บทที่ 89: มือที่สาม (1/2)
“เร็วขนาดนี้เลยเหรอคะ” หลินเจามีสีหน้าประหลาดใจระคนยินดี
ปกติแค่ทำหน้านิ่งๆ ก็สวยสะกดใจคนแล้ว พอยิ้มขึ้นมายิ่งเหมือนแสงแดดยามเช้าอันอบอุ่นที่สาดส่องลงมา
หัวใจของเจ้าหน้าที่หนุ่มเต้นรัวไม่เป็นส่ำ
เขาต้องรีบเบือนหน้าหนีแล้วด่าตัวเองในใจ ‘หยุดเต้นเดี๋ยวนี้นะโว้ย ลูกคนโตของสหายหลินโตจนไปซื้อซีอิ๊วเองได้แล้ว ใจเย็นๆ เข้าไว้ การเป็นมือที่สามมันน่ารังเกียจ’
การเตือนสติตัวเองแบบนี้ก็ได้ผล เจ้าหน้าที่หนุ่มกลับมาควบคุมอารมณ์ได้อีกครั้งแล้วเอ่ยเตือน “สหายหลิน อย่าลืมไปลงทะเบียนป้ายทะเบียนกับจ่ายภาษีด้วยนะครับ”
“ทราบแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” หลินเจายิ้มขอบคุณ
“ไม่เป็นไรครับ เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว” พอคิดได้ว่านี่ยังเป็นเวลาทำงาน สหายหลินคงยังไม่ว่างมารับรถ เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อจึงพูดอย่างเอาใจใส่ “หลังเลิกงานคุณค่อยมาหาผมก็ได้ ผมจะเก็บรถไว้ให้ ผมอยู่ที่นี่ตลอดครับ”
“ขอบคุณค่ะ” ในตัวหลินเจาไม่มีลูกอมติดมาด้วย เลยไม่มีอะไรจะตอบแทนน้ำใจของเจ้าหน้าที่หนุ่มคนนี้ได้ เธอตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะหาอะไรมาขอบคุณเขาอีกที
หลังจากบอกเพื่อนร่วมงานแล้ว เธอก็เดินกลับไปที่เคาน์เตอร์ด้วยฝีเท้าที่เบิกบานใจ
จักรยานถือเป็นของชิ้นใหญ่ที่เป็นที่ต้องการอย่างมาก ตั๋วก็หายาก ราคาก็แพงใช่ย่อย บ้านไหนซื้อมาได้คงฉลองกันไปหลายวัน
หลินเจาเองก็อารมณ์ดีไม่แพ้กัน รอยยิ้มที่มุมปากของเธอปรากฏอยู่นานสองนาน
ทัศนคติต่อลูกค้าก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก ใบหน้าของเธอประดับด้วยรอยยิ้ม พูดจาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จนทำให้ลูกค้าที่คุ้นเคยกับสายตาดูแคลนของพนักงานขายคนอื่นถึงกับทำตัวไม่ถูก
ทันใดนั้น ม่านประตูก็ถูกพลิกเปิดออก ชายชราหลังค่อมในเสื้อผ้าเก่าขาดเดินเข้ามา
ฝ่ามือที่หยาบกร้านราวกับเปลือกไม้ของชายชรากำตะกร้าไม้ไผ่เก่าๆ ไว้แน่น เม็ดเหงื่อไหลอาบใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัย เขายืนตัวลีบอยู่ตรงธรณีประตู ไม่กล้าก้าวเข้ามา
หลิวชุนหงกำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่พอดี มองอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด พอเห็นชายชราท่าทางสกปรกมอมแมมมายืนเกะกะอยู่หน้าประตูก็เปิดปากไล่ทันที
“มาทำอะไรแถวนี้ ไม่มีอะไรทำก็รีบออกไปเลยสิ มายืนเกะกะอยู่หน้าประตูเหม็นจะตายอยู่แล้ว แบบนี้พวกเราจะต้อนรับลูกค้าได้ยังไง”
ที่จริงแล้ว นี่ก็ใกล้จะเลิกงานแล้ว แทบจะไม่มีลูกค้าเข้ามาด้วยซ้ำ เธอแค่หาเรื่องด่าคนเพื่อระบายอารมณ์เท่านั้น
หลี่เฟินรู้สึกว่าคำพูดของหลิวชุนหงมันช่างบาดหู เธอขมวดคิ้วแล้วชี้ไปที่ป้ายบนผนัง พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า
“บนกำแพงมีป้ายตัวเบ้อเริ่มเขียนว่า ‘ห้ามด่าทอลูกค้า’ เธอตาบอดหรือว่าอ่านหนังสือไม่ออกกันแน่”
เพิ่งจะเสียรู้ไปเมื่อตอนเที่ยง พอตกบ่ายก็ลืมเสียสนิท
