ชื่อเรื่อง: โฉมงามโรงงานใหญ่ยุค 70 พลิกชะตาตัวร้ายสู่ความมั่งคั่ง
เรื่องย่อ:
เฉินชิงทะลุมิติเข้ามาในหนังสือ!
เธอทะลุเข้ามาในนิยายแนวย้อนยุคยุค 70 และกลายเป็นน้าสาวของตัวร้ายที่ทั้งหล่อทั้งเก่งแต่ชีวิตน่าสงสาร
ความ ‘หล่อและเก่งกาจ’ เป็นสิ่งที่ตัวร้ายมีมาแต่กำเนิด ส่วนความ ‘น่าสงสาร’ นั้น...เป็นฝีมือของเธอเอง
เจ้าของร่างเดิมปล่อยให้เขาอดๆ อยากๆ เสื้อผ้าก็ไม่มีให้ใส่ดีๆ มีแต่ทุบตีกับด่าทอ ซ้ำร้ายยังไล่พวกเขาออกจากบ้านจนเป็นเหตุให้น้องสาวแท้ๆ ของเขาต้องตาย ทำให้ตัวร้ายค่อยๆ กลายเป็นคนจิตใจบิดเบี้ยว เมื่อเติบโตขึ้นก็ได้กลายเป็นนายทุนเลือดเย็นไร้หัวใจ และกลับมาแก้แค้นเจ้าของร่างเดิมอย่างสาสมด้วยการส่งเธอเข้าคุกไปตลอดชีวิต
เฉินชิงที่เพิ่งทะลุมิติเข้ามาคิดว่าโชคดีที่มาเร็ว เธอน่าจะยังมีโอกาสเอาชีวิตรอด แต่พอคำนวณเงินในบ้านเท่านั้นแหละ... ติดลบ!
เฉินชิงถึงกับหน้ามืด! จบสิ้นแล้ว นี่มันชีวิตโหมดนรกชัดๆ
เฉินชิงจึงจำต้องทำงานประจำไปพร้อมกับหาอาชีพเสริมทำลับๆ โดยมีหลานชายตัวร้าย หรือก็คือเจ้าพ่อวงการธุรกิจในอนาคตคอยช่วยออกความคิด
และในขณะที่ตำแหน่งการงานของเธอกำลังก้าวหน้า ธุรกิจเสริมก็ทำเงินเป็นกอบเป็นกำ จู่ๆ ก็มีคนย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของเธอ
เอ๊ะ นั่นมันหนุ่มหล่อเย็นชาประจำโรงงานไม่ใช่เหรอ เขามาอยู่ที่บ้านเธอได้ยังไงกัน
เฮ่อหย่วน: “ผมคือผู้ชายในทะเบียนสมรสของคุณ เป็นอาเล็กของเด็กทั้งสองคน การที่ผมจะมาอยู่ที่นี่มันชอบธรรมทุกประการ”
บทที่ 1: น้าสาวตัวร้าย
“เลิกงานแล้วเหรอจ๊ะเสี่ยวชิง วันนี้เงินเดือนออกนี่นา ไม่เห็นหิ้วกับข้าวจากร้านอาหารของรัฐกลับมาด้วยเลยล่ะ”
เสียงทักทายที่เจือความอยากรู้อยากเห็นดังขึ้นจากปากซอย ป้าอวี๋ซึ่งกำลังนั่งรับลมเย็นสบายเอ่ยถามขึ้นพลางโบกพัดในมือไปมา ใบหน้าของเธอประดับรอยยิ้มที่ดูไม่น่าไว้วางใจนัก
เฉินชิงทำได้เพียงส่งยิ้มแห้งๆ กลับไป “พอดีที่บ้านยังมีกับข้าวเหลืออยู่ค่ะ”
“แหม เดี๋ยวนี้รู้จักประหยัดมัธยัสถ์ขึ้นมาแล้วเหรอเนี่ย แปลกจังเลยนะ” ป้าอวี๋มองตามร่างของหญิงสาวที่รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งจากไป ก่อนจะหันกลับมาเปิดประเด็นสนทนากับกลุ่มเพื่อนบ้านที่จับเจ่าอยู่ด้วยกัน
“พวกเธอว่านังเฉินชิงนี่มันเป็นคนยังไงกันแน่ เด็กสองคนนั่นตอนแรกยังดูจ้ำม่ำน่ารักอยู่เลยแท้ๆ ตอนนี้กลับถูกเลี้ยงจนผอมแห้งหน้าซีดตัวเหลืองไปหมดแล้ว! บ้านฉันอยู่ติดกันกับบ้านนั้น ฉันได้ยินเสียงนังเฉินชิงมันลงไม้ลงมือกับเด็กๆ แทบทุกวัน!”
