บทที่ 108: แจกหนังสือ
ภารกิจใหม่มีกำหนดส่งก่อนถึงวันชาติจีน หัวหน้าหลิวจึงคิดว่าน่าจะรอให้ผ่านพ้นสัปดาห์นี้ไปก่อนค่อยมอบหมายงานให้เฉินชิง เพื่อตัดปัญหาความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้น
หัวหน้าหลิวใช้เวลาเดินตรวจตราอยู่บริเวณที่ทำการคณะกรรมการโรงงาน ก่อนจะแวะไปเคาะประตูห้องทำงานของเฉินชิงเป็นเชิงเตือน
“เปิดประตูหน้าต่างระบายอากาศบ้างสิ ขืนปิดไว้แบบนี้ต่อไปอุดอู้แย่”
“รับทราบแล้วค่ะ” เฉินชิงขานรับ
เธอจัดการเปิดประตูและหน้าต่างบานกระทุ้งออกจนสุด
พอเห็นแผ่นหลังของหัวหน้าหลิวเดินลับหายไป เฉินชิงก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก อย่างน้อยก็รอดไปอีกเปลาะที่ยังไม่มีงานด่วนอะไรโยนมาให้ทำ
หญิงสาวบิดขี้เกียจเพื่อคลายความเมื่อยล้า ก่อนจะตัดสินใจเดินออกไปตรวจความเรียบร้อยของงานที่มอบหมายให้ลูกน้องทำ ทว่าเดินไปเดินมาไม่ทันไร เท้าทั้งสองข้างกลับพาเธอมาหยุดอยู่ที่หน้าโรงเรียนประถมของโรงงานเครื่องจักรเสียอย่างนั้น
ไม่รู้ป่านนี้อวี้ถิงจะเป็นอย่างไรบ้าง จะปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่ได้หรือยัง
เพื่อนร่วมโต๊ะคนนั้นเป็นเด็กแบบไหน จะเข้ากับหลานเธอได้ดีไหม
แล้วจะมีใครแกล้งหลานเธอเพราะเห็นว่าตัวเล็กกว่าเพื่อนหรือเปล่า
ยิ่งคิดภาพตาม เฉินชิงก็ยิ่งร้อนใจจนต้องเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูโรงเรียนด้วยความกระวนกระวาย
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เฮ่ออวี้ถิงกลับปรับตัวได้ดีกว่าเฮ่ออวี้เสียงผู้เป็นพี่ชายเสียอีก
เฮ่ออวี้เสียงมักจะรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่ได้ยินเสียงจอแจในห้องเรียน อีกทั้งยังไม่ชอบที่ต้องนั่งเรียนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเป็นเวลานานๆ
ในทางกลับกัน แม้เฮ่ออวี้ถิงจะไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่เมื่อใดที่เธอตั้งใจจดจ่อกับอะไรสักอย่าง เด็กหญิงก็สามารถตัดเสียงรบกวนรอบข้างออกไปได้อย่างน่าทึ่ง
นอกจากนี้เธอยังเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัยเสมอ ทั้งนั่งตัวตรงและไม่เคยชวนเพื่อนคุยระหว่างเรียน
เพื่อนร่วมโต๊ะมักจะหาเรื่องแกล้งด้วยการใช้นิ้วจิ้มแขนเธออยู่บ่อยครั้ง แต่เฮ่ออวี้ถิงก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง
สมาธิของเธอแน่วแน่เกินเด็ก!
จนกระทั่งเสียงกริ่งหมดเวลาเรียนดังขึ้น เฮ่ออวี้ถิงจึงหันไปพูดกับเพื่อนร่วมโต๊ะด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เธออย่าเอานิ้วมาจิ้มแขนฉันบ่อยๆ ได้ไหม ฉันไม่ชอบเลย”
เพื่อนร่วมโต๊ะคนนั้นเป็นเด็กหญิงจอมซน เธอแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เฮ่ออวี้ถิง “ก็ฉันอยากเล่นกับเธอนี่นา”
“เราค่อยเล่นกันตอนพักก็ได้” เฮ่ออวี้ถิงตอบกลับ
“ตอนนี้ก็พักแล้วนี่ เรามาเล่นกันเถอะ” ซินเสี่ยวฉีพูดพลางเอื้อมมือไปจับผมจุกของเพื่อนใหม่
“ว้าว เธอมัดผมสวยจัง กิ๊บติดผมอันนี้ก็สวยมากเลย”
“คุณน้าของฉันเป็นคนเย็บให้เองเลยนะ ท่านใช้เศษผ้าลายดอกไม้สวยๆ มาทำ ถ้าเธออยากได้บ้าง ก็ลองให้คุณพ่อคุณแม่ของเธอไปสั่งตัดเสื้อกับคุณน้าฉันสิ ไม่แน่ว่าคุณน้าฉันอาจจะแถมกิ๊บสวยๆ ให้เธอสักอันก็ได้!”
