บทที่ 81: จอมแกล้ง (1/2)
พ่อกู้หันไปมองหลินเจา ผู้เป็นสะใภ้สามของบ้าน
"เอ่อ..." ต่อหน้าหลินเจาแล้ว พ่อกู้ไม่กล้าตัดสินใจอะไรตามอำเภอใจ เขาทำได้เพียงลูบหัวหลานชายด้วยสายตาเปี่ยมรัก "เรื่องนี้ต้องแล้วแต่พ่อแม่ของพวกหลาน"
พอได้ยินแบบนั้น เอ้อร์ไจ่ก็รีบหันขวับไปมองหน้าแม่ทันที
"แม่ครับ ผมมีชื่อจริงไหมครับ" เด็กชายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใส
เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดลง หวงซิ่วหลันก็จุดตะเกียงขึ้น แสงสีเหลืองสลัวที่สาดส่องลงมากระทบร่างเล็กๆ ทำให้ดวงตาของเด็กชายดูสว่างและใสกระจ่างยิ่งขึ้น
"ตอนนี้ยังไม่มีจ้ะ ก็ต้องดูว่าปู่ของลูกจะยอมตั้งให้หรือเปล่า" คำพูดของหลินเจาไม่ต่างอะไรกับการโยนสิทธิ์ในการตั้งชื่อไปให้ปู่ของเด็กๆ เต็มๆ
พ่อกู้ได้ยินความนัยในคำพูดของเธอ ก็ดีใจจนต้องลูบมือไปมา แต่ในขณะเดียวกันก็กลัวว่าจะตั้งชื่อออกมาไม่ดี เลยเอ่ยขึ้นอย่างประหม่า "ให้ลูกกับเจ้าสามตั้งเถอะ พ่อรู้จักตัวอักษรไม่มาก การตั้งชื่อเป็นเรื่องใหญ่ มันเกี่ยวกับชีวิตทั้งชีวิตของหลานๆเลยนะ จะทำสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้"
หลินเจาไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่เลือกที่จะส่งต่อสิทธิ์ในการตัดสินใจให้ลูกชายทั้งสองแทน "แล้วพวกลูกล่ะ อยากให้ใครตั้งชื่อให้"
เอ้อร์ไจ่ตอบทันที "ผมอยากให้ปู่ตั้งให้ครับ"
ต้าไจ่เองก็พยักหน้าเห็นด้วย
หากเทียบกับพ่อแท้ๆ ที่ไม่ค่อยสนิทสนมกันเท่าไหร่ เขากลับเต็มใจให้ปู่ผู้ซึ่งพาพวกเขาขึ้นเขาลงห้วยมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยเป็นคนตั้งชื่อให้มากกว่า
หลินเจาเองก็โล่งใจ เพราะเธอไม่ถนัดเรื่องการตั้งชื่อเลยสักนิด และกู้เฉิงหวยเองก็ไม่ได้ต่างกัน
พอคิดถึงชื่อที่สามีเคยเสนอขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจในตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็น 'หงซิง' (ดาวแดง) 'กั๋วชิ่ง' (วันชาติ) หรือ 'เจี้ยนจวิน' (สร้างกองทัพ) ชื่อพวกนั้นทั้งแดงทั้งชาตินิยมสุดๆ เมื่อนำไปเทียบกับชื่อที่พ่อกู้ตั้งให้ลูกชายแต่ละคนแล้ว เธอก็รู้สึกได้ทันทีว่าพ่อสามีของเธอตั้งชื่อได้ดีกว่ามาก
"ถ้าอย่างนั้นคงต้องรบกวนพ่อแล้วค่ะ!" เธอผลักภาระหนักอึ้งนี้ออกไปอย่างไม่เกรงใจ
ไม่มีอะไรทำให้ผู้สูงวัยมีความสุขได้เท่ากับการเป็นที่ต้องการอีกแล้ว พ่อกู้จึงลุกไปหยิบพจนานุกรมเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งออกมาในทันที ปกหนังของมันหลุดลอกด่างดวงไปตามกาลเวลา หน้ากระดาษด้านในก็เหลืองกรอบและมีร่องรอยความเสียหายจากฟันหนูแทะ สภาพของมันดูย่ำแย่เกินบรรยาย
เขานั่งลงใต้แสงตะเกียงน้ำมันก๊าด ใช้นิ้วมือที่หยาบกร้านค่อยๆ พลิกหน้ากระดาษแต่ละแผ่นอย่างเบามือ
แสงสีเหลืองนวลทาบทับลงบนแผ่นหลังที่โค้งงอ ทอดเงาของชายผู้กำลังตั้งอกตั้งใจลงบนผนังห้อง
ขณะที่พ่อกู้กำลังง่วนอยู่กับการหาชื่อ คนอื่นๆ ก็ลดเสียงลงเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวน
ฝาแฝดชายหญิงซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของหลินเจาด้วยความง่วงงุน เธอจึงค่อยๆ ตบหลังเจ้าก้อนแป้งตัวน้อยเบาๆ เพื่อกล่อมให้หลับ พลางกระซิบถามแม่สามี "แม่คะ หนูได้ยินต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่บอกว่าในหมู่บ้านจะมีงานมงคลเหรอคะ"
แม่กู้ไม่อยากจะเอ่ยถึงเรื่องของสองครอบครัวนั้นนัก แต่เมื่อสะใภ้สามเอ่ยถามขึ้นมา เธอก็เลือกที่จะตอบตามตรง
"ใช่ จะมีงานมงคล จัดพรุ่งนี้ ลูกก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวจะดีกว่า"
อันที่จริงหลินเจาก็ไม่ได้คิดจะเข้าไปยุ่งอยู่แล้ว "แล้วแม่จะไปช่วยงานไหมคะ"
"แม่คงต้องไป ยังไงก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน จะไม่ให้ใครไปเลยสักคนก็ดูจะไม่เหมาะ" แม่กู้รับซานไจ่ที่ผล็อยหลับไปแล้วจากอ้อมแขนของหลินเจา ก่อนจะใช้มือเช็ดน้ำลายที่ไหลย้อยอยู่มุมปากของหลานชายตัวน้อย
"เด็กๆ หลับกันหมดแล้ว เดี๋ยวแม่จะพาพวกหลานกลับบ้าน"
หวงซิ่วหลันอาสาเข้ามาอุ้มซื่อไจ่ไปดูแลต่อ
ทันทีที่แขนสั้นๆ อวบๆ ของซื่อไจ่ขยับเล็กน้อย เธอก็รีบตบหลังเจ้าตัวน้อยเบาๆ ไม่นานเจ้าก้อนนมตัวน้อยก็เข้าสู่ห้วงนิทราที่ลึกยิ่งขึ้น
การที่สะใภ้สามพาลูกๆ มาที่บ้านใหญ่ ถือว่าพวกเขาได้เปรียบอยู่แล้ว
ไหนจะของอร่อยมากมายที่หลินเจาเตรียมมาให้ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่อีก เมื่อวานก็มีทั้งไข่และข้าวสารครึ่งชาม วันนี้ก็มีทั้งแอปเปิ้ล แป้งสาลี และอาหารกระป๋อง แถมยังมีเนื้อหมูชิ้นใหญ่อีกด้วย
ถึงแม้ว่าของพวกนั้นจะไม่ได้ทำให้พวกเขากินโดยตรง แต่การที่ได้ใช้กระทะใบเดียวกับที่ใช้ผัดเนื้อให้เด็กทั้งสองมาผัดผักต่อ ก็ทำให้ผักธรรมดาๆ มีรสชาติอร่อยขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่เป็นเด็กใจกว้าง ทั้งสองแบ่งเนื้อให้เถี่ยฉุยกิน ทั้งยังแบ่งอาหารกระป๋องให้เขาอีกด้วย
ในเมื่อเด็กอายุเพียงห้าขวบครึ่งยังไม่คิดเล็กคิดน้อย แล้วพวกผู้ใหญ่อย่างพวกเธอจะทำตัวด้อยกว่าเด็กได้อย่างไร
หลินเจาจูงมือต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่เดินกลับบ้านไปตามทาง ระหว่างทางยังเห็นชาวบ้านหลายคนนั่งจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่หน้าบ้าน เมื่อพวกเขาเห็นภาพครอบครัวสุขสันต์นี้ ต่างก็มีความคิดแตกต่างกันไป
สะใภ้บ้านเฉิงหวยนี่ช่างโชคดีเสียจริง ทั้งแม่สามีและพี่สะใภ้ต่างก็เอ็นดูเธอ
ระหว่างทางนั่นเอง หลินเจาและครอบครัวก็ได้พบกับซูอวี้เสียนและลู่เป่าเจินที่กำลังเดินเล่นอยู่พอดี
"พี่ต้าไจ่ พี่เอ้อร์ไจ่" ลู่เป่าเจินร้องเรียกด้วยน้ำเสียงหวานหยด
เอ้อร์ไจ่ยังจำคำพูดของแม่ได้ขึ้นใจ ทันทีที่เห็นหน้าเด็กหญิง สัญญาณเตือนภัยในหัวของเขาก็ดังขึ้นทันที
เขาร้องตะโกนออกไปสุดเสียง "ต้าหวง! หู่โพ!"
พรึ่บพรั่บ!
เสียงตะโกนของเขาทำเอานกที่กำลังแอบพักผ่อนอยู่บนต้นไทรใหญ่ตกใจจนตัวสั่นสะท้าน มันรีบกางปีกบินหนีขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที
คุณลุงที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้รู้สึกอุ่นวาบที่หน้าผาก เมื่อเอื้อมมือขึ้นไปลูบดูก็พบว่ามันเปียกๆ ร้อนๆ แถมยังเหม็นอีกด้วย
ปรากฏว่าเป็นขี้นกกองใหญ่นั่นเอง!
เขาลุกขึ้นยืนพร้อมกับสบถด่า "ไอ้นกบ้าเอ๊ย! ที่ไหนไม่ไปขี้ ดันมาขี้ใส่หัวคนได้..."
คุณลุงหยิบใบไม้ขึ้นมาเช็ดหัวตัวเอง ปากก็ยังคงบ่นพึมพำไม่หยุด
หลังจากด่านกเสร็จ เขาก็หันไปตะโกนใส่เอ้อร์ไจ่ "เอ้อร์ไจ่เอ๊ย ยายเธอเสียงดังยังไง เธอก็เป็นอย่างนั้นเลยนะ ไม่เสียแรงที่เป็นหลานแท้ๆ ของยายหลินจริงๆ"
"แน่นอนอยู่แล้วครับ!" เอ้อร์ไจ่ตอบรับอย่างภาคภูมิใจ
เมื่อเห็นต้าหวงวิ่งมาพร้อมกับหู่โพ เด็กชายก็โผเข้ากอดคอสุนัขตัวใหญ่ทันที เขาซบหน้าลงกับตัวของมันแล้วพูดเสียงอู้อี้ "ต้าหวง แกมาได้เวลาพอดีเลย มียัยขี้แยจะมาหาเรื่องพวกเรา"
ลู่เป่าเจินรู้ดีว่าเด็กขี้แยที่เขาพูดถึงคือตัวเอง เธอโกรธจนหน้ามุ่ย น้ำเสียงเจือความน้อยใจ "กู้เอ้อร์ไจ่ พี่แกล้งฉัน ฉันจะไม่ยุ่งกับพี่อีกแล้ว"
เอ้อร์ไจ่เบะปากอย่างไม่ใส่ใจ
ครั้งที่แล้วที่บ้าน ก่อนที่ต้าหวงกับหู่โพจะมา ลู่เป่าเจินเคยจ้องแม่ของเขาด้วยสายตาที่มืดมนจนน่าขนลุก ตอนนั้นเอ้อร์ไจ่ก็สัมผัสได้ถึงอันตรายเช่นกัน
จะอธิบายความรู้สึกนั้นยังไงดีล่ะ
มันก็เหมือนกับตอนที่เขากำลังนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นหลิวเชิงเขาอย่างสบายอารมณ์ แล้วจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหอบหายใจหนักๆ และเหม็นคลุ้งดังขึ้นข้างหู พอหันกลับไป ก็พบกับหมูป่าตัวมหึมาที่ขนตามตัวตั้งชัน กำลังหมอบอยู่ตรงหน้าเขา
มันเป็นความรู้สึกที่น่ากลัวจนผมแทบจะตั้งขึ้นมาเลยทีเดียว
"ไม่ยุ่งก็ดีแล้ว! ถ้าเธอไม่ยุ่งกับฉันน่ะดีที่สุดเลย!" เอ้อร์ไจ่แสดงสีหน้าดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
เขารู้ว่าลู่เป่าเจินกลัวสุนัข จึงอุ้มหู่โพขึ้นมาแล้วก้าวไปยืนอยู่ข้างหน้าแม่และพี่ชายในท่าทีของผู้พิทักษ์
ลู่เป่าเจินสะอื้นไห้อย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
ภาพที่ปรากฏในสายตาของชาวบ้านจึงกลายเป็นว่า เอ้อร์ไจ่เป็นคนทำให้เด็กผู้หญิงร้องไห้
"เอ้อร์ไจ่ เธอทำเป่าเจินร้องไห้แล้วเห็นไหม"
ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านคนหนึ่งนึกถึงเรื่องราวในอดีตขึ้นมาได้ ก็หัวเราะออกมาเสียงดัง "เอ้อร์ไจ่นี่เหมือนพ่อมันไม่มีผิด เฉิงหวยก็ไม่ชอบยุ่งกับเด็กผู้หญิงเหมือนกัน ชอบทำให้เด็กผู้หญิงร้องไห้ประจำ"
นี่เป็นครั้งแรกที่หลินเจาได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านพูดถึงพ่อของลูกๆ สมัยวัยรุ่น เธอก็เลยตั้งใจฟังเป็นพิเศษ
เอ้อร์ไจ่ฉีกยิ้มกว้าง ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ "ผมเป็นลูกชายของพ่อ ก็ต้องเหมือนพ่อสิครับ"
แต่เขาก็ไม่พอใจที่ถูกปรักปรำ จึงรีบอธิบายต่อ "ผมอยู่ห่างจากลู่เป่าเจินตั้งเยอะแยะ ผมจะไปทำให้เธอร้องไห้ได้ยังไงครับ ผู้ใหญ่จะมาปรักปรำเด็กส่งเดชไม่ได้นะครับ แม่ ย่า แล้วก็ป้าสะใภ้ใหญ่ของผมก็อยู่ตรงนี้ด้วย"
ชายคนที่พูดขึ้นมามีสีหน้าเจื่อนลง เขากระแอมเบาๆ แล้วพูดอย่างไม่เป็นธรรมชาติ "ลุงก็แค่ล้อเล่นน่ะ เธอจะจริงจังทำไม"
เอ้อร์ไจ่เบิกตากว้าง พูดอย่างไม่เห็นด้วย "แม่ผมบอกว่า ปากสร้างข่าวลือ วิ่งแก้ข่าวขาขวิด ผมไม่อยากวิ่งจนขาขวิด ลุงครับ ต่อไปลุงอย่ามาล้อผมเล่นแบบนี้อีกนะ ผมไม่ชอบ"
ชายหนุ่มที่ล้อเล่นจะพูดอะไรได้อีก
"ได้ๆ ไม่ล้อเล่นแล้ว ไม่ล้อเล่นกับเธออีกแล้ว"
เจ้าเด็กเอ้อร์ไจ่นี่รับมือยากชะมัด ปากของเด็กทั้งกองพลการผลิตคงมารวมอยู่ที่หน้าเขาหมดแล้วกระมัง! วันๆ เอาแต่พูดว่า 'แม่ผมบอกว่า' อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ช้าก็เร็วต้องกลายเป็นลูกแหง่ติดแม่แน่ๆ
แม่กู้พูดขึ้น "เอ้อร์ไจ่ กลับบ้านกันเถอะ พรุ่งนี้เช้าแม่แกยังต้องไปทำงานอีก"
"ครับ!" เอ้อร์ไจ่ตอบรับเสียงใส เขายังคงอุ้มหู่โพไว้ในอ้อมแขน ทำตัวราวกับเป็นทหารองครักษ์ตัวน้อย คอยคุ้มกันครอบครัวกลับบ้าน
ทันใดนั้น ซูอวี้เสียนก็ตะโกนเรียก "หลินเจา"
หลินเจาทำเป็นไม่ได้ยิน เธอเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นและเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
"ง่วงจะตายอยู่แล้ว เดินเร็วๆ เข้าสิ" เธอเร่งลูกชายทั้งสอง
ซูอวี้เสียน: "..."
เธออยากจะพูดจาให้ร้ายหลินเจาสักสองสามประโยค แต่เมื่อขยับริมฝีปากเตรียมจะพูด ก็พบว่าฝูงชนที่มุงดูได้สลายตัวไปหมดแล้ว ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้านของตัวเอง
ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างก็คิดว่าเธอเป็นคนไม่รู้จักคิด ผู้หญิงดีๆ ที่ไหนยังไม่แต่งงานก็ไปพัวพันกับผู้ชายอย่างไม่ชัดเจน แถมยังช่วยเขาเลี้ยงลูกอีก ช่างประจบประแจงเสียจริง ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ไม่รู้จักรักนวลสงวนตัวหรืออย่างไร
ลู่เป่าเจินดึงชายเสื้อของซูอวี้เสียน "แม่เลี้ยง หนูอยากเล่นกับพี่ต้าไจ่กับพี่เอ้อร์ไจ่!"