“น่าสงสารจริงๆ พ่อของเด็กๆ ก็อุตส่าห์สละชีพเพื่อชาติไปตั้งแต่พวกเขายังเล็ก แม่ก็ดันมาประสบอุบัติเหตุด่วนจากไปอีก ดูท่าแล้วนอกจากน้าใจร้ายอย่างนังเฉินชิง ก็คงไม่มีญาติที่ไหนจะรับเลี้ยงเด็กตาดำๆ สองคนนี้อีกแล้ว”
“เอ๊ะ แต่ฉันเหมือนเคยได้ยินมาว่าพ่อของเด็กๆ เขามีน้องชายไม่ใช่เหรอ”
“ไม่มีหรอกน่า ใครจะไปรู้ได้ล่ะ ก็พ่อของเด็กสองคนนั่นเอาแต่ป่าวประกาศว่าตัวเองเป็นเด็กกำพร้ามาตลอด แต่จะว่าไป ฉันเพิ่งไปได้ยินเรื่องเด็ดๆ มาเรื่องหนึ่งล่ะ”
“เรื่องอะไรเหรอ เล่ามาให้ฟังเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“ก็นังเฉินชิงน่ะสิ มันกำลังจะไปดูตัว แถมยังวางแผนจะไล่เด็กสองคนนั่นออกจากบ้านอีกด้วย!”
“ว่าไงนะ!!!”
ประโยคเดียวจุดชนวนให้วงสนทนาลุกเป็นไฟ เหล่าลุงป้าต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวของเฉินชิงกันอย่างถึงพริกถึงขิง
ทางด้านเฉินชิงที่รีบจ้ำอ้าวกลับมาถึงบ้านก็ตรงไปคว้ากาน้ำมารินน้ำเย็นใส่แก้วแล้วกระดกพรวดเดียวจนหมด ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งยาวเพื่อสงบสติอารมณ์
เธอที่เป็นถึงกราฟิกดีไซเนอร์มือทอง ต้องมาอดหลับอดนอนปั่นงานเพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจ แต่ใครจะไปคิดว่าการหักโหมทำงานจะทำให้เธอได้ตั๋วเที่ยวเดียวสู่ปรโลก!
เฉินชิงอยากจะกรีดร้องให้ลั่นบ้าน
เธอที่เป็นเด็กกำพร้ามาทั้งชีวิต ต้องปากกัดตีนถีบดิ้นรนจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้สำเร็จ พอเรียนจบก็รีบทำงานใช้หนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาจนหมดเกลี้ยง แถมยังมีเงินเก็บในบัญชีธนาคารอีกตั้งหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นหยวน ใครเลยจะล่วงรู้ได้ว่าเธอต้องผ่านความยากลำบากอะไรมาบ้าง แต่แล้วเพียงชั่วพริบตาเดียว เธอกลับทะลุมิติมาอยู่ในประเทศจีนยุค 1970 เสียอย่างนั้น!
การทะลุมิติมาก็ว่าแย่แล้ว แต่เจ้าของร่างเดิมที่เธอมาสิงสู่อยู่ดันเป็นผู้หญิงที่มีนิสัยเอาแต่ใจและหยิ่งยโสโอหัง!
เธอสร้างศัตรูไว้รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมชั้น หัวหน้างาน หรือแม้กระทั่ง...ตัวร้ายที่ชั่วช้าและทรงอิทธิพลที่สุดในนิยายทั้งเรื่อง!