เฮ่ออวี้ถิงไม่พลาดโอกาสที่จะโฆษณาฝีมือของน้าตัวเอง
ซินเสี่ยวฉีพยักหน้ารับแบบขอไปที ไม่รู้ว่าที่พูดไปจะเข้าหูบ้างหรือเปล่า เพราะเธอยังคงสนใจเล่นกับเฮ่ออวี้ถิงไม่เลิก
“เธอตัวเล็กนิดเดียวเอง คุณครูบอกว่าเธอเป็นเด็กที่อายุน้อยที่สุดในห้องเราด้วยนะ จริงๆ แล้วเธอควรจะไปอยู่สถานรับเลี้ยงเด็กมากกว่า!”
เฮ่ออวี้ถิงย่นจมูกอย่างไม่พอใจ “ฉันไม่ไปหรอก”
ที่นั่นมีแต่เด็กฉี่ไม่เป็นที่เป็นทาง เหม็นจะตายไป!
ซินเสี่ยวฉีได้ยินก็หัวเราะร่า ก่อนจะเอ่ยถามเรื่องอื่นต่อ “จริงสิ หัวหน้าห้องนั่นใช่พี่ชายของเธอหรือเปล่า”
“ใช่จ้ะ” เฮ่ออวี้ถิงพยักหน้ารับ
ราวกับนัดกันไว้ เฮ่ออวี้เสียงก็เดินเข้ามาหาน้องสาวเพื่อเตือนให้เธอดื่มน้ำ
เด็กทั้งสองคนมีกระติกน้ำพกติดตัวคนละสองใบ ซึ่งเป็นของที่น้าของพวกเขาเตรียมไว้ให้เป็นพิเศษ ใบหนึ่งบรรจุนมมอลต์สกัดที่ต้องดื่มให้หมดก่อน ส่วนอีกใบสำรองไว้สำหรับเติมน้ำอุ่น
เฮ่ออวี้ถิงหยิบกระติกน้ำออกมาจากกระเป๋านักเรียน ก่อนจะยกขึ้นดื่มนมมอลต์สกัดไปหลายอึก แต่เพราะดื่มต่อไม่ไหวจึงเก็บกระติกน้ำเข้าที่เดิม แล้วกระโดดลงจากเก้าอี้เพื่อไปหาเหมาเหมาแทน
เหมาเหมาเป็นเพื่อนอีกคนที่ชอบเล่นกับเฮ่ออวี้ถิงมาก เด็กทั้งสองวิ่งออกไปเล่นกระโดดช่องที่ลานหน้าอาคารเรียนตามอย่างพวกรุ่นพี่
เฮ่ออวี้เสียงจึงได้รับหน้าที่ให้คอยดูแลความปลอดภัยของทั้งคู่อยู่ห่างๆ
หยางอี้เหอรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เดินเข้าไปหาเฮ่ออวี้เสียงแล้วเอ่ยทัก
“เธอจำฉันได้ไหม เราเคยเจอกันสองครั้งแล้วนะ”
“จำไม่ได้” คือคำตอบที่ได้รับกลับมา
หยางอี้เหอรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอ ความน้อยใจตีตื้นขึ้นมาจนต้องรีบกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่น้ำตาไม่ให้ไหล
ที่คุณพ่อพูดไว้ไม่มีผิดเลยจริงๆ นิสัยของเธอไม่น่าคบหา คงไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนกับเธอหรอก
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองเฮ่ออวี้ถิงที่กำลังยิ้มกว้างจนตาหยี
วันนี้คุณครูชมเธอไม่หยุดปาก เพื่อนๆ หลายคนก็ดูจะชอบเธอ แถมยังมีพี่ชายคอยดูแล มีน้าที่รักและเอาใจใส่
เมื่อเช้านี้เธอเห็นทุกอย่าง น้าเฉินชิงรักและเป็นห่วงเฮ่ออวี้ถิงมากขนาดไหน ตอนที่ต้องจากกัน น้าของเธอยังทำท่าเหมือนจะร้องไห้ออกมา
ผมจุกของเฮ่ออวี้ถิงดูน่ารัก กิ๊บติดผมก็สวย เสื้อผ้าที่ใส่ก็ดูดี แม้แต่กระเป๋านักเรียนก็ยังสวยกว่าของใครๆ บนกระเป๋ามีลายปักรูปแมวน้อยน่ารัก ข้างๆ ตัวแมวก็มีดอกไม้สีสันสดใสประดับอยู่
ชีวิตของเธอช่างน่าอิจฉาจริงๆ
หยางอี้เหอได้แต่ทอดสายตามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
เฮ่ออวี้ถิงเองก็พอจะรู้สึกได้ว่ากำลังถูกจ้องมองอยู่ แม้เธอจะไม่ได้รังเกียจพี่สาวคนนี้ แต่พ่อของเธอน่ารำคาญจะตายไป!
