บทที่ 112: หนี้พนัน
สรรพสิ่งรอบกายของเฮ่อหย่วนพลันหยุดนิ่ง ร่างกายเกร็งแน่นจนรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว สมองขาวโพลนจนไม่อาจประมวลผลได้ว่าเฉินชิงกำลังจะทำอะไรกันแน่
หญิงสาวเพียงแค่ดึงเขาให้ถอยกลับมาหลบอยู่ด้านหลัง แล้วยกนิ้วชี้ขึ้นจรดริมฝีปากตัวเอง ส่งสัญญาณให้เขาสงบนิ่งโดยไม่มีคำพูดใด
เฮ่อหย่วนพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แม้ในใจจะยังคงวนเวียนอยู่กับสัมผัสที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
ณ มุมตึกไม่ไกลออกไป เงาร่างของคนกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนไหว เฉินชิงจึงรีบพาตัวเองเข้าไปชิดกำแพงให้มากที่สุด พลางตั้งใจเงี่ยหูฟังบทสนทนาที่ลอยมาตามลม
หลินซู่เกิน พ่อสามีของหัวหน้าหลิน กำลังกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง ก่อนจะเอ่ยถามกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ยืนค้ำหัวอยู่
“ตอนพวกคุณเดินมานี่ได้คุยกันเสียงดังหรือเปล่า”
ชายที่ดูเหมือนจะเป็นหัวโจกตวัดสายตามามองอย่างไม่สบอารมณ์ “ตอนมาจะพูดคุยกันมันแปลกตรงไหน เลิกพล่ามไร้สาระแล้วเอาเงินมาได้แล้ว”
หลินซู่เกินอึกอัก “คือว่า…ลูกสะใภ้ลุงเพิ่งออกจากโรงพยาบาล ที่บ้านเลยมีคนแวะเวียนมาเยี่ยมเยอะไปหน่อย ลุงเลยยังหาจังหวะเหมาะๆ ไม่ได้ แต่พวกคุณไม่ต้องเป็นห่วงนะ ลุงสัญญาว่าอีกไม่กี่วันนี้จะให้เธอคายเงินออกมาให้ได้แน่”
“แกพูดแบบนี้มากี่รอบแล้ว” ชายคนนั้นไม่รอให้พูดจบ คว้าคอเสื้อของชายแก่กว่าแล้วขู่เสียงต่ำ
“อยากจะเจ็บตัวจนตายคาที่รึไง”
“ไม่ๆๆ ลุงขอเลื่อนอีกแค่วันเดียวจริงๆ ให้เวลาลุงอีกวันเดียว พรุ่งนี้เวลาเดิม ลุงสาบานเลยว่าจะเอาเงินมาให้ครบ”
หลินซู่เกินยกมือไหว้ปลกๆ รีบล้วงเงินที่ยับยู่ยี่ในกระเป๋ากางเกงออกมา
“นี่ๆ ลุงมีติดตัวอยู่ 20 หยวน พวกคุณเอาไปกินดื่มกันก่อนนะ ไม่ต้องนับรวมในหนี้สินก้อนนั้นก็ได้ พรุ่งนี้ลุงจะเอาเงินมาคืนให้ครบจริงๆ”
“แกลองนับดูเอาเองเถอะว่าพูดแบบนี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว ถ้าพรุ่งนี้ฉันยังไม่เห็นเงิน ก็เตรียมตัวไม่ต้องเห็นตะวันของวันมะรืนได้เลย”
ชายคนนั้นฉวยเงิน 20 หยวนไปยัดใส่กระเป๋า ก่อนจะเหวี่ยงร่างของหลินซู่เกินลงไปกองกับพื้นอย่างไม่ใยดี
“ตอนนี้ยอดหนี้ทั้งหมดคือ 1,300 หยวน จำใส่หัวเอาไว้ด้วย”
“เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่ 1,200 หรอกเหรอ” หลินซู่เกินไม่สนใจความเจ็บปวดที่แล่นริ้วไปทั่วร่าง รีบท้วงขึ้นมา
“ทำไมยอดมันเพิ่มขึ้นอีกแล้ว”
