บทที่ 100: เมื่อลูกน้องพร้อมใจกันอู้งาน
เฮ่ออวี้เสียงเห็นว่าฟ้าเริ่มจะมืดแล้ว จึงรีบจัดการเรื่องตักน้ำให้เสร็จ
เฉินชิงยังคงเป็นคนสุดท้ายที่ได้อาบน้ำเช่นเคย หลังจัดการธุระส่วนตัวจนเรียบร้อย เธอก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าพรุ่งนี้จะต้องตื่นให้เช้ากว่าเดิมให้ได้
เพราะเป้าหมายของเธอคือการบุกไปชิงนมมอลต์สกัดที่สหกรณ์การค้าและการตลาด
พอฟ้าเริ่มสาง ร่างของเฉินชิงก็ล่องลอยไปหยุดอยู่ที่หน้าสหกรณ์การค้าและการตลาดราวกับวิญญาณ เธอยืนหาวหวอดๆ ปะปนไปกับผู้คนที่มารอต่อแถว
วันเงินเดือนออกคือวันที่กำลังซื้อของผู้คนจะพุ่งทะยานถึงขีดสุดเสมอ คลื่นมหาชนที่อัดแน่นจนมืดฟ้ามัวดินทำให้เฉินชิงไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองจะได้ย่างเท้าเข้าไปในสหกรณ์ฯ ก่อนถึงเวลาเข้างานหรือไม่
และผลลัพธ์ที่ได้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่มีทาง
เฉินชิงจึงต้องยอมถอดใจ เธอกะว่ารอให้ของลอตใหม่มาลงเมื่อไหร่ ค่อยหาโอกาสมาซื้ออีกครั้งก็แล้วกัน
หญิงสาวเร่งฝีเท้ากลับไปยังโรงงานเครื่องจักร และก็เป็นอีกครั้งที่เธอไปถึงที่ทำงานแบบเส้นยาแดงผ่าแปด
พอหัวหน้าหลิวเห็นร่างของเธอ เขาก็กวักมือเรียกทันที
“เฉินชิง มานี่หน่อยสิ”
“มีอะไรเหรอคะ” เธอขานรับแล้วเดินเข้าไปหา
หัวหน้าหลิวหยิบกองหนังสือพิมพ์ออกมาจากลิ้นชักโต๊ะทำงาน “หัวหน้าหลินบาดเจ็บน่ะ ลาหยุดไปหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ พวกสหายที่สหพันธ์สตรีก็งานล้นมือกันหมด ภาระเรื่องกระดานข่าวเลยต้องตกมาถึงพวกเราเหมือนเดิม เธอช่วยดูแลจัดการเรื่องนี้ด้วยแล้วกันนะ แต่จำไว้ว่าเนื้อหาต้องอิงตามแนวคิดหลักขององค์กร”
“แล้วหัวหน้าหลินเป็นอะไรมากไหมคะ”
“ก็ได้ยินมาว่าไม่ได้เป็นอะไรหนักหนาหรอก ที่เป็นแบบนี้ส่วนใหญ่เพราะโดนยั่วโมโหมากกว่า” หัวหน้าหลิวยกมือไพล่หลัง ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีขึงขังจริงจัง
“หัวหน้าหลินตั้งความหวังกับกระดานข่าวครั้งนี้ไว้สูงมาก ยังไงเธอก็ต้องตั้งใจทำให้ดีล่ะ”
เฉินชิงทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เธอรับคำสั่งแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะเพื่อกระจายงานให้คนในทีม
บรรยากาศในห้องทำงานพลอยอึมครึมลงไปด้วยสีหน้าบูดบึ้งของแต่ละคน
ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่มีหัวหน้าทีม พวกเขาต่างใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบาย แต่พอเฉินชิงก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีม เธอกลับจะโยนงานที่หนักอึ้งขนาดนี้มาให้ ใครมันจะอยากทำกัน
โรงงานเครื่องจักรแห่งนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร สถานที่ที่ต้องเขียนกระดานข่าวมีมากถึงสิบเจ็ดจุด
การเขียนกระดานข่าวเป็นงานที่จุกจิกและน่ารำคาญอย่างยิ่ง ไม่นับรวมขั้นตอนการเตรียมงานที่ต้องทำล่วงหน้าอีก