ใครก็ตามที่น้าไม่ชอบ เธอก็จะไม่มีวันชอบคนนั้นเหมือนกัน!
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงฆ้องดังสนั่น เป็นสัญญาณว่าได้เวลาเข้าเรียนแล้ว
เฮ่ออวี้ถิงรีบวิ่งกลับเข้าห้องเรียน แต่กลับถูกซินเสี่ยวฉีต่อว่าด้วยความโมโห “ตอนพักเธอไม่ยอมเล่นกับฉันเลยนะ!”
เฮ่ออวี้ถิงรู้สึกผิดจึงก้มหน้าลงต่ำ “ขอโทษนะ”
“ก็ได้ ฉันยกโทษให้ แต่คราวหน้าเรามาเล่นตบมือกันนะ” ซินเสี่ยวฉีใจอ่อน
คุณครูหลินเดินเข้ามาในห้องเรียนอีกครั้ง ก่อนจะใช้ไม้บรรทัดเคาะโต๊ะเพื่อเรียกความสนใจ “นักเรียนทุกคน ห้ามคุยกัน!”
เฮ่ออวี้ถิงจึงได้แต่ส่ายหน้าเป็นการขอโทษซินเสี่ยวฉีอีกครั้ง
คราวนี้ซินเสี่ยวฉีโกรธจนหันหน้าหนีไปอีกทาง เธอไม่อยากเล่นกับเฮ่ออวี้ถิงแล้ว!
คุณครูหลินที่ยืนอยู่หน้าชั้นเรียนกล่าวขึ้น “คาบนี้เราจะมาแจกหนังสือเรียนกัน หัวหน้าห้องเฮ่ออวี้เสียง ขึ้นมาช่วยครูหน่อย”
เฮ่ออวี้เสียงเดินขึ้นไปหน้าชั้นเรียนอย่างว่าง่าย เขาแกะเชือกสีแดงที่มัดกองหนังสือเรียนออกอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นคุณครูหลินจึงเรียกให้นักเรียนทยอยขึ้นมารับหนังสือทีละคนตามลำดับที่นั่ง
แต่ทว่าทุกครั้งที่มีนักเรียนเดินขึ้นมา เฮ่ออวี้เสียงก็จัดการหยิบหนังสือครบทุกวิชาส่งให้เพื่อนไปเรียบร้อยแล้ว
ความคล่องแคล่วว่องไวของเด็กชาย ทำให้คุณครูอย่างเขารู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี
เฮ่ออวี้ถิงพลิกดูหนังสือเล่มใหม่ในมือด้วยความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ
คุณครูหลินกำชับให้นักเรียนทุกคนช่วยกันดูแลรักษาหนังสือให้ดี
แม้ตอนนี้จะเป็นคาบสุดท้ายของภาคเช้าแล้ว แต่ในห้องก็ยังคงมีเสียงสะอื้นของเด็กบางคนดังให้ได้ยินอยู่เป็นระยะ
เมื่อเห็นว่าเฮ่ออวี้เสียงทำงานได้อย่างราบรื่นดี เขาจึงเอ่ยปากสั่ง
“เธอคอยดูด้วยแล้วกันว่าหนังสือพอดีกับจำนวนนักเรียนไหม ถ้าไม่พอครูจะได้ไปเบิกมาเพิ่ม”
เฮ่ออวี้เสียงพยักหน้ารับคำ
คุณครูหลินจึงมีเวลาไปปลอบเด็กๆ ที่ยังร้องไห้ไม่หยุด
หลังจากแจกหนังสือจนครบทุกคน เฮ่ออวี้เสียงก็เอ่ยถามเพื่อนๆ ในห้อง “มีใครได้หนังสือที่ชำรุดไปบ้างไหม โดยเฉพาะพวกเล่มที่พิมพ์ซ้ำ หน้าว่าง หรือกระดาษติดกันเป็นปึก พวกเธอช่วยกันตรวจดูให้ดีนะ”
เมื่อถามย้ำไปสองรอบแล้วยังไม่มีใครตอบ เฮ่ออวี้เสียงจึงเปลี่ยนเป็นทำหน้าขรึม “ถ้าของใครมีปัญหารีบยกมือขึ้น! ใครที่มาร้องเรียนทีหลังจะต้องจ่ายเงินซื้อเล่มใหม่เองนะ!”
