บทที่ 12: เสื้อผ้าชุดใหม่
“ค่ะๆ ฉันคิดออกแล้วค่ะ หัวหน้าหลินวางใจได้เลย”
เฉินชิงรับคำส่งๆ ท่าทีเลื่อนลอยไม่ต่างจากคนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำให้คนฟังอย่างหัวหน้าหลินรู้ได้ในทันทีว่าเด็กสาวไม่ได้ใส่ใจในสิ่งที่พูดแม้แต่น้อย
หญิงวัยกลางคนไม่พูดอะไรต่อ เธอใช้ตะเกียบคีบหมูสับชิ้นโตจากชามของตัวเองโปะลงบนหมั่นโถวของเฉินชิง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ ด้วยความเป็นห่วง
“ว่าแต่… ที่บ้านเธอใช้ฟืนเปลืองไหม พอดีฉันมีคนรู้จักที่เขาขายฟืนอยู่ ฟืนของเขาทั้งดีทั้งเยอะ ราคาก็ไม่แพงด้วยนะ สนใจให้เขาเอาไปส่งให้หรือเปล่า”
“คะ?” เฉินชิงที่กำลังเหม่อถึงกับตื่นจากภวังค์
นี่มันสถานการณ์ที่เรียกว่า ‘สวรรค์ประทานหมอนยามนิทรา’ ใช่ไหม?
“ถ้าเงินไม่พอ เดือนแรกฉันจะช่วยออกให้ก่อนก็ได้นะ ไว้มีเมื่อไหร่ค่อยเอามาคืนฉัน” หัวหน้าหลินเสนอทางออกให้อย่างใจดี
น้ำใจของหัวหน้าหลินทำให้เฉินชิงรู้สึกซาบซึ้งจนอยากจะยกให้เป็นบุคคลดีเด่นแห่งปี เธอรีบสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทันที “แล้วคนรู้จักของหัวหน้าต้องการแลกเปลี่ยนกับอะไรเหรอคะ”
“ไข่ไก่หนึ่งฟอง แลกกับฟืนได้สองจิน”
“ฟืนสองจินต่อไข่ไก่หนึ่งฟองเลยเหรอคะ”
เฉินชิงรีบคำนวณราคาในหัวอย่างรวดเร็ว ราคาไข่ไก่ในตลาดตอนนี้ตกฟองละห้าเฟิน นั่นหมายความว่าฟืนแค่สองจินมีราคาสูงถึงห้าเฟินเลยทีเดียว
“โห แพงจังเลยค่ะ!” น้ำเสียงของเฉินชิงแฝงความตกใจเอาไว้ไม่อยู่
“แพงที่ไหนกันยะ” หัวหน้าหลินส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “เขาต้องลำบากขึ้นเขาไปตัดฟืนมาให้ ไหนจะผ่าเป็นท่อนๆ แล้วยังต้องขนมาส่งถึงที่อีก ทั้งหมดนั่นก็มาจากที่ดินของเขาเองด้วยซ้ำ เธอนี่ไม่เคยทำงานบ้านเลยหรือไง ถึงไม่รู้ว่าของพวกนี้มันแพงแค่ไหน”
เฉินชิงได้แต่ยิ้มแหยๆ ไม่กล้าเถียง ