บทที่ 109: ไม่ได้อยากเป็นเพื่อน
โรงอาหารของโรงงานเครื่องจักรถูกแบ่งพื้นที่ใช้งานออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งสำหรับพนักงานโรงงาน อีกส่วนหนึ่งสำหรับนักเรียนในโรงเรียนอนุบาลและประถมที่จัดตั้งขึ้นสำหรับลูกหลานพนักงาน ภาพที่คุ้นตาคือซึ้งนึ่งขนาดใหญ่หลายใบตั้งเรียงราย ส่งไอน้ำร้อนกรุ่นออกมาตลอดเวลาเพื่ออุ่นอาหารกลางวันที่เด็กๆ ห่อมาจากบ้าน
เมื่อถึงเวลาพักกลางวัน เสียงจอแจของเด็กๆ ก็ดังขึ้น พ่อครัวในโรงอาหารจะขานชื่อเด็กนักเรียนทีละชั้นเรียนเพื่อส่งมอบกล่องข้าวให้เจ้าของ
“เฮ่ออวี้ถิง”
“หนูเองค่ะ หนูชื่อเฮ่ออวี้ถิง”
เด็กหญิงเฮ่ออวี้ถิงเขย่งปลายเท้าขึ้นสุดตัว สองมือน้อยๆ ประคองรับกล่องข้าวที่พ่อครัวยื่นมาให้ ก่อนจะเอ่ยขอบคุณเสียงใส แล้วขยับไปยืนรอพี่ชายอยู่ด้านข้างเพื่อจะได้ไปหาที่นั่งกินข้าวพร้อมกัน
เมื่อเฮ่ออวี้เสียงได้กล่องข้าวของตัวเองแล้ว เขาก็จูงมือน้องสาวเดินตรงไปยังโต๊ะที่เหมาเหมานั่งรออยู่
“เป็นไงล่ะ ต้องขอบใจฉันเลยนะที่อุตส่าห์มาจองที่ไว้ให้” เหมาเหมาพูดพลางยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
เขาเปิดกล่องข้าวของตัวเองให้เพื่อนดู ข้างในมีหมั่นโถวที่ทำจากแป้งข้าวโพด กับข้าวเป็นซอสเนื้อสับและผักแห้ง
เด็กๆ ที่เป็นลูกหลานของพนักงานในโรงงานเครื่องจักรต่างมีฐานะความเป็นอยู่ที่ไม่ลำบากนัก แต่เมนูอาหารกลางวันส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นอาหารหลักจำพวกแป้งกับผัก นานๆ ครั้งถึงจะมีโอกาสได้กินเนื้อสัตว์
ทว่าวันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรก ผู้ปกครองหลายคนจึงตั้งใจหั่นเนื้อใส่กล่องข้าวมาให้ลูกๆ สองสามชิ้นเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ
เฮ่ออวี้ถิงหยิบช้อนของตัวเองออกมา บรรจงตักชิ้นเนื้อรมควันคำโตที่สุดในกล่องขึ้นมา ทำท่าเหมือนกำลังจะป้อนตัวเองพลางอ้าปากพูดว่า ‘อ้าม…’
ก่อนจะส่งอาหารเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข
ขณะนั้นเอง หยางอี้เหอก็ถือกล่องข้าวเดินเข้ามาใกล้ๆ อย่างเก้ๆ กังๆ แล้วเอ่ยถามเสียงเบา “ฉันขอนั่งด้วยคนได้ไหม”
เฮ่ออวี้ถิงเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างงุนงง ก่อนจะพยักหน้าอนุญาต
หยางอี้เหอเผยสีหน้าดีใจอย่างเห็นได้ชัด เธอรีบนั่งลงข้างๆ เฮ่ออวี้ถิงแล้วเสนออย่างมีน้ำใจ “วันนี้แม่ทำหมูพะโล้ให้ฉันด้วยนะ เธออยากลองชิมไหม”
“ไม่เป็นไรจ้ะ ของฉันก็มีเนื้อเหมือนกัน” เด็กหญิงชี้ไปที่เนื้อรมควันอีกชิ้นที่ยังเหลืออยู่ในกล่องข้าวเป็นเชิงปฏิเสธ
หยางอี้เหอดูผิดหวังไปเล็กน้อย “อืม ก็ได้จ้ะ แล้วเธอชอบกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ฉันให้เธอได้นะ”
“ไม่ต้องหรอกจ้ะ” เฮ่ออวี้ถิงตอบ ก่อนจะเอ่ยชม
“เธอใจดีจังเลยนะ”
คำชมนั้นทำให้หยางอี้เหอยิ้มออกมาอย่างเขินอาย
