บทที่ 97: สองพี่น้องตระกูลเว่ย (1/2)
กู้ฉานรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันทีที่ต้องเผชิญหน้ากับหลินเจา เธอเผลอกำชายเสื้อของตัวเองแน่น เอ่ยทักเสียงแผ่ว “กลับมาแล้วเหรอ”
เมื่อทักทายเสร็จเธอก็เตรียมจะกลับทันที “ที่บ้านฉันจัดการเก็บกวาดให้หมดแล้วล่ะ งั้นฉันขอตัวก่อนนะ”
“พี่ใหญ่ อยู่ทานข้าวก่อนค่อยกลับเถอะค่ะ” หลินเจาเอ่ยรั้งไว้
กู้ฉานถึงกับชะงักงัน
นับตั้งแต่หลินเจาคลอดลูกแฝด เธอก็แวะเวียนมาช่วยดูแลทำความสะอาดบ้านให้ทุกครึ่งเดือนหรือเดือนละครั้ง ตลอดระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เธอจะถูกชวนให้อยู่ทานข้าวด้วยกัน แต่วันนี้กลับเป็นครั้งแรก
พี่สาวคนโตของสามีรู้สึกประหลาดใจระคนดีใจ เธอรีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอกจ้ะ ฉันกลับไปทานที่บ้านดีกว่า”
“อยู่ทานด้วยกันเถอะค่ะ หลายปีมานี้ต้องลำบากพี่ใหญ่แล้ว” หลินเจาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เมื่อย้อนนึกถึงการกระทำของตัวเองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มันช่างเห็นแก่ตัวเสียจนไม่อยากจะนึกถึง พี่สาวสามีที่ดีถึงเพียงนี้ หากยังไม่รู้จักถนอมรักษาไว้เห็นทีคงต้องโดนฟ้าผ่าเป็นแน่
ร่างของกู้ฉานแข็งทื่อราวกับถูกสาป ความรู้สึกหลากหลายประเดประดังเข้ามาในใจจนอธิบายไม่ถูก ขอบตาของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ จึงรีบก้มหน้าลงเพื่อซ่อนความรู้สึก แต่เพียงไม่นานเธอก็เงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอหน้าด้านอยู่ต่อแล้วกันนะ”
หลินเจาส่ายหน้าเบาๆ
ถ้าจะให้พูดกันตรงๆ การจ้างแม่บ้านสักคนก็ต้องเสียเงินเดือนละสิบถึงยี่สิบหยวน แต่นี่พี่สาวสามีมาช่วยดูแลเธอตลอดสี่ปีเต็ม การเลี้ยงข้าวสักมื้อจะเป็นอะไรไป
เมื่อต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่รู้ว่าป้าใหญ่จะอยู่ทานข้าวด้วย ทั้งคู่ก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ พากันวิ่งเข้ามาล้อมรอบตัวกู้ฉาน
“ป้าใหญ่ครับ แม่ของผมทำอาหารอร่อยมากๆ เลยนะ” ต้าไจ่เอ่ยอวดด้วยความภูมิใจ
เอ้อร์ไจ่ตบพุงน้อยๆ ของตัวเองที่เริ่มมีเนื้อขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง “ผมกินข้าวที่แม่ทำจนพุงป่องเลยครับ ป้าใหญ่ลองจับดูสิ”
กู้ฉานเอื้อมมือไปลูบพุงหลานชายอย่างเอาใจแล้วยิ้ม “มีเนื้อขึ้นมาจริงๆ ด้วย กินข้าวเยอะๆ นะ ต่อไปจะได้โตขึ้นเป็นหนุ่มร่างสูงใหญ่เหมือนพ่อของหนูไง!”
“ครับ! ผมกินข้าวได้เยอะมากในมื้อเดียวเลยนะ” เอ้อร์ไจ่ตอบรับอย่างกระตือรือร้น
สายตาของกู้ฉานเหลือบไปเห็นจักรยานคันใหม่เอี่ยมที่จอดอยู่ เธอจึงลดเสียงลงแล้วถาม “แม่ของพวกหนูซื้อจักรยานมาเหรอ?”
“ใช่ครับ แล้วก็มีนาฬิกาข้อมือด้วย แม่ของผมใส่แล้วสวยมากๆ เลย” ต้าไจ่รีบเสริม “เป็นตั๋วที่พ่อส่งมาให้ครับ”
ดวงตาของกู้ฉานทอประกายขึ้นมาทันที “แล้วพ่อของพวกหนููส่งจดหมายมาด้วยหรือเปล่า?”
“ส่งมาครับ”
ดูท่าว่าสองสามีภรรยาคงได้ติดต่อกันอีกครั้งแล้ว ช่างเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ กู้ฉานโล่งใจ เพราะเธอกังวลมาตลอดว่านิสัยเงียบขรึมของน้องชายคนที่สามจะทำให้ภรรยาโกรธจนหนีไป เมื่อรู้ว่าทั้งคู่ยังติดต่อกันทางจดหมาย เธอก็รู้สึกเบิกบานใจจนก้าวเท้าเดินไปยังห้องครัวอย่างอารมณ์ดี
“หลินเจา ฉันมาช่วยนะ”
หลินเจาที่ทำอาหารทุกวันมาเกือบครึ่งเดือนแล้วรู้สึกว่าห้องครัวก็สะอาดดีอยู่แล้ว แต่พอพี่สาวสามีเข้ามาช่วยจัดการเก็บกวาดอีกครั้ง ทุกซอกทุกมุมก็ยิ่งสะอาดเอี่ยมอ่อง ฝุ่นที่เคยเกาะอยู่ตามมุมกำแพงถูกปัดกวาดจนหมดจด ตู้กับข้าวก็ถูกเช็ดจนเงาวับราวกับของใหม่ ส่วนถ้วยชามก็ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มองดูแล้วช่างสะอาดสะอ้านสบายตาสบายใจเสียจริง
“พี่ใหญ่เก็บกวาดเก่งจริงๆ เลยนะคะ” หลินเจาเอ่ยชมจากใจจริง ที่แท้แล้วนิสัยเจ้าระเบียบของเอ้อร์ไจ่ก็ได้มาจากป้าใหญ่ของเขานี่เอง
กู้ฉานรู้สึกเขินอายเล็กน้อย “เรื่องแค่นี้เอง เด็กบ้านนอกทุกคนก็ทำเป็นทั้งนั้นแหละ”
“ใช่ค่ะ ทุกคนทำเป็น แต่พี่ใหญ่จัดได้น่ามองมากๆ เลย” หลินเจายังคงยืนยัน
คำชมนั้นทำให้กู้ฉานยิ้มแก้มปริ เธอมองน้องสะใภ้หยิบเนื้อหมูชิ้นโต ไข่ไก่อีก 6 ฟอง มะเขือเทศ 1 ลูก กะหล่ำปลีครึ่งหัว และมันเทศอีก 2 หัวออกมาล้างและเตรียมทำอาหาร
เธอถึงกับอ้าปากค้าง “นี่…จะทำทั้งหมดนี่เลยเหรอ?”
“ทานหมดแน่นอนค่ะ” หลินเจาตอบกลับ
ทันใดนั้น ใบหน้าเล็กๆ ขาวผ่องของเอ้อร์ไจ่ก็โผล่พรวดเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดกว้าง
“ผมเป็นเด็กกำลังโตนะครับ ผมกินจุจนพ่อจนได้เลย!” เขาประกาศด้วยน้ำเสียงร่าเริงอย่างภาคภูมิใจ
หลินเจาถึงกับจนคำพูด จะหัวเราะก็ไม่ใช่จะร้องไห้ก็ไม่เชิง “กู้เอ้อร์ไจ่! ลูกยังจะหัดพูดจาเลียนแบบผู้ใหญ่อีกนะ!”
