูกสาวคนเล็กเข้ามากอดแล้วพร่ำเรียกด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“ยังไงซะก็ต้องเป็นลูกสาวสิ มีลูกชายไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะเอาไว้ข่มขวัญชาวบ้านเวลาที่ไปมีเรื่องทะเลาะกันแล้ว ปกติก็ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรเลยสักนิด สู้ลูกสาวก็ไม่ได้ อวี๋อวี๋ของแม่”
จ้าวลิ่วเหนียงหอมแก้มลูกสาวฟอดใหญ่ เวลาที่อยู่กับปังปังและไหลเม่ยเธอจะดุแค่ไหน แต่พอได้มาอยู่กับอวี๋อวี๋เธอก็จะกลายเป็นคนที่อ่อนโยนมากเท่านั้น
ไหลเม่ยพลิกตัวนอนคว่ำลงบนเสื่อแล้วเริ่มแกว่งขาไปมา “แม่ครับ ผมอยากเปลี่ยนชื่อ!”
จ้าวลิ่วเหนียงมองเขาอย่างขอไปทีแล้วหันกลับไปให้ความสนใจกับลูกสาวของเธอต่อ พลางเอ่ยตอบกลับไปส่งๆ “ก็ไปบอกพ่อลูกสิ อยากจะเปลี่ยนเป็นอะไรก็แล้วเเต่เลย”
ยังไงซะเธอก็มีลูกสาวแล้ว ชื่อของลูกชายคนรองจะเปลี่ยนไปก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
ไหลเม่ยดีใจจนกระเด้งตัวขึ้นนั่งในทันที เขาตรงดิ่งไปหาพ่อของเขา “พ่อครับ ผมอยากเปลี่ยนชื่อ!”
กู้อวี้เฉิงเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก “ได้สิ แล้วอยากจะเปลี่ยนเป็นอะไรล่ะ”
“กู้ป้าหวัง!” (กู้จอมราชันย์) ไหลเม่ยตอบกลับ
“...”
เขาหันหน้าหนีไปทางอื่น ทำทีเป็นไม่สนใจลูกชายอีกต่อไป
นี่มันหมายความว่ายังไงกัน
ไหลเม่ยไม่เข้าใจ เขาจึงเดินตามกู้อวี้เฉิงไปติดๆ “พ่อครับ ว่ายังไงล่ะครับ สนใจผมหน่อยสิครับ ตกลงพ่อจะให้ผมเปลี่ยนชื่อไหม”
“เปลี่ยนบ้าอะไรของแก ยังจะมาจอมราชันย์อีก เดี๋ยวพ่อก็จับไปโยนให้เต่ากินซะหรอก” กู้อวี้เฉิงผลักใบหน้าที่ดำคล้ำของลูกชายออกไปอย่างรำคาญ “ไปๆ ไปเล่นที่อื่นเลยไป นานๆ ทีจะได้มีเวลาสงบสุขกับเขาบ้าง”
“ชิ” ไหลเม่ยทำเสียง ‘ชิ’ ใส่พ่อของเขาอย่างไม่กลัวตายแล้วกลอกตามองบน “ลำเอียงนี่นา รักลูกสาวมากกว่าลูกชาย”
กู้อวี้เฉิงง้างมือขึ้นทำท่าจะตี ไหลเม่ยจึงรีบวิ่งหนีกลับไปนอนแผ่หลาบนเสื่อตามเดิม เขานอนไขว่ห้างแล้วทำเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างไม่พอใจ
เขาอยากจะเปลี่ยนชื่อของตัวเองมานานแล้ว เขารู้สึกว่าชื่อของตัวเองมันไม่ต่างอะไรไปจากชื่อของพวกเจาตี้ ไหลตี้ พ่านตี้ และว่างตี้ในหมู่บ้านเลยสักนิด คนอื่นเขาตั้งชื่อเพื่อขอลูกชาย แต่ชื่อของเขามันดันกลายเป็นขอลูกสาวเสียนี่
แต่ตอนนี้เขาก็มีน้องสาวแล้วไม่ใช่หรือไง
เมื่อคิดว่าตัวเองมักจะโดนล้อเรื่องชื่ออยู่บ่อยๆ ไหลเม่ยก็เลิกแกว่งขาแล้วจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความเศร้า
เอ้อร์ไจ่ที่นอนเล่นอยู่บนเสื่อผืนเดียวกัน ได้ยินเสียงถอนหายใจของเขาจึงเอาข้อศอกกระทุ้งเบาๆ “พี่ไหลเม่ย เป็นอะไรไปเหรอครับ”
“ถ้านายยังเห็นว่าฉันเป็นพี่ชายของนายอยู่ล่ะก็ ต่อไปนี้ให้เรียกชื่อใหม่ของฉัน” ไหลเม่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงอยๆ
“...พี่ป้าหวังเหรอครับ” เอ้อร์ไจ่ลองเรียกชื่อใหม่ออกไป สีหน้าของเขาในตอนนี้ยากเกินกว่าจะหาคำใดมาบรรยายได้
คำว่า “ไม่เพราะเลย” แทบจะกลายเป็นเศษกระดาษที่ลอยไปแปะอยู่บนหน้า
“เพราะใช่ไหมล่ะ” ไหลเม่ยไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย ยังคงรู้สึกภูมิใจกับชื่อที่ตัวเองอุตส่าห์คิดมาเป็นเวลานานแสนนานว่าเป็นชื่อที่เท่ระเบิดเถิดเทิงที่สุด