“ขอบคุณนะ”
เฮ่ออวี้ถิงเกาแก้มแก้เก้อเล็กน้อย แล้วจึงก้มหน้าก้มตากินข้าวในส่วนของตัวเองต่อ
หยางอี้เหออยากจะชวนเพื่อนใหม่คุยต่อ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นก็ดันไปสบเข้ากับสายตาเย็นชาของเฮ่ออวี้เสียงที่มองมาพอดี เธอสะดุ้งตกใจ รีบเปิดฝากล่องข้าวของตัวเองแล้วก้มหน้ากินข้าวเงียบๆ ไม่กล้าสบตาใครอีก
เฮ่ออวี้เสียงขมวดคิ้วมุ่น
“นายเป็นอะไร ขมวดคิ้วทำไม” เหมาเหมาเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าเพื่อน
“กินข้าวของนายไปเงียบๆ เถอะน่า!” เฮ่ออวี้เสียงตวัดเสียงใส่
เหมาเหมาเบะปากอย่างน้อยใจ แต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี “ก็ได้”
คุณครูหลินเดินตรวจตราความเรียบร้อยไปทั่วบริเวณโรงอาหาร เธอพบว่าเด็กๆ ส่วนใหญ่ต่างตั้งใจกินข้าวกันดี จะมีก็แต่เรื่องที่ต้องคอยสอดส่องไม่ให้เด็กบางคนไปแย่งกับข้าวของเพื่อน
อย่างเจ้าหนูอ่ายเจี่ยวหู่ ในกล่องข้าวของตัวเองก็มีเนื้ออยู่แล้วตั้งสองชิ้น แต่ก็ยังไม่วายยื่นตะเกียบไปคีบเนื้อในกล่องของเพื่อนข้างๆ จนอีกฝ่ายปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่น คุณครูหลินจึงต้องรีบปรี่เข้าไปไกล่เกลี่ย
เฮ่ออวี้เสียงยกนิ้วขึ้นนวดขมับของตัวเองเบาๆ
หนวกหูชะมัด!
ที่ผ่านมาเขาคิดมาตลอดว่าน้าสาวคือสิ่งมีชีวิตที่ส่งเสียงดังที่สุดในโลกแล้ว แต่ดูเหมือนเขาจะคิดผิด เพราะในโลกนี้ยังมีคนอีกมากมายที่ส่งเสียงได้ดังยิ่งกว่าน้าของเขาเสียอีก!
ในขณะที่เฮ่ออวี้เสียงกำลังหงุดหงิดกับเสียงจอแจรอบตัว เหมาเหมากลับยิ้มร่าเริงอย่างมีความสุข เขาชอบบรรยากาศที่ครึกครื้นแบบนี้
ในฐานะที่เป็นเด็กผมทองที่ดูแตกต่างจากคนอื่น เมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นใครมองมาอย่างสงสัย เขาก็จะรีบโบกมือทักทายอย่างเป็นมิตร
“สวัสดีสหาย ฉันเป็นคนจีนนะ”
ปฏิกิริยาตอบรับที่ได้คือรอยยิ้มแหยๆ ก่อนที่อีกฝ่ายจะรีบเดินหนีไป ทุกคนมองเหมาเหมาเหมือนเป็นตัวประหลาด แล้วหันไปซุบซิบกันลับหลัง
“เลิกทักทายพวกนั้นได้แล้ว” เฮ่ออวี้เสียงเอ่ยเตือนเสียงเรียบ
“ทำไมล่ะ” เหมาเหมาถามอย่างไม่เข้าใจ
“พวกเขาไม่ชอบนาย” เฮ่ออวี้เสียงตอบตามตรง
“แต่ฉันชอบพวกเขานี่” เหมาเหมาแย้ง
“ถ้ามีใครสักคนยอมเป็นเพื่อนกับฉัน ฉันจะดีใจมากๆ เลยนะ! นายจำไม่ได้เหรอ ตอนที่เราอยู่โรงเรียนอนุบาล คนอื่นๆ ในห้องก็ไม่ชอบฉันเหมือนกัน แต่สุดท้ายฉันก็ได้นายมาเป็นเพื่อนไม่ใช่หรือไง”
สำหรับเหมาเหมาแล้ว การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยสักนิด
เฮ่ออวี้เสียงไม่เข้าใจตรรกะความคิดของเพื่อน เขาจึงได้แต่ตัดบท “รีบๆ กินข้าวเถอะ”
“ที่นายไม่ชอบให้ฉันยิ้มบ่อยๆ เนี่ย เป็นเพราะนายอิจฉาที่ฉันยิ้มสวยกว่าใช่ไหมล่ะ” เหมาเหมายังคงพูดต่อ “หรือเป็นเพราะเวลายิ้มแล้วจะเห็นว่าฟันหน้าของนายหลอ”
เฮ่ออวี้เสียง “...”
เฮ่ออวี้ถิงเองก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเหมาเหมาด้วยแววตาตกตะลึงในความใจกล้าของเหมาเหมา
เฮ่ออวี้เสียงลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ เหมาเหมาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบคว้ากล่องข้าวของตัวเองแล้ววิ่งหนีสุดชีวิตพลางตะโกนไล่หลังมาว่า
“ฉันแค่ล้อเล่นเองน่า!”
เฮ่ออวี้เสียงกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
คุณครูหลินที่เห็นเหตุการณ์อยู่ไกลๆ ตะโกนข้ามมา “หัวหน้าห้องต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้เพื่อนๆ นะ ห้ามทะเลาะกันเด็ดขาด”
คำพูดของคุณครูทำให้ความโกรธของเฮ่ออวี้เสียงมอดลง เขากระแทกตัวนั่งลงที่เดิม แล้วหันไปพูดกับน้องสาวด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน
“กินให้มันเร็วๆ หน่อย พอกลับไปที่ห้องเรียนเมื่อไหร่ ฉันจะซัดเขาให้น่วมเลย!”
เฮ่ออวี้ถิงแอบชำเลืองมองไปที่ริมฝีปากของพี่ชาย
เฮ่ออวี้เสียงหันมาจ้องเขม็ง
เด็กหญิงจึงรีบแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวของตัวเองต่อไป
หยางอี้เหอที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ถึงกับใจหายใจคว่ำ เธอกระซิบกับเฮ่ออวี้ถิงเสียงสั่น
“พี่ชายเธอดุจังเลย”
เฮ่ออวี้ถิงพยักหน้าเห็นด้วยเต็มที่ เมื่อเห็นท่าทีหวาดกลัวของเพื่อนใหม่จึงเอ่ยปลอบ
“เธอไม่ต้องกลัวเขาหรอกนะ แค่เธอไม่เข้าไปคุยกับเขา เขาก็จะไม่สนใจเธอเองนั่นแหละ”
“แต่ว่า…ฉันอยากเป็นเพื่อนกับเขานี่นา” หยางอี้เหอพึมพำเสียงอ่อย
น้ำเสียงเย็นชาของเฮ่ออวี้เสียงดังแทรกขึ้นมาทันควัน “ฉันไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับเธอ และทางที่ดีเธอก็อย่าคิดที่จะมาเป็นเพื่อนกับน้องสาวของฉันด้วย”
หยางอี้เหอ “...”
เมื่อสบเข้ากับสายตาเป็นกังวลของเฮ่ออวี้ถิง เธอก็พยายามฝืนยิ้มออกมาให้เพื่อนใหม่ แต่รอยยิ้มนั้นกลับดูฝืนเฝื่อนยิ่งกว่าการร้องไห้เสียอีก สุดท้ายเธอก็ทนไม่ไหว คว้ากล่องข้าวของตัวเองแล้วลุกพรวดขึ้นยืน หันหลังให้ทั้งสองคนแล้วปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเงียบๆ
เพื่อไม่ให้ใครต้องมาเห็นสภาพน่าสมเพชของตัวเอง เธอจึงรีบวิ่งออกจากโรงอาหารไป
เฮ่ออวี้ถิงเองก็ไม่รู้ว่าจะรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไรดี เพราะในวันเดียวกันนี้ เธอทำให้คนถึงสองคนต้องไม่มีความสุข
เมื่อกลับมาถึงห้องเรียนหลังกินข้าวเสร็จ คุณครูหลินก็สั่งให้เด็กๆ ทุกคนฟุบหน้าลงกับโต๊ะเพื่อพักผ่อน ซินเสี่ยวฉี เพื่อนอีกคนของเฮ่ออวี้ถิง หันหน้าหนีไปอีกทางอย่างชัดเจน พอถึงเวลาพักช่วงบ่าย เธอก็ชวนเพื่อนผู้หญิงคนอื่นๆ ไปเล่นด้วยกันโดยไม่สนใจเฮ่ออวี้ถิงเลย
เด็กหญิงได้แต่ขยี้ตาเบาๆ เธอไม่เข้าใจเลยว่าจะทำอย่างไรให้ซินเสี่ยวฉีหายโกรธ
ทันใดนั้น เหมาเหมาก็ปราดเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ จ้องมองใบหน้าขาวอมชมพูของเฮ่ออวี้ถิงแล้วเอ่ยขึ้น “เสี่ยวอวี้ เธอรู้ไหมว่าเธอเหมือนอะไร”
“เหมือนอะไรเหรอ”
“เหมือนฮะเก๋าเลย”
เฮ่ออวี้ถิงหน้างอทันที “ฉันไม่ใช่เกี๊ยวนะ!”
“ไม่ใช่เกี๊ยวซ่า แต่เป็นฮะเก๋าต่างหาก” เหมาเหมาหัวเราะร่า
“มันอร่อยมากเลยนะ เธอเคยกินหรือเปล่า แป้งข้างนอกจะนุ่มๆ หนึบๆ ส่วนไส้กุ้งข้างในก็หวานอร่อย แถมตัวแป้งยังเป็นสีชมพูระเรื่อเหมือนแก้มของเธอเลย”
“ไม่เคยเลย” ดวงตาคู่โตของเฮ่ออวี้ถิงเป็นประกายขึ้นมาทันที ความอยากรู้อยากลองฉายชัดออกมาอย่างปิดไม่มิด
“ฉันก็เคยกินแค่ครั้งเดียวเอง ตอนนั้นพ่อจะง้อแม่ เลยแอบหยิบใส่ปากไปคำนึง” เหมาเหมาเล่าพลางหัวเราะคิกคัก
เฮ่ออวี้ถิงก็อดที่จะหัวเราะตามไปด้วยไม่ได้
แล้วทั้งสองคนก็จูงมือกันวิ่งออกไปเล่นสนุกที่สนามเด็กเล่น
หยางอี้เหอแอบมองภาพนั้นอยู่เงียบๆ เมื่อเห็นรอยยิ้มของเฮ่ออวี้ถิง เธอก็เผลอยิ้มตามไปด้วย
ไม่นานนัก ก็มีเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ มาชวนหยางอี้เหอไปเล่นด้วยกัน
ในตอนแรก เธอยังคงจำคำสั่งของพ่อที่ให้คอยจับตาดูสองพี่น้องตระกูลเฮ่อเอาไว้ให้ดีได้ แต่เพราะเธอไม่เคยมีเพื่อนในวัยเดียวกันมาก่อน
เมื่อเพื่อนๆ ในห้องต่างก็ดีกับเธอ ชวนเธอเล่นกระโดดเชือกด้วยกัน ความสุขที่ได้รับจากการละเล่นง่ายๆ ก็ทำให้เธอเพลิดเพลินจนลืมภารกิจที่ได้รับมอบหมายไปเสียสนิท
เมื่อกลับถึงบ้าน ความรู้สึกผิดก็ถาโถมเข้าใส่จิตใจของเด็กหญิงอีกครั้ง เธอรอคอยการกลับมาของพ่อด้วยหัวใจที่เต้นระรัว
หยางซิวจิ่นกลับมาถึงบ้านตั้งแต่หัวค่ำ เขาก้มลงมองหน้าลูกสาวแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หยางอี้เหอ เรื่องที่พ่อสั่งให้ลูกไปทำ จัดการเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม”
หัวใจของหยางอี้เหอแทบจะกระดอนออกมานอกอก เธอกล่าวเสียงสั่นเครือ “พวกเขา…พวกเขาไม่ค่อยอยากเป็นเพื่อนกับหนูเท่าไหร่ค่ะ”
สีหน้าของหยางซิวจิ่นพลันเปลี่ยนเป็นถมึงทึง เขากระชากเสียงถาม “ทำไมถึงไม่อยากเป็นเพื่อน! ลูกไม่ได้ทำตามที่พ่อสั่งใช่ไหม พ่อบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้ทำตามใจพวกเขา คอยพูดชมพวกเขาบ่อยๆ!”
เสียงตวาดของบิดาทำให้หยางอี้เหอตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เธออยากจะอธิบาย แต่ริมฝีปากกลับหนักอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก มีเพียงหยาดน้ำตาที่ไหลรินลงมาอาบสองแก้ม
หยางซิวจิ่นยกมือขึ้นท้าวสะเอวอย่างหงุดหงิด เขาเดินวนไปวนมาในห้องนั่งเล่น ก่อนจะระบายอารมณ์ด้วยการเตะเก้าอี้ที่วางอยู่ใกล้ๆ อย่างแรง
เสียงดังโครมสนั่นหวั่นไหวทำให้หยางอี้เหอตกใจจนทรุดลงไปกองกับพื้น
[จบบท]