ซูอวี้เสียนไม่อยากเอาหน้าไปรับความเย็นชาจากครอบครัวของหลินเจาอีกแล้ว มันทำให้เธอรู้สึกเสียหน้ามาก เธอจึงไม่ได้ตอบรับในทันที แต่ถามกลับไปว่า "ทำไมล่ะ ในหมู่บ้านมีเด็กตั้งเยอะแยะ ลูกไปเล่นกับพวกเขาไม่ได้เหรอ"
"ไม่ได้! ไม่ได้! ไม่ได้!" ลู่เป่าเจินส่ายหัว ปากเล็กๆ ของเธอเบะออก สองขาเล็กๆ กระทืบพื้นอย่างแรง สองมือก็โบกสะบัดไปมาในอากาศอย่างไร้ทิศทาง พร้อมกับกรีดร้องเสียงแหลม "หนูไม่เล่นกับคนอื่น หนูจะเล่นกับพี่ต้าไจ่กับพี่เอ้อร์ไจ่เท่านั้น!"
ซูอวี้เสียนรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที เธอเกรงว่าพฤติกรรมของเด็กหญิงจะส่งผลกระทบต่องานแต่งงานในวันพรุ่งนี้ จึงย่อตัวลงกอดเธอเพื่อปลอบโยน แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรก็ถูกเตะเข้าให้สองที
"โอ๊ย!"
เธอกอดลู่เป่าเจินไว้แน่น แล้วพูดหลอกล่อ "แม่จะคิดหาวิธีให้ แม่จะทำให้พวกเขามาเล่นกับลูกให้ได้นะ เลิกร้องไห้ได้แล้ว"
ลู่เป่าเจินเช็ดน้ำตาบนใบหน้า ขณะที่มองไปยังทิศทางที่ต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่จากไป มุมปากของเธอก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
ดวงตาของเด็กหญิงดำมืดและลึกล้ำ เย็นเยียบจนแทบจะทิ่มแทงกระดูก ไม่เหมือนดวงตาของมนุษย์เลยแม้แต่น้อย
ซูอวี้เสียนบังเอิญเห็นภาพนั้นเข้าพอดี ความเย็นเยียบสายหนึ่งพลันแล่นจากฝ่าเท้าขึ้นมาทั่วทั้งร่าง หัวใจของเธอจมดิ่งลงทันที ความหวาดกลัวเข้าจู่โจมอย่างฉับพลัน
ในขณะนั้นเอง ลู่เป่าเจินก็หันมายิ้มให้เธอแล้วกางแขนออก "แม่เลี้ยง อุ้มหนูกลับบ้านสิ"
ซูอวี้เสียนถอยหลังไปหนึ่งก้าว ราวกับว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่เป็นสัตว์ประหลาดที่น่าสะพรึงกลัวอะไรบางอย่าง
"แม่เลี้ยง" ลู่เป่าเจินยิ้มอย่างบริสุทธิ์และไร้เดียงสา
แต่ซูอวี้เสียนกลับลืมภาพที่น่าขนลุกเมื่อครู่ไม่ลง รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของเธอจึงดูไม่เป็นธรรมชาติ
เล็บของเธอจิกเข้าไปในฝ่ามือ ก่อนจะย่อตัวลงอุ้มลู่เป่าเจินขึ้นมาด้วยร่างกายที่แข็งทื่อ
ลู่เป่าเจินกอดคอเธอไว้แน่น ไม่ลืมที่จะเอ่ยย้ำ "แม่เลี้ยง คุณบอกว่าพรุ่งนี้จะคิดหาวิธีให้พี่ต้าไจ่กับพี่เอ้อร์ไจ่มาเล่นกับหนูนะ"
เด็กหญิงซบหน้าลงกับไหล่ของซูอวี้เสียน แล้วข่มขู่ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล "แม่เลี้ยงต้องทำให้ได้อย่างที่รับปากนะ ไม่อย่างนั้นหนูจะไปฟ้องพ่อ ให้พ่อหย่ากับแม่เลี้ยงซะ"
"...ได้จ๊ะ"
[จบบท]