แต่ที่สำคัญที่สุดคือเฉินชิงยังตั้งเงื่อนไขเพิ่มเติมอีกว่า ห้ามทำแบบสุกเอาเผากินเหมือนที่เคยทำกันมา และต้องหยิบยกประเด็นเรื่องการแบ่งแยกชายหญิงที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้มานำเสนอด้วย
แล้วพวกเขาจะมีอารมณ์มาใส่ใจเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ได้ยังไงกัน
ทุกคนจึงได้แต่นั่งหน้าดำคร่ำเครียดทำงานไปอย่างเสียไม่ได้
มีเพียงเถียนเมิ่งหย่าคนเดียวเท่านั้นที่แสดงท่าทีกระตือรือร้น
ส่วนหูไท่หง เขาก็เป็นประเภทไหลไปตามกระแสน้ำ เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ทำงานกันแบบซังกะตาย เขาก็ไม่มีทางทำตัวโดดเด่นขึ้นมาเป็นเป้าสายตาแน่นอน
เฉินชิงไล่สายตาอ่านเนื้อหาในหนังสือพิมพ์พลางพยายามสะกดกลั้นความโกรธที่กำลังปะทุขึ้นมาในอก
ตอนที่เธอยังเป็นแค่ลูกน้องธรรมดา พวกเขาอยากจะทำอะไรก็เชิญตามสบาย มันไม่ใช่เรื่องของเธอ
แต่ตอนนี้เธอคือหัวหน้าทีม ถ้าพวกเขายังทำตัวขี้เกียจสันหลังยาวแบบนี้ ภาระทั้งหมดก็ต้องตกมาอยู่ที่เธอคนเดียวอย่างเลี่ยงไม่ได้
เธอกำลังตั้งอกตั้งใจคัดกรองเนื้อหาสำคัญจากหนังสือพิมพ์ แต่เพื่อนร่วมทีมแต่ละคนกลับกำลังจับกลุ่มคุยเรื่องซุบซิบกันอย่างออกรสชาติ แถมยังหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนาน ไม่ได้แสดงความใส่ใจต่องานที่เธอมอบหมายให้แม้แต่น้อย
เฉินชิงยกมือนวดขมับ พร่ำบอกตัวเองให้ใจเย็นเข้าไว้ ต้องไม่เผลอระเบิดอารมณ์ออกมาเด็ดขาด คนพวกนี้ต่างก็มีเส้นสายกันทั้งนั้น ตำแหน่งงานของพวกเขาก็มั่นคงเกินกว่าที่เธอจะไปจัดการอะไรได้
“หัวหน้าหลิวค่ะ”
เฉินชิงตวาดลั่นห้อง
ในเมื่อเธอจัดการลูกน้องไม่ได้ งั้นก็โยนภาระทั้งหมดกลับไปให้หัวหน้าหลิวก็แล้วกัน
หัวหน้าหลิวที่ถือแก้วน้ำเคลือบอยู่ในมือกลับเผ่นหนีไปไวกว่าอายุจริงของเขาเสียอีก เขารู้ดีว่านี่คือชะตากรรมที่หัวหน้าทีมทุกคนในคณะกรรมการโรงงานต้องเผชิญ นั่นคือการแจ้นมาฟ้องเขา
เขาก็อับจนหนทางเหมือนกัน ก็ใครใช้ให้แผนกคณะกรรมการโรงงานเป็นแหล่งรวมเด็กเส้นที่ใหญ่ที่สุดในโรงงานแห่งนี้กันเล่า
เมื่อไม่เห็นแม้แต่เงาของหัวหน้าหลิว เฉินชิงก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยกหินขึ้นมาทุ่มใส่เท้าตัวเอง
เธออยากจะคลั่งตายอยู่ตรงนี้
เฉินชิงยกมือขึ้นกุมใบหน้า ก่อนจะจมดิ่งสู่ความเงียบงันเป็นเวลานาน เธอยอมรับกับตัวเองเลยว่าตำแหน่งมีผลต่อความคิดของคนเราจริงๆ
อยู่ในที่แบบไหน ก็ต้องทำตัวให้เข้ากับที่แบบนั้น
คนอื่นๆ ในห้องทำงานต่างก็คอยลอบสังเกตปฏิกิริยาของเฉินชิงอยู่เงียบๆ พวกเขาทุกคนรู้ดีว่าเธอเป็นคนอารมณ์ร้อน ขี้หงุดหงิด แถมยังชอบยั่วโมโหคนอื่น ที่สำคัญคือเธอเป็นคนหน้าหนามาก พวกเขาจึงรู้สึกเกรงๆ อยู่บ้าง
ทุกคนต่างเตรียมใจพร้อมรับมือแล้ว หากเฉินชิงเกิดอาละวาดขึ้นมา พวกเขาก็จะยอมปล่อยให้เธอด่าทอแต่โดยดี เพราะถึงเธอจะด่ากราดแค่ไหน มันก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาเลิกอู้งานได้หรอก
เถียนเมิ่งหย่าเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาเฉินชิงอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“เธอไม่เป็นไรใช่ไหม”
“ฉันไม่เป็นไร” เฉินชิงเสยผมที่ปรกหน้าผาก ก่อนจะหันกลับไปก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อ
หนังสือพิมพ์จากสหพันธ์สตรีมีจำนวนมหาศาล การจะกลั่นกรองเนื้อหาที่เป็นหัวใจสำคัญออกมานำเสนอไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไหนจะขั้นตอนการจัดวางรูปแบบที่จะตามมาอีก
ในตอนแรกเฉินชิงคำนวณไว้ว่า หากรวมเธอเข้าไปด้วย ในทีมก็จะมีกันเก้าคน ปริมาณงานเท่านี้ไม่น่าจะหนักหนาสาหัสอะไร แต่สถานการณ์ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าทุกอย่างต้องพึ่งพาแค่เธอกับเถียนเมิ่งหย่าเท่านั้น
แม้จะต้องเผชิญหน้ากับลูกน้องที่พร้อมใจกันอู้งาน เฉินชิงก็ไม่ได้คิดจะไปขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าทีมคนอื่นๆ
ทุกคนทำงานอยู่บนชั้นเดียวกัน แค่เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นกันหมดแล้ว เฉินชิงรู้ดีว่าแต่ละคนผ่านความยากลำบากอะไรกันมาบ้าง
เถียนเมิ่งหย่าเริ่มรู้สึกร้อนใจ การที่เฉินชิงไม่แสดงอาการเกรี้ยวกราดออกมาเลยมันช่างน่ากลัว ราวกับเป็นสัญญาณเตือนของพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะก่อตัว
ส่วนคนที่เหลือในห้องก็ได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ด้วยความที่เป็นพวกเก๋าเกม พวกเขาจึงยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิม คือจะไม่มีวันลงมือทำงานเด็ดขาด เพราะหากยอมเปิดทางให้เมื่อไหร่ มีหวังโดนเฉินชิงจอมขี้คร้านคนนี้ขูดรีดแรงงานจนตายกันพอดี
จนกระทั่งเสียงกริ่งเลิกงานดังขึ้น เฉินชิงก็ยังคงสงบนิ่ง เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตาทุกคน ก่อนจะประสานมือไว้ตรงหน้า “พวกเธอเลิกงานกันได้แล้ว”
น้ำเสียงของเธอราบเรียบ เย็นชา และไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
ทุกคนพร้อมใจกันกลืนน้ำลายอึกใหญ่
“หัวหน้าทีม แล้วคุณยังจะทำงานต่อเหรอคะ”
“นี่ก็ได้เวลาเลิกงานแล้วนะคะ หัวหน้าทีมจะกลับพร้อมกันเลยไหม”
เสียงเชิญชวนที่แฝงความประหม่าดังขึ้นจากหลายทิศทาง
เฉินชิงส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เป็นไร พวกเธอกลับกันไปก่อนได้เลย”
ทุกคนหันไปมองหน้ากันอีกครั้ง และในที่สุดก็ตัดสินใจลุกจากเก้าอี้เพื่อกลับบ้าน
มีเพียงเถียนเมิ่งหย่าที่ยังคงยืนอยู่ข้างๆ เธอ
“เฉินชิง ถ้าเธอรู้สึกกดดันหรือว่าไม่สบายใจตรงไหน บอกฉันได้นะ”
“ฉันไม่เป็นไรจริงๆ เธอกลับไปก่อนเถอะ”
เฉินชิงเอ่ยปากไล่ ขณะที่มือยังคงทำงานไม่หยุด
เถียนเมิ่งหย่าเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเดินไปแจ้งหัวหน้าหลิวแล้วจึงกลับบ้านไป
หัวหน้าหลิวที่อุตส่าห์หลบหน้าเฉินชิงมาได้ทั้งวัน พอได้ยินว่าเธออยู่ทำงานล่วงเวลา ก็ถึงกับตกใจจนต้องรีบมาดูให้เห็นกับตา