วินาทีต่อมา เอ้อร์ไจ่ก็รีบยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตาใสแป๋วของเขาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เขาใช้ศีรษะเล็กๆ หนุนแขนตัวเองพลางมองเข้ามาในห้องครัว ถ้ามีหางอยู่ข้างหลัง ป่านนี้คงกระดิกส่ายไปมาเพื่อประจบประแจงแล้ว
“ไปดูน้องๆ ด้วย อย่ามัวแต่โยนภาระให้พี่ชายคนเดียว” หลินเจาเอ่ยขณะที่มือยังคงหั่นผักอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับเหลือบมองลูกชายตัวแสบ
เอ้อร์ไจ่ร้องโวยวายทันที เขาขมวดคิ้วน้อยๆ พลางมองแม่ด้วยสายตากล่าวหา “แม่ครับ ผมก็ทำงานไม่น้อยเลยนะ แม่ไม่เห็นเหรอครับว่าตอนเที่ยงซานไจ่กับซื่อไจ่จะเล่นน้ำ ผมนี่แหละที่เป็นคนจับตัวไว้สุดชีวิตเลยนะ” จากนั้นเขาก็หันไปตะโกนเรียกพี่ชาย “พี่! พี่! มาเป็นพยานให้ผมหน่อย! เร็วเข้า! เร็วเข้าสิ!!”
แต่เมื่อเห็นน้องแฝดกำลังจะปีนขึ้นไปบนโต๊ะ เอ้อร์ไจ่ก็ลืมเรื่องที่กำลังจะพูดไปเสียสนิท เขารีบสับขาสั้นๆ ของตัวเองวิ่งไปอุ้มซื่อไจ่ออกจากจุดอันตรายทันที ก่อนจะทำหน้าบึ้งดุใส่น้องสาว เลียนแบบน้ำเสียงของหลินเจาไม่มีผิดเพี้ยน “กู้ซื่อไจ่!”
ซื่อไจ่ตัวน้อยเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายรองด้วยดวงตากลมโตใสแป๋วอย่างงุนงง ก่อนจะเผยรอยยิ้มไร้ฟันที่ดูสดใสราวกับดอกไม้แรกแย้มในฤดูใบไม้ผลิ แล้วยื่นแขนน้อยๆ ออกมาขอให้อุ้ม
“อุ้ม!” เสียงของเธอช่างนุ่มนวลและอ่อนหวาน
เอ้อร์ไจ่เกือบจะใจอ่อนยอมแพ้อยู่แล้ว แต่โชคดีที่นึกถึงเรื่องสำคัญได้ทัน เขาจึงทำหน้าเคร่งขรึมแล้วเริ่มอธิบายเหตุผลกับน้องสาว “ปีนที่สูงไม่ได้นะลูก ถ้าตกลงมาจะเจ็บนะ”
มือเล็กๆ นุ่มนิ่มของซื่อไจ่กำชายเสื้อของพี่ชายรองไว้แน่น พลางกะพริบตาปริบๆ “เจ็บ”
“ใช่แล้ว เจ็บมากด้วย”
หลินเจาที่ยืนอยู่ในครัวเห็นภาพนั้นแล้วก็อดหัวเราะในใจไม่ได้ เด็กชายวัยห้าขวบครึ่งกำลังยืนสั่งสอนน้องสาวตัวน้อยอย่างจริงจัง ช่างเป็นภาพที่น่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง
กู้ฉานเหลือบเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของน้องสะใภ้ หัวใจของเธอก็พลันรู้สึกเหมือนถูกบางอย่างทิ่มแทง ความยินดีปรีดาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกตื้นตันจนอยากจะร้องไห้ เธอรีบเบือนหน้าหนี แต่เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง ใบหน้าของเธอก็ประดับไปด้วยรอยยิ้มที่สดใส
เธอรู้อยู่แก่ใจว่าขอเพียงคนในครอบครัวปฏิบัติต่อหลินเจาอย่างดี เธอก็จะยอมลงหลักปักฐานและใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ดูสิ ตอนนี้หลินเจาก็มีงานทำแล้ว แถมยังดูใส่ใจลูกๆ ทั้งสี่คนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มันช่างเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ
ต่อไปนี้เธอจะต้องดีกับน้องสะใภ้ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก!