คำขู่นั้นได้ผล เด็ก ป.1 พากันตกใจ รีบก้มลงสำรวจหนังสือของตัวเองอย่างละเอียด แล้วก็พบว่ามีบางเล่มที่ชำรุดเสียหายจริงๆ พวกเขาจึงรีบยกมือขึ้นแจ้งทันที!
เฮ่ออวี้เสียงเดินเอาหนังสือเล่มใหม่ไปเปลี่ยนให้เพื่อนจนครบทุกคน ก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่ของตัวเอง
คุณครูหลินมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
เขาสงสัยเหลือเกินว่าชาติที่แล้วเฮ่ออวี้เสียงอาจจะเคยเป็นครูมาก่อนก็เป็นได้ ไม่อย่างนั้นจะทำงานทุกอย่างได้อย่างคล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติขนาดนี้ได้อย่างไร
และถ้าหากเขาเอ่ยปากถามออกไปจริงๆ เฮ่ออวี้เสียงก็คงจะตอบกลับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “เรื่องแค่นี้มันเป็นสามัญสำนึกไม่ใช่เหรอครับ”
หนังสือปกแดงเล่มเล็กๆ ที่ทุกบ้านต้องมี เฮ่ออวี้เสียงเคยต้องยอมควักเงินซื้อเองเพราะกลัวว่าจะได้เล่มที่พิมพ์ไม่ดีมา เขาจึงต้องตรวจดูทุกหน้าอย่างละเอียดรอบคอบ
หนังสือเรียนก็ไม่ต่างกัน หากการพิมพ์มีปัญหาแล้วได้เล่มที่ชำรุดมา การจะทำเรื่องขอเปลี่ยนเล่มใหม่ก็คงจะยุ่งยากน่าดู แล้วถ้าต้องเสียเงินซื้อใหม่เองอีกคงจะไม่คุ้มค่าแน่
หยางอี้เหอแอบลอบมองเฮ่ออวี้เสียงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม เขาเก่งกาจจริงๆ!
เหมาเหมาขยับเข้าไปใกล้แล้วใช้ไหล่กระแทกแขนเฮ่ออวี้เสียงเบาๆ “เมื่อกี้นายสุดยอดไปเลย!”
เฮ่ออวี้เสียงถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขาใช้มือผลักศีรษะของเหมาเหมาออกไปห่างๆ “ไปไกลๆ เลย”
เขาไม่ชอบให้ใครมาถูกเนื้อต้องตัว
แต่เหมาเหมาดูเหมือนจะคุ้นชินกับการถูกปฏิเสธเสียแล้ว เขาจึงเปลี่ยนเรื่องคุยแทน
“ว่าแต่วันนี้นายเอาข้าวกับอะไรมาโรงเรียนเหรอ”
“เบคอนสองชิ้น หอยแมลงภู่แห้ง แล้วก็ข้าวสวย” เฮ่ออวี้เสียงตอบ
“ส่วนของฉันเป็นฝีมือคุณพ่อ ฉันเลยไม่รู้เลยว่าวันนี้จะได้กินอะไร”
เหมาเหมาพูดพลางนึกถึงอาหารกลางวันด้วยความคาดหวัง
สำหรับนักเรียนชั้น ป.1 คุณครูจะพาพวกเขาไปที่โรงอาหารก่อนนักเรียนชั้นอื่นๆ โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยมาแจ้งให้ทราบล่วงหน้า เผื่อว่าคุณครูบางท่านอาจจะไม่มีนาฬิกาข้อมือ
เมื่อคุณครูหลินได้รับแจ้ง เขาก็สั่งให้นักเรียนทุกคนลุกขึ้นยืนแล้วจัดแถวให้เป็นระเบียบ แต่เมื่อเห็นว่าแถวยังคงยุ่งเหยิงอยู่ เขาจึงเรียกเฮ่ออวี้เสียงให้มาช่วย
“เธอไปคุมท้ายแถวไว้ อย่าให้ใครแตกแถวเด็ดขาด เดี๋ยวครูจะเดินนำหน้าเอง”
เฮ่ออวี้เสียงพยักหน้ารับคำ ก่อนจะหันไปจ้องมองเพื่อนๆ ด้วยสายตาที่จริงจัง
[จบบท]