แต่โชคร้ายเหลือเกินที่พ่อของเขาไม่ยอมให้เขาเปลี่ยนชื่อ
เด็กชายจอมซนคอตกในทันที บรรยากาศรอบตัวของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสิ้นหวัง
“ไม่เพราะเลยสักนิด” เอ้อร์ไจ่ส่ายหัวอย่างแรงจนดูเหมือนลูกตุ้ม
ไหลเม่ยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
เป็นไปได้ยังไงกัน
เขารู้จักสองคำนี้มาจากพวกปัญญาชน และเขาก็รู้สึกว่ามันเป็นคำที่เท่มากๆ
สายตาของเอ้อร์ไจ่ยังคงแน่วแน่ เขาย้ำความคิดของตัวเองอีกครั้ง “ไม่เพราะจริงๆ นะครับ”
ราวกับมีเสียงของบางสิ่งบางอย่างที่แตกสลายดังขึ้นมา
ไหลเม่ยล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ร่างกายของเขาเหยียดตรงแน่ว สิ้นหวังอย่างที่สุดแล้วในชีวิตนี้
หลินเจาอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความปลอบโยน
“อย่าเพิ่งรีบหมดหวังไปสิ พอเธอเข้าโรงเรียนก็ต้องเปลี่ยนชื่ออยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ชื่อไหลเม่ยก็เหมือนกับชื่อต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่นั่นแหละ มันเป็นแค่ชื่อเล่นเท่านั้นแหละ พ่อกับแม่ของเธอก็แค่ล้อเธอเล่นน่ะ”
ถ้าเธอจำไม่ผิด ปังปังเองก็มีชื่อจริงว่า กู้ซิงเหย่
เพียงแต่เขาคุ้นเคยกับชื่อเล่นของตัวเองเสียจนไม่ค่อยมีใครเรียกชื่อจริงของเขา ทำให้คนส่วนใหญ่พากันเข้าใจผิดไปว่าเขาไม่มีชื่อจริง
ดวงตาของไหลเม่ยเริ่มทอประกายแห่งความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เขาลุกขึ้นนั่งทันที แต่ในครั้งนี้เขาไม่กล้าที่จะไปหาพ่อกับแม่อีกแล้ว เขาจึงหันไปมองหน้าพ่อกู้แล้วเริ่มต่อรอง “ปู่ครับ ปู่ช่วยตั้งชื่อจริงให้ผมได้ไหมครับ”
“ใครเป็นคนคลอดลูกออกมา คนนั้นก็ต้องเป็นคนตั้งชื่อให้สิ ปู่ของเธอไม่เกี่ยว” แม่กู้รีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมาในทันที
ถ้าลูกชายกับลูกสะใภ้ของเธอไม่เอ่ยปากขอความช่วยเหลือด้วยตัวเอง เธอก็ไม่อยากที่จะเข้าไปยุ่งเรื่องของพวกเขาให้มากความ
ไหลเม่ยไม่อยากให้พ่อกับแม่ของเขาเป็นคนตั้งชื่อให้
ดูชื่อที่พ่อกับแม่ของเขาตั้งสิ ปังปัง ไหลเม่ย อวี๋อวี๋ มีชื่อไหนที่ฟังแล้วไพเราะเสนาะหูบ้าง!
เขามองหน้าพ่อกู้ด้วยสายตาที่อ้อนวอนอย่างสุดซึ้ง “แต่ว่าชื่อที่ปู่ตั้งเพราะนะครับ”
ดวงตาของเอ้อร์ไจ่เป็นประกายวาววับขึ้นมาในทันที เขาวิ่งตึกๆ ไปหาพ่อกู้แล้วเริ่มใช้แขนเล็กๆ ของเขานวดไหล่ทุบหลังให้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ประจบประแจงอย่างเห็นได้ชัด
“ปู่ครับ ปู่ทำงานเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ให้ผมช่วยทุบหลังให้นะครับ”
พ่อกู้ยิ้มกว้างจนปากแทบจะฉีกไปถึงใบหู
“ดีมาก ดีมากเลยหลานปู่ ทุบให้ปู่หน่อยนะ”
เมื่อมีหลานชายที่กตัญญูเช่นนี้ เขาก็พร้อมที่จะรับความปรารถนาดีนั้นไว้อย่างเต็มใจ
เอ้อร์ไจ่ทุบหลังอยู่พักใหญ่จนแขนของเขาเริ่มเมื่อยล้า ความเร็วในการทุบจึงค่อยๆ ช้าลง เขาเปลี่ยนจากการใช้สันมือเป็นการกำหมัดเล็กๆ แล้วทุบลงไปเบาๆ แทน
เมื่อเห็นว่าพ่อกู้ดูท่าจะพอใจกับการบริการของเขาเป็นอย่างมาก เขาก็ยิ้มกว้างแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ เพื่อบอกถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของตัวเอง
“ปู่ครับ งั้นปู่ก็ช่วยตั้งชื่อให้ผมกับพี่ แล้วก็ซานไจ่กับซื่อไจ่ด้วยเลยได้ไหมครับ”
[จบบท]