ใช่แล้ว...ทันทีที่ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมหลั่งไหลเข้ามา เฉินชิงก็จำได้ในที่สุดว่าที่นี่คือโลกในนิยายออนไลน์แนวรักข้ามยุคเรื่อง ‘ทะลุมิติรักหวานฉ่ำ: ยัยตัวเล็กพลิกชะตา’ ที่เธอเคยเปิดฟังผ่านหูฟังบลูทูธแก้เบื่อระหว่างเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน
เนื้อเรื่องในนิยายได้กล่าวไว้ว่า เหตุผลที่ตัวร้ายกลายเป็นคนอำมหิตเลือดเย็นก็เพราะเขามีชีวิตในวัยเด็กที่แสนจะขมขื่นและน่าสังเวช
พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเล็ก ทิ้งให้เขาและน้องสาวต้องมาอาศัยอยู่กับน้าสาวผู้มีนิสัยโหดร้ายและมักจะทุบตีข่มเหงพวกเขาทุกเมื่อเชื่อวัน
เด็กน้อยสองคนต้องทนอยู่อย่างอดๆ อยากๆ กินไม่อิ่มนอนไม่อุ่น กระทั่งวันที่น้องสาวของเขาป่วยเป็นไข้สูง น้าใจยักษ์ก็ตัดสินใจนำพวกเขาไปทิ้งไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้วเดินจากไปอย่างไม่ไยดี
สุดท้ายน้องสาวของเขาก็มีอาการน้ำลายฟูมปาก ชักเกร็ง และสิ้นใจจากไปอย่างน่าเวทนา
ในขณะที่น้าสาวของเขากลับได้แต่งงานกับชายหนุ่มผู้มีฐานะดีและใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย!
นางเอกของเรื่องก็คือลูกสาวติดของสามีใหม่ที่น้าสาวของเขาคอยประคบประหงมดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี
ด้วยเหตุนี้ ตัวร้ายผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลมเกินคนจึงเก็บงำความแค้นไว้ในใจมาตั้งแต่เด็ก และเฝ้ารอวันที่จะได้เอาคืน เมื่อเขาเติบโตขึ้น การลงมือแก้แค้นครั้งแรกของเขาก็คือการส่งเจ้าของร่างเดิมเข้าคุก และเธอก็ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าในเวลาอันรวดเร็ว!
หลังจากนั้น เขาก็ต่อกรกับพระเอกและนางเอกของเรื่องอย่างดุเดือด ผลัดกันรุกผลัดกันรับอยู่พักใหญ่ แต่สุดท้ายเขาก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับทั้งคู่ เพราะพวกเขาเล่นสกปรกโดยการนำอัฐิของเฮ่ออวี้ถิง น้องสาวสุดที่รักของเขามาใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่ เขาจึงยอมจำนนและเดินเข้าคุกไปแต่โดยดี
เมื่อเฉินชิงจินตนาการถึงภาพที่ตัวเองต้องถูกจองจำในคุกและถูกกระสุนปืนเจาะทะลุกะโหลกในอนาคต เธอก็ถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“เพล้ง!”
เสียงถ้วยชามกระเบื้องที่หล่นกระทบพื้นจนแตกกระจายดังขึ้น พร้อมกับร่างของเด็กคนหนึ่งที่เสียหลักล้มคะมำไปข้างหน้าจนคางกระแทกพื้นเข้าอย่างจัง เลือดสีแดงสดเริ่มซึมออกมาจากบาดแผล
เฉินชิงรีบหันไปมองตามเสียง ก็เห็นเด็กหญิงร่างเล็กผอมโซคนหนึ่งกำลังเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาที่เคยใสแป๋วบัดนี้เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา “น้าคะ...หนู...หนูไม่ได้ตั้งใจทำชามข้าวแตกนะคะ”
เด็กหญิงร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่น้ำเสียงกลับแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
นั่นเป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมเคยถูกเพื่อนบ้านร้องเรียนเรื่องที่เธอทุบตีเด็กเสียงดังจนเกินไป แถมยังถูกเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตมาตักเตือนอย่างรุนแรง เธอจึงระบายอารมณ์ด้วยการสั่งสอนเด็กทั้งสองคนอย่างหนักว่าห้ามร้องไห้เสียงดังให้ใครได้ยินเด็ดขาด
เฉินชิงยังไม่ทันได้คิดอะไร เธอก็รีบก้าวเข้าไปหมายจะพยุงร่างของเฮ่ออวี้ถิงให้ลุกขึ้น
แต่แล้วหลังมือของเธอก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาทันที เฮ่ออวี้เสียง พี่ชายของเด็กหญิงได้ปัดมือของเธอออก ก่อนจะค่อยๆ ประคองน้องสาวให้ลุกขึ้นยืนด้วยความอ่อนโยน
เด็กชายวัยหกขวบดึงน้องสาวไปหลบอยู่ข้างหลัง กำหมัดแน่น ดวงตาคมกริบจ้องมองมาที่เธออย่างไม่ลดละ “ห้ามตีน้องสาวฉันนะ!”
เขาเป็นเด็กผู้ชาย และที่สำคัญเขาเป็นพี่ชาย แม่เคยสอนไว้ว่าเขาจะต้องปกป้องน้องสาวให้ดีที่สุด ต่อให้ต้องโดนผู้หญิงใจร้ายคนนี้ทุบตีจนตาย เขาก็จะไม่มีวันยอมให้น้องสาวต้องเจ็บตัวเด็ดขาด
เฉินชิงยืนตัวตรง ก้มหน้าลงมองภาพของตัวร้ายในอนาคตที่กำลังทำท่าทางเหมือนยอมตายถวายชีวิตอยู่ตรงหน้า
ช่างเป็นภาพที่แตกต่างจากเฮ่ออวี่เสียงผู้เย็นชาและน่าเกรงขามในอนาคตราวกับเป็นคนละคน
เจ้าของร่างเดิมมักจะดุด่าทุบตีเด็กทั้งสองคนอยู่เป็นประจำ แถมยังปล่อยให้พวกเขาต้องทนอยู่อย่างอดๆ อยากๆ อีกด้วย จึงไม่แปลกที่เด็กๆ จะสร้างกำแพงขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเองจากเธอ
สำหรับเฉินชิงที่คุ้นชินกับการอยู่ตัวคนเดียวมานานหลายปี การต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเด็กสองคนอย่างกะทันหัน ทำให้เธอรู้สึกสับสนและทำอะไรไม่ถูกอยู่เหมือนกัน
เธอจึงตัดสินใจหันหลังกลับเข้าห้องไป
เธอต้องขอเวลาตั้งสติสักพัก
ต้องคิดให้ออกว่าจะรับมือกับสถานการณ์ที่น่าปวดหัวนี้อย่างไรดี
เฮ่ออวี้เสียง “...”
ทำไมน้าถึงมีท่าทีแปลกๆ ไม่เข้ามากระชากคอเสื้อแล้วตบหน้าเหมือนอย่างเคย แต่เขาก็ไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องนั้น ในเมื่อตอนนี้น้องสาวของเขาเลือดออก เขาต้องรีบไปหาดอกหญ้าเหม็นมาห้ามเลือดให้เธอโดยด่วน
“ไม่ต้องร้องนะ เดี๋ยวพี่ไปหาหญ้ามาห้ามเลือดให้ แป๊บเดียวก็กลับมาแล้ว เข้าไปหลบในห้องดีๆ อย่าให้ผู้หญิงใจร้ายนั่นทำอะไรน้องได้ เข้าใจไหม”
เฮ่ออวี้ถิงพยักหน้ารับทั้งน้ำตา ในใจรู้สึกผิดที่เผลอสร้างปัญหาให้พี่ชายอีกจนได้
แต่ในขณะที่เฮ่ออวี้เสียงกำลังจะเอื้อมมือไปถอดสลักประตูเพื่อออกไปข้างนอก เฉินชิงก็เอ่ยเรียกเขาไว้เสียก่อน “ไปซื้อผัดหมูที่ร้านอาหารของรัฐให้ฉันหน่อย นี่ตั๋วปันส่วนกับเงิน”
เฮ่ออวี้เสียงโกรธจนไม่อยากจะชายตามองเธอด้วยซ้ำ
เฉินชิงจึงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ฉันจะทายาให้ถิงถิงเอง แผลจะได้หายเร็วกว่าเดิม”
เฮ่ออวี้เสียงหันขวับกลับมาทันที เมื่อเห็นขวดยาในมือของเธอ เขาก็จ้องมองเฉินชิงด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย
เฉินชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ถือว่าเห็นแก่ที่วันนี้ฉันอารมณ์ดีเพราะเพิ่งได้เงินเดือนก็แล้วกัน รีบไป!”
น้ำเสียงของเธอเริ่มเย็นชาขึ้น เฮ่ออวี้เสียงเหลือบมองน้องสาวสลับกับมองเธอ ก่อนจะตัดสินใจกระชากเงินและตั๋วปันส่วนไปจากมือของเธออย่างหัวเสีย จากนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปหยิบปิ่นโตอลูมิเนียมจากตู้กับข้าวในครัวแล้วเผ่นแน่บออกจากบ้านไปทันที
เขาต้องรีบไปรีบกลับ ไม่อย่างนั้นถ้าน้องสาวของเขาโดนทุบตีจนเจ็บหนักขึ้นมาจะทำอย่างไร
เฉินชิงเดินไปล้างสำลีก่อนจะกลับมานั่งลงที่ม้านั่งยาวในห้องโถงอีกครั้ง
เฮ่ออวี้ถิงที่ยังยืนอยู่ในลานบ้านรีบก้มลงเก็บกวาดเศษกระเบื้องที่แตกกระจายอย่างคล่องแคล่ว เธอเป็นเด็กอายุแค่สี่ขวบ แต่กลับรู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบของตัวเองจนน่ากลัว
“เฮ่ออวี้ถิง” เฉินชิงเอ่ยเรียก
เฮ่ออวี้ถิงหันมามองน้าสาว ในดวงตายังคงมีหยาดน้ำตาคลออยู่
เธอดูงุนงง
และหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
เฉินชิงกวักมือเรียกเธอ “มานี่ซิ”
น้ำเสียงของเธอฟังดูสงบนิ่ง แต่สำหรับเฮ่ออวี้ถิงแล้ว มันกลับดังราวกับเสียงฟ้าฟาด น้ำตาที่คลออยู่ร่วงหล่นลงมา เธอเม้มปากแน่น ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปหาอย่างเชื่องช้า
เมื่อมายืนอยู่ต่อหน้าน้าสาว เธอก็หลับตาปี๋ แต่ขนตากลับสั่นระริกไม่หยุด
เฉินชิงถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะใช้สำลีชุบยาแล้วบรรจงทาลงบนบาดแผลของเฮ่ออวี้ถิง
สำลีในยุคนี้เป็นของที่ต้องใช้ซ้ำไปซ้ำมา ดังนั้นมันจึงมีสีคล้ำไปบ้าง แต่ในเมื่อสภาพความเป็นอยู่เป็นเช่นนี้ เธอก็คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้
ทันทีที่รู้สึกว่ายาสัมผัสกับผิวหนังที่เลือดออก ร่างเล็กๆ ของเฮ่ออวี้ถิงก็สั่นสะท้าน แต่เธอก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
น้ากำลังทายาให้เธอจริงๆ!
เมื่อเฉินชิงสังเกตเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อของเด็กน้อย เธอก็ไม่ได้เอ่ยคำอธิบายใดๆ เพียงแค่ตั้งใจทายาให้อย่างแผ่วเบาต่อไป
เธอเองก็เป็นเด็กกำพร้ามาก่อน เคยถูกรับไปอุปการะ แต่สุดท้ายก็ถูกพ่อแม่บุญธรรมทอดทิ้งหลังจากที่พวกเขามีลูกเป็นของตัวเอง
ดังนั้น เธอจึงเป็นคนที่ระแวงความใจดีที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันมากกว่าคนทั่วไป
เด็กทั้งสองคนที่ถูกเจ้าของร่างเดิมทำร้ายร่างกายและจิตใจมานานเกือบครึ่งปี ยิ่งมีความรู้สึกไม่ดีต่อเธอฝังลึกอยู่ในใจ การที่เธอแสดงความใจดีออกมาอย่างกะทันหันจึงยิ่งทำให้ดูน่าสงสัยมากขึ้นไปอีก
เรื่องแบบนี้คงต้องค่อยเป็นค่อยไป เส้นทางข้างหน้ายังอีกยาว…
[จบบท]