“นี่ทำไมเธอยังไม่กลับบ้านอีก”
“ฉันตั้งใจว่าจะขออุทิศทั้งชีวิตและจิตใจให้กับองค์กรค่ะ”
“พูดจาเหลวไหลอะไรของเธอ” หัวหน้าหลิวลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งลงข้างๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงของผู้หลักผู้ใหญ่
“การที่องค์กรมอบหมายงานนี้ให้เธอ แสดงว่าเขาเล็งเห็นถึงความสำคัญในตัวเธอ ถ้าเธอทำสำเร็จ เธอก็จะยิ่งมีโอกาสได้แสดงศักยภาพของตัวเองออกมา ไม่แน่ว่าอาจจะได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไปอีกก็ได้นะ”
เฉินชิงทำเป็นหูทวนลม ไม่ได้ใส่ใจคำพูดของเขาแม้แต่น้อย มือของเธอยังคงขะมักเขม้นอยู่กับการคัดกรองเนื้อหาสำคัญ
หัวหน้าหลิวรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา “ถ้าเธอปรับตัวกับสถานการณ์นี้ไม่ได้จริงๆ พรุ่งนี้ฉันจะช่วยเธอจัดการพวกนั้นเอง”
“ไม่ต้องค่ะ” เฉินชิงปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
แววตาของหัวหน้าหลิวฉายประกายแห่งความประหลาดใจ “เธอแน่ใจนะ”
“แน่ใจค่ะ”
เมื่อเช้าตอนที่เธอโดนเพื่อนร่วมงานรุมกีดกัน ชายชราคนนี้กลับหนีหายไปไหนก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้พอเห็นเธอทำงานหนักจนสายตัวแทบขาด เขากลับเสนอหน้าเข้ามาทำตัวเป็นคนดีเสียอย่างนั้น
เฉินชิงแค่นหัวเราะในลำคอ
หัวหน้าหลิวเองก็รู้ดีว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่น่าชื่นชมเท่าไหร่ แต่ในฐานะที่เขาต้องดูแลคณะกรรมการโรงงานทั้งหมด หากเขาออกตัวช่วยเฉินชิง ก็คงยากที่จะไปชี้แจงกับหัวหน้าทีมคนอื่นๆ
“ในเมื่อเธอมีแผนในใจแล้ว ฉันก็จะไม่เข้าไปยุ่งก็แล้วกัน สถานการณ์ในแผนกของเราเธอก็รู้อยู่แก่ใจว่ามีแต่พวกลูกท่านหลานเธอทั้งนั้น ทุกคนล้วนเป็นคนที่เราจะไปล่วงเกินไม่ได้ ถึงแม้เธอจะมีบารมี แต่พื้นเพของพวกเขาก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน ยังไงก็ค่อยๆ จัดการไปนะ”
“ฉันทราบแล้วค่ะ” เฉินชิงรับคำ
เธอมีประสบการณ์ในการเป็นลูกน้องผู้ต่ำต้อยมาอย่างโชกโชน และประสบการณ์ในการเป็นผู้นำก็เช่นกัน
“แล้วนี่เธอจะกลับเมื่อไหร่” หัวหน้าหลิวถามต่อ
“อีกเดี๋ยวค่ะ ขอฉันเก็บงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จก่อน”
เฉินชิงก้มหน้าลงเขียนต่อ
ลายมือของเธอเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสามารถในการสรุปประเด็นก็อยู่ในระดับชั้นครู แม้แต่หัวหน้าหลิวที่ยืนมองอยู่ข้างๆ ก็ยังรู้สึกเพลิดเพลิน ความรู้สึกชื่นชมที่มีต่อลูกหลานคนหนึ่งค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความพึงพอใจในตัวลูกน้อง
เขาตั้งความหวังไว้ว่าเฉินชิงซึ่งเปรียบเสมือนเลือดใหม่ จะสามารถเข้ามาปฏิรูปวัฒนธรรมการทำงานที่ย่ำแย่ของคณะกรรมการโรงงานให้ดีขึ้นได้
แต่แล้วเวลาก็ล่วงเลยไปสามวันเต็มๆ โดยที่เธอยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ และไม่นานก็ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์
[จบบท]