โง่เง่าสิ้นดี
หลิวชุนหงโยนผ้าขนหนูที่ใช้เช็ดเหงื่อลงบนเคาน์เตอร์อย่างแรง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว “ฉันไปด่าใครที่ไหนกัน เราทำงานด้วยกันมากี่ปีแล้ว ฉันไม่อยากทะเลาะกับเธอ เธอก็อย่ามาหาเรื่องฉันก็แล้วกัน”
“ฉันหาเรื่องเธอเหรอ” หลี่เฟินหัวเราะอย่างเหลืออด “งั้นเราไปเรียกหัวหน้ามาตัดสินกันเลยดีไหม”
หลิวชุนหงโกรธจนตัวสั่น “ตัดสินก็ตัดสินสิ คิดว่าฉันกลัวเธอรึไง”
ทั้งสองคนทะเลาะกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
หวังจวีได้แต่หดคอแล้วค่อยๆ ขยับเท้าไปแอบอยู่ข้างหลังหลินเจา
“…”
หลินเจาเห็นภาพตรงหน้าแล้วก็นึกถึงประโยคหนึ่งในนิยายที่เคยอ่านขึ้นมา — โลกนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคณะละครสัตว์ขนาดใหญ่
ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นด้วย
ทางด้านชายชรา เขามือสั่นเทา อยากจะถอยกลับออกไป แต่พอเหลือบมองไข่ไก่ในตะกร้าที่ถูกประคบประหงมด้วยฟางข้าวอย่างดีแล้ว ก็ก้าวขาไม่ออก
นานๆ ทีเขาจะได้เข้าอำเภอสักครั้ง ถ้าวันนี้ขายไข่ไม่ได้ พรุ่งนี้ก็ต้องมาอีก อากาศก็ร้อน ไข่ไก่เก็บไว้นานไม่ได้ เดี๋ยวจะเน่าเสียหมด
ทันใดนั้น เสียงใสกังวานก็ดังขึ้น
“คุณลุงคะ มาทางนี้ได้เลยค่ะ”
ดวงตาที่เคยขุ่นมัวของชายชราพลันมีประกายสว่างวาบขึ้น เขาค่อยๆ เดินเข้าไป
ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก พนักงานขายสาวสวยก็ชิงพูดขึ้นก่อน “คุณลุงจะซื้ออะไรเหรอคะ”
มือที่กำตะกร้าของชายชราเกร็งขึ้นเล็กน้อย ในซอกเล็บของเขามีเศษดินที่ล้างไม่ออกฝังอยู่ บนข้อนิ้วปรากฏรอยแตกจนเห็นเนื้อแดงๆ
“คุณสหาย ผมไม่ได้มาซื้อของ ผมจะมาขายไข่ ที่สหกรณ์รับซื้อใช่ไหมครับ” เขาถามด้วยสำเนียงบ้านนอกอย่างประหม่า
“รับซื้อค่ะ แต่ฉันต้องขอตรวจของก่อนนะคะ” หลินเจาตอบด้วยท่าทีเป็นมิตร
เธอเองก็เป็นเด็กที่มาจากชนบทเหมือนกัน ย่อมไม่มีทางดูถูกคนทำงานที่ขยันขันแข็งและซื่อสัตย์
ชายชราถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาหยิบเศษผ้าผืนเล็กๆ ออกมาเช็ดก้นตะกร้าอย่างดีก่อนจะวางมันลงบนเคาน์เตอร์ “คุณสหาย ไข่พวกนี้สดใหม่ทุกลูก ไม่มีฟองไหนเสียเลย เมียผมใช้น้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดทีละฟอง รับรองว่าไม่มีขี้ไก่ติดอยู่แน่นอน”
เพราะกลัวว่าพนักงานขายจะไม่รับไข่ของตน สายตาของเขาจึงเต็มไปด้วยความประจบประแจงและนอบน้อม ราวกับกำลังอ้อนวอนขอความเมตตา
ทั้งๆ ที่เขาแค่กำลังใช้หยาดเหงื่อแรงกายของตัวเองเพื่อแลกกับเงินอย่างสุจริต
หลินเจารู้สึกจุกขึ้นมาในลำคอ
คนรุ่นนี้ต้องเผชิญกับความลำบากมามากจริงๆ พวกเขาผ่านทั้งสงครามและความอดอยากมาได้ สิ่งที่พวกเขาต้องการก็มีเพียงสองคำเท่านั้น นั่นคือ ‘การมีชีวิตอยู่’
เป็นเรื่องที่น่าเคารพ แต่ในขณะเดียวกันก็น่าเศร้าใจ
“สะอาดมากจริงๆ ค่ะ ขนาดก็ใหญ่ด้วย ฟองละ 6 เฟิน คุณลุงว่าราคานี้พอได้ไหมคะ” หลินเจารู้มาตรฐานการรับซื้อไข่ของสหกรณ์เป็นอย่างดี จึงเสนอราคาได้อย่างรวดเร็ว
6 เฟิน?
ชายชราตื่นเต้นจนต้องยกมือขึ้นมาถูไปมา
ก่อนหน้านี้ลูกชายคนโตของเขาเคยเอามาขาย ได้ราคาแค่ 4 เฟิน โชคดีหน่อยก็ได้ 5 เฟิน ไม่เคยมีครั้งไหนที่ขายได้ราคาสูงถึง 6 เฟินมาก่อน
“ได้สิ ได้เลย” เขาพยักหน้าอย่างดีใจ
แต่ก็กลัวว่าหลินเจาอาจจะให้ราคาสูงเกินไปเพราะไม่รู้ข้อมูล ชายชราจึงพูดขึ้นอีกครั้ง “หนูเอ๊ย ปกติลูกชายคนโตของลุงก็เอาไข่มาขายที่นี่บ่อยๆ ราคาที่เคยได้ก็แค่ 4-5 เฟินเอง หนูจำราคาผิดหรือเปล่า”
ขณะที่พูด เขาแอบเหลือบไปมองหลิวชุนหง
ลูกชายคนโตของเขาเคยบอกว่าคนที่รับซื้อไข่คือพนักงานขายที่ตัวกลมที่สุด น่าจะเป็นคนที่มีท่าทางดุร้ายเหมือนห่านตัวนั้น
หลินเจาสังเกตเห็นสายตาที่ชายชราเหลือบมองหลิวชุนหง ในใจก็พอจะเดาเรื่องราวได้ ความรู้สึกที่มีต่อหลิวชุนหงดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในทันที
แม้แต่เงินของคนหาเช้ากินค่ำก็ยังจะโกงอีก ช่างไร้มนุษยธรรมสิ้นดี!
“ไม่ผิดหรอกค่ะ” หลินเจาพูดพลางจดบันทึกการรับซื้อ
“คุณลุงคะ ไข่ฟองละ 6 เฟิน ทั้งหมดมี 20 ฟอง รวมเป็นเงิน 1 หยวน 2 เหมาค่ะ”
เธอชี้ไปที่มุมขวาล่างของใบเสร็จ “ถ้าไม่มีปัญหาอะไร คุณลุงเซ็นชื่อตรงนี้ได้เลยค่ะ ถ้าเซ็นไม่เป็น พิมพ์ลายนิ้วมือแทนก็ได้”
ชายชราประทับลายนิ้วมือลงไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เขาไว้ใจเด็กสาวคนนี้
หลินเจาชะงักไปเล็กน้อย ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยบางอย่างผุดขึ้นมาในใจ
ก่อนหน้านี้เธอคิดว่าการเป็นพนักงานขายเป็นเพียงงานที่ดูดีและสบาย แต่ในวินาทีนี้ เมื่อได้เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความไว้วางใจของชายชรา เธอก็รู้สึกได้ถึงความรับผิดชอบอันหนักอึ้งที่อยู่บนบ่าของตัวเอง
เธอหยิบเงิน 1 หยวน 2 เหมาจากกล่องเงินส่งให้ชายชรา
ชายชรายิ้มกว้างจนเห็นเหงือกที่ฟันหลอไปหลายซี่
“ขอบคุณนะ ขอบคุณหนูมากจริงๆ” เขากล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมยังโค้งคำนับให้หลินเจาอีกด้วย จากนั้นจึงนำเงินที่ได้มาห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าอย่างดีถึงหลายชั้น ก่อนจะเดินออกจากสหกรณ์ไป
ได้เงินเพิ่มมาตั้งหลายเหมา คราวหน้าต้องให้ลูกชายคนโตเอาไข่มาขายกับแม่หนูคนสวยคนนี้อีก
หลิวชุนหงเห็นหลินเจาเข้ามาขวางทาง แย่งผลประโยชน์ชิ้นงามที่เป็นของเธอคนเดียวไปต่อหน้าต่อตา ดวงตาของเธอก็เบิกโพลงราวกับตาของกบ
“หลินเจา อะไรที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองก็อย่าไปยุ่งให้มาก ระวังจะไม่ได้อะไรเลย” เธอเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นชา
หลินเจาทำหน้างุนงง เหมือนไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดถึงเรื่องอะไร ก่อนจะเอ่ย “อืม” ออกมาคำหนึ่ง แล้วสวนกลับไปอย่างใจเย็น “ในสหกรณ์นี้ มีแค่สหายหลิวคนเดียวเหรอคะที่รับซื้อไข่ได้”
ไม่รอให้หลิวชุนหงได้ตอบ เธอก็หันไปถามหลี่เฟินทันที “พี่เฟินคะ เป็นแบบนั้นเหรอคะ”
เธอทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้พลางตบหน้าผากตัวเองเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “หัวหน้าเจียงก็ไม่ได้บอกไว้ ฉันเองก็ไม่ได้ถาม ถือเป็นความผิดของฉันเองค่ะ เดี๋ยวหลังเลิกงานฉันจะเข้าไปถามท่านอีกที จะได้ไม่เผลอไปเหยียบตาปลาใครเข้าอีก”
หลี่เฟินพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ
พอเหลือบไปเห็นใบหน้าที่ดำคล้ำของหลิวชุนหง เธอก็แทบจะระเบิดหัวเราะออกมา
ทำได้ดีมาก!
“ไม่เคยได้ยินนะ” เธอสวนกลับไปทันควันเหมือนส่งบูมเมอแรงกลับไปหาเจ้าของ ซึ่งมันก็พุ่งเข้ากลางหน้าผากของหลิวชุนหงอย่างจัง
“พี่หลิว พี่ไปได้ยินมาจากไหนกัน ฉันทำงานที่นี่มาเกือบ 5 ปีแล้ว ทำไมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย หรือว่าฉันพลาดเอกสารสำคัญอะไรไป”
หลี่เฟินไม่สนใจใบหน้าที่ดำคล้ำขึ้นเรื่อยๆ ของหลิวชุนหง เธอยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วพูดต่อ “ดูความจำของฉันสิ แย่ลงทุกวันเลย สงสัยฉันคงต้องไปรื้อเอกสารของสหกรณ์มาอ่านใหม่ซะแล้ว จะได้ไม่ทำผิดพลาดโง่ๆ แบบนี้อีกในอนาคต”
หลิวชุนหงรู้ดีว่าเรื่องนี้มันเป็นมาอย่างไร เธอรู้ว่าเรื่องนี้จะให้แดงขึ้นมาไม่ได้เด็ดขาด เพราะถ้าความจริงถูกเปิดเผยเมื่อไหร่ งานของเธอต้องปลิวไปแน่
แม้ในใจจะร้อนรนแทบตาย แต่สีหน้าของหลิวชุนหงกลับเรียบเฉย เธอกล่าวเพียงว่า “ไม่มีเอกสารอะไรทั้งนั้นแหละ ฉันแค่รับผิดชอบเรื่องนี้มาตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ๆ หลายปีมานี้มันก็เลยชินแล้ว”
เธอเสริมด้วยท่าทีไม่ยี่หระ “ถ้าพวกเธออยากจะทำก็ทำไปสิ”
ราวกับว่าเธอไม่สนใจเลยที่จะยกหน้าที่นี้ให้คนอื่น
แต่ความจริงแล้ว หลิวชุนหงแคร์จะตาย
หัวใจของเธอกำลังหลั่งเลือด
[จบบท]