“ก็พวกเรารอแกมาเป็นสิบวันแล้วนี่ จะไม่ให้คิดดอกเบี้ยได้ยังไง ถ้าวันนี้แกมีปัญญาหาเงินมาคืนได้ ฉันก็คิดแค่ 1,200 เหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ปัญหาก็คือแกมีเงินหรือเปล่าล่ะ ไม่มี”
ชายคนนั้นหัวเราะหยันในลำคอ “ก็ลองชั่งใจดูเอาเองแล้วกันว่าระหว่างเงิน 1,300 กับชีวิตของแก อะไรมันสำคัญกว่ากัน”
สิ้นคำพูด เขาก็พยักหน้าให้ลูกน้องแล้วพากันเดินหายไปในความมืด
หลินซู่เกินยังคงนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เขากำหมัดทุบลงกับพื้นดินซ้ำๆ สบถออกมาด้วยความแค้นใจ
“ไอ้พวกชาติชั่ว สักวันจะต้องเน่าตายในคุก”
ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับเลือด เมื่อภาพของลูกสะใภ้ผุดขึ้นมาในหัว ความเกลียดชังก็ยิ่งโหมกระพือรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
ก็เพราะมันมีเงินแต่ไม่ยอมเจียดมาให้เขาซึ่งเป็นพ่อสามี ทำให้คนมีหน้ามีตาอย่างเขาต้องมาถูกพวกนักเลงหยามศักดิ์ศรีถึงเพียงนี้
หลินซู่เกินพยุงร่างที่สะบักสะบอมของตัวเองให้ลุกขึ้น แล้วเดินโซเซไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย
เฉินชิงกับเฮ่อหย่วนมองหน้ากัน ทั้งสองก็เข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด ก่อนจะย่องฝีเท้าตามร่างนั้นไปเงียบๆ
เฉินชิงจำได้ว่าเถียนเมิ่งหย่าเคยเล่าให้ฟังว่าบ้านของหัวหน้าหลินอยู่ไม่ไกลจากสหกรณ์การค้าและการตลาด แต่เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะต้องมาประสบพบเจอกับพ่อสามีของหัวหน้าหลินในสถานการณ์เช่นนี้
ภาพต่างๆ เริ่มปะติดปะต่อในหัวของเธอ จากที่เคยสงสัยว่าหัวหน้าหลินจะพบเจอกับโชคร้ายได้อย่างไร ตอนนี้ทุกอย่างก็กระจ่างแจ้ง พ่อสามีของเธอกำลังจะฆ่าเธอเพื่อเอาเงินไปใช้หนี้พนัน
ความโกรธแค้นแล่นริ้วขึ้นมาจนเฉินชิงรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งหน้า ในขณะเดียวกันก็อดรู้สึกใจหายไม่ได้
หากวันนี้เฮ่อหย่วนไม่ชวนเธอออกมาทานข้าวเย็น เธอก็คงไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้ความจริงและคงไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือหัวหน้าหลินได้อย่างแน่นอน
ทั้งสองสะกดรอยตามหลินซู่เกินไปจนกระทั่งเห็นแสงไฟรำไรจากบ้านหลังหนึ่งจึงรีบหาที่กำบัง
“หัวหน้าหลินกลับถึงบ้านแล้วแน่ๆ แต่สภาพร่างกายแบบนั้นคงขยับไปไหนไม่ได้ ฉันว่าฉันจะบุกเข้าไปเลยดีกว่า อ้างว่ามีเรื่องงานด่วนต้องคุย แล้วค่อยหาจังหวะเล่าเรื่องที่พ่อสามีของเธอติดหนี้พนันให้ฟัง”
เฮ่อหย่วนขมวดคิ้วมุ่น เขาไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ ยังจำได้ดีว่าลูกชายคนเล็กของหัวหน้าหลินเคยแสดงท่าทีไม่น่าไว้วางใจต่อเฉินชิง
เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเสนอทางออกที่ดีกว่า “เราแอบดูกันจากข้างนอกก่อนดีกว่า ถ้าหมอนั่นคิดจะลงมือทำอะไรจริงๆ เราจะได้เข้าไปช่วยหัวหน้าหลินได้ทัน แล้วถ้าเขาทำเรื่องผิดกฎหมายขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องมีคนคอยเป็นพยานและมีคนไปแจ้งความ ผมคิดว่าผมเหมาะที่จะเฝ้าดูสถานการณ์อยู่ที่นี่ ส่วนคุณเหมาะที่จะเป็นคนไปตามคนมาช่วยมากกว่า”
“ตกลงค่ะ เอาตามนี้” เฉินชิงพยักหน้าเห็นด้วย
ทั้งสองรอจนแน่ใจว่าปลอดคนแล้ว จึงอาศัยความมืดและความสว่างจากแสงจันทร์ลอบปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของหัวหน้าหลินอย่างเงียบเชียบ
เฉินชิงอดที่จะตัวสั่นไม่ได้เมื่อขึ้นมาอยู่บนที่สูง
เฮ่อหย่วนอยากจะยื่นมือไปช่วยประคอง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะวางมือลงตรงไหนดี โชคยังดีที่สุดท้ายแล้วเธอก็กะระยะและนั่งลงบนสันหลังคาได้อย่างมั่นคง
ทั้งสองไม่ได้ถึงกับแงะกระเบื้องออกมา แค่ขยับมันออกเล็กน้อยพอให้เกิดช่องว่างสำหรับสอดส่องดูเหตุการณ์ภายในบ้านได้
บ้านของหัวหน้าหลินมีลักษณะเป็นบ้านชั้นเดียวล้อมลานบ้านไว้ตรงกลาง ไม่ต่างจากบ้านของเธอเท่าไรนัก แต่ที่นี่ดูจะรกรุงรังและเต็มไปด้วยข้าวของมากกว่า
ณ เวลานี้ หัวหน้าหลินกำลังนอนซมอยู่บนเตียง โดยมีแม่สามียืนทวงเงินอยู่ข้างๆ แต่เธอก็ทำเพียงนอนนิ่งไม่สนใจ
ทุกเดือนเธอจะส่งเงินให้พ่อแม่สามีใช้จ่ายส่วนตัว 20 หยวน ซึ่งถือว่ามากพอแล้วสำหรับการทำหน้าที่ลูกสะใภ้ในยุคนี้
“หนูไม่มีเงินหรอกค่ะ ถ้าคุณแม่ร้อนเงินจริงๆ ก็ลองไปขอลูกชายของคุณแม่ดูสิคะ”
“เงินของลูกชายฉันก็อยู่ที่แกหมดนั่นแหละ ไม่ใช่รึไง เราสองคนผัวเมียเลี้ยงลูกมาแทบตาย ส่งเสียให้ได้เป็นทหารรับใช้ชาติ แต่ดูตอนนี้สิ พอแก่ตัวลงกลับไม่มีปัญญาแม้แต่จะหาข้าวกิน”
แม่เฒ่าหลินคร่ำครวญอย่างเจ็บช้ำใจ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เธอจะขัดขวางไม่ให้ลูกชายแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้เด็ดขาด
เป็นจังหวะเดียวกับที่หลินซู่เกินเดินเข้ามาในห้องพอดี ในมือของเขาประคองชามข้าวมาด้วย “กินข้าวก่อนเถอะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ” หัวหน้าหลินปฏิเสธ
เธอไม่กล้ากินอะไรก็ตามที่พ่อแม่สามีหยิบยื่นให้ กลัวว่าจะอายุสั้นตายไปเสียก่อน
หลินซู่เกินวางชามข้าวไว้ที่โต๊ะข้างเตียง แล้วหันไปกวักมือเรียกหลานชายคนโปรด
“หลินเหรินเจี๋ย มานี่สิปู่มีเรื่องจะคุยด้วย แม่ของแกน่ะมีเงินซุกไว้อย่างน้อย 5,000 หยวน ถ้าแกเกลี้ยกล่อมให้แม่ยอมเอาเงินก้อนนั้นออกมาได้ แล้วแบ่งให้ปู่สัก 500 หยวนไปสู่ขอดอกไม้คนสวยของโรงงาน ปู่รับรองเลยว่าแกจะได้เธอมาเป็นเมียสมใจแน่”
หลินเหรินเจี๋ยตาโตเป็นประกาย