ณ จุดนี้ พี่สาวสามีแห่งกองพลการผลิตเฟิงโซวทุกคนคงอยากจะกรีดร้อง
‘ยังจะดีไปกว่านี้ได้อีกเหรอ? หรือต้องให้ป้อนข้าวถึงปากเลยหรือไง ขอร้องล่ะ!’
ครอบครัวเว่ยที่กู้ฉานแต่งเข้าไปก็เป็นเกษตรกรที่หาคะแนนงานจากผืนดินเหมือนกัน นานๆ หลายเดือนถึงจะได้ทานเนื้อสักครั้ง เมื่อกลิ่นหอมของเนื้อลอยฟุ้งไปทั่ว เธอก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่หลายครั้งด้วยความอยากอาหารจนรู้สึกอับอายและใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย
หลินเจาแสร้งทำเป็นไม่เห็น เธอตักอาหารใส่จานอย่างคล่องแคล่ว แล้วก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
“พี่คะ พอดีฉันซื้อจานกับชามมาใหม่ตั้งหนึ่ง เดี๋ยวต้องเอาไปที่บ้านใหญ่ด้วย พี่อย่าลืมเตือนฉันนะคะ”
กู้ฉานชะงักไป “ที่บ้านไม่มีแล้วเหรอ?”
“เอาไปคืนคนอื่นค่ะ เรื่องคราวก่อนที่บ้านลู่น่ะค่ะ จานชามพวกนั้นเรายืมมาจากคนในหมู่บ้าน” หลินเจาอธิบาย
ของเหล่านั้นเป็นฝีมือของแม่กู้ที่ทำแตก จึงต้องชดใช้คืนครึ่งหนึ่ง แต่แน่นอนว่าค่ารักษาพยาบาลของแม่กู้ ครอบครัวลู่เป็นฝ่ายจ่ายให้ เดิมทีหญิงชราบ้านลู่ไม่เต็มใจจะจ่าย แถมยังคิดจะให้ครอบครัวกู้ชดใช้ค่าจานชามที่แตกทั้งหมดด้วยซ้ำ แต่ลู่อีโจวเป็นคนรักหน้า เขาจึงอาสาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้และตัดสินว่าค่าเสียหายของจานชามให้รับผิดชอบกันคนละครึ่ง
ผิวเผินแล้วดูเหมือนจะเป็นการตัดสินที่สมเหตุสมผล เรื่องนี้ทำให้ชาวบ้านต่างพากันยกนิ้วชื่นชมในความเที่ยงธรรมของเขา ที่ยึดหลักเหตุผลมากกว่าพวกพ้อง แต่สำหรับเรื่องนี้ หลินเจาขอไม่ออกความเห็นใดๆ
เมื่อกู้ฉานเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด เธอก็รีบล้วงกระเป๋ากางเกงทันที แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า สำหรับชาวบ้านธรรมดาแล้ว เงินหนึ่งเหมาก็ต้องแบ่งใช้กันอย่างประหยัด หากไม่ได้จะเข้าไปในอำเภอก็คงไม่มีใครพกเงินติดตัวให้เสี่ยงต่อการทำหาย
เธอยิ้มเจื่อนๆ “หลินเจา ฉันไม่ได้พกเงินมาด้วยเลย ไว้วันหลังฉันจะเอามาให้นะ”
หลินเจายิ้มตอบ “ไม่ต้องหรอกค่ะ พี่ใหญ่ แม่ก็ช่วยฉันดูแลลูกๆ ทั้งสี่คน เรื่องแค่นี้ฉันช่วยได้อยู่แล้ว อีกอย่างจานชามพวกนี้ก็เป็นสินค้ามีตำหนิจากสหกรณ์การค้าและการตลาด ราคาไม่แพงหรอกค่ะ ไม่ต้องให้เงินฉันหรอก”
มันไม่แพงจริงๆ ชามกระเบื้องเนื้อหยาบใบหนึ่งราคาเพียงสามเฟินเท่านั้น ในขณะที่ชามกระเบื้องเนื้อดีอาจมีราคาสูงถึงหนึ่งเหมาห้าเฟิน ซึ่งแพงกว่าหลายเท่าตัว ของที่แตกเป็นชามกระเบื้องเนื้อหยาบ ดังนั้นของที่นำไปคืนก็ย่อมเป็นแบบเดียวกัน
กู้ฉานกล่าวขอบคุณจากใจจริง ก่อนจะเอ่ยถาม “แล้วเรื่องงานเป็นยังไงบ้าง ชินหรือยัง?”
“ชินแล้วค่ะ ก็แค่จัดของ ขายของ แล้วก็ลงบันทึกนิดหน่อย” สำหรับหลินเจาแล้ว มันเป็นงานที่สบายมาก
“ชินก็ดีแล้วล่ะ ถ้ามีเรื่องอะไรก็บอกที่บ้านได้นะ ถ้าที่บ้านช่วยไม่ได้ก็โทรหาเฉิงหวยแล้วกัน” เมื่อน้องชายไม่ได้อยู่ใกล้ๆ กู้ฉานก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้
“ค่ะ” หลินเจารู้ดีว่าพี่สาวสามีหวังดีจึงไม่ได้ขัดอะไร
บทสนทนาดำเนินไปจนกระทั่งอาหารมื้อเย็นปรุงเสร็จพอดี
สมัยที่ยังอยู่บ้านเดิม กู้ฉานก็เป็นหญิงสาวที่คล่องแคล่วว่องไวอยู่แล้ว เมื่อแต่งงานออกเรือนไปก็ยิ่งคล่องแคล่วมากขึ้นไปอีก เธอช่วยยกอาหารไปจัดวางบนโต๊ะและเตรียมตะเกียบให้เรียบร้อย
ในช่วงเวลานั้น หลินเจาก็ไปเตรียมอาหารให้ต้าหวงและหู่โพ สุนัขทั้งสองตัวเงยหน้าขึ้นมองเธอ พลางเดินวนเวียนอยู่รอบๆ หางของพวกมันก็แกว่งไกวเป็นใบพัด
หลินเจาเทอาหารสุนัขลงในชาม แต่ยังไม่ทันจะเทหมด หู่โพก็มุดหน้าลงไปในชามอย่างตะกละตะกลาม ก่อนจะใช้ขาหลังถีบจนชามเอียงล้ม
ต้าหวงซึ่งเป็นแม่ทนดูไม่ไหวจึงเดินเข้าไปอย่างสุขุมแล้วคาบที่ต้นคอลูกชายตัวแสบลากออกไป แต่พอมันถูกปล่อยตัวก็ทำท่าจะกระโจนเข้าไปอีกครั้ง ต้าหวงจึงใช้ร่างที่เริ่มมีน้ำมีนวลของมันกดทับลงไป แล้วใช้อุ้งเท้าหน้ายึดตัวลูกชายจอมซนไว้แน่น
หู่โพไม่พอใจพยายามใช้หัวกลมๆ ของมันดันทุรัง แต่ก็ไม่เป็นผล มันพยายามใช้กรงเล็บสั้นๆ ที่ไร้เรี่ยวแรงผลักไส แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากการควบคุมของแม่ได้ แถมยังเสียหลักล้มลงกับพื้นอีกต่างหาก
ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจรอดพ้นจาก “กรงเล็บมารดา” ไปได้ ลูกสุนัขตัวน้อยเหนื่อยจนหอบแฮ่กๆ ได้แต่นอนแผ่หมดสภาพอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
[จบบท]