ภาพใบหน้าของเฉินชิงผุดขึ้นมาในหัวของเขาทันที ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น เขาก็ไม่เคยลืมเธอได้เลย
ถ้าผู้หญิงคนนั้นได้มาเป็นเมียของเขาล่ะก็...เฮะๆๆ
หลินเหรินเจี๋ยเผลอหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
เฉินชิงที่แอบดูอยู่ถึงกับเลือดขึ้นหน้า “ฉันอยากจะจับไอ้สองปู่หลานนี่มาตอนให้สิ้นซากจริงๆ”
“เดี๋ยวผมจัดการให้เอง” เฮ่อหย่วนรับคำอย่างจริงจัง
เฉินชิงถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนจริงจังขนาดนี้
เธอก้มหน้าลงไปมองเหตุการณ์ข้างล่างต่อ
หัวหน้าหลินโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ “คุณพ่อคะ คุณจะบ้าไปแล้วหรือไง หนูจะไปมีเงินเก็บเยอะขนาดนั้นได้ยังไงกันคะ ค่าใช้จ่ายทุกอย่างในบ้านหนูก็เป็นคนดูแลทั้งหมด”
แต่หลินเหรินเจี๋ยกลับไม่คิดเช่นนั้น
เงินเดือนของแม่ก็ปาเข้าไป 60-70 หยวนแล้ว ไหนจะเงินเดือนของพ่ออีก แล้วยังมีเงินที่พี่ชายกับพี่สาวส่งมาให้ทุกเดือนอีก ทั้งหมดก็อยู่ที่แม่คนเดียว จะไม่มีเงินเก็บได้ยังไง
“เอาเงินมาให้ผมเดี๋ยวนี้”
หัวหน้าหลินแค่นหัวเราะ “ไปให้พ้น”
ณ วินาทีนี้เธอภาวนาให้สามีรีบกลับมาจากการไปราชการเสียที เธอจะได้ฟ้องหย่าให้มันจบๆ ไป
หลินซู่เกินพูดแทรกขึ้นมาทันที “อีกไม่กี่วันพ่อของแกก็จะกลับมาแล้ว แม่ของแกก็เตรียมจะตัดขาดความสัมพันธ์กับแกแล้ว ถึงตอนนั้นแกก็จะกลายเป็นหมาหัวเน่า ไม่มีใครเอา”
“แล้วแกก็จะมีทางเลือกแค่สองทาง คือกลับไปแต่งงานกับยัยบ้านนอกที่กองพลน้อย หรือไม่ก็ไปนอนในคุก ลองคิดดูให้ดีสิว่าแม่ของแกใจดำอำมหิตขนาดไหน ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยเลี้ยงดูแกเลยสักวัน ตอนนี้ยังจะมาผลักไสไล่ส่งให้แกไปตายอีก ไม่เคยคิดอยากจะให้แกได้ดี มีแต่จะลำเอียงเข้าข้างพี่ชายพี่สาวของแก”
หัวหน้าหลินเจ็บใจจนไอโขลกๆ “ตอนนั้นหนูอยากจะรับเขากลับมาเลี้ยงดูเอง แต่ก็เป็นพวกคุณพ่อคุณแม่ไม่ใช่เหรอคะที่ไม่ยอม แล้วยังบังคับให้เราสองคนผัวเมียต้องส่งเงินค่าเลี้ยงดูมาให้เดือนละ 30 หยวน ครอบครัวเราสี่ชีวิตในเมืองต้องอยู่อย่างกระเบียดกระเสียรเพื่อหาเงินมาส่งให้พวกคุณ”
หลินซู่เกินทำเป็นหูทวนลม ไม่สนใจคำพูดของลูกสะใภ้แม้แต่น้อย เขายังคงหันไปเป่าหูหลานชายต่อ
“แกอยากให้ตัวเองมีชีวิตที่ดี หรืออยากให้แม่ของแกมีชีวิตที่ดี”
“ผม” หลินเหรินเจี๋ยตอบโดยไม่ต้องคิด
“แล้วแกว่าแกตายไปจะดีกว่า หรือให้แม่แกตายไปจะดีกว่า”
“ให้แม่ตาย”
รอยยิ้มของผู้กุมชัยชนะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลินซู่เกิน “ถ้างั้นแกก็ฆ่าแม่แกซะสิ แค่ฆ่ามันแกก็จะได้ทุกอย่าง ทั้งตำแหน่งงานของมัน เงินของมัน แล้วยังจะได้เมียสวยๆ มานอนกอดอีกด้วย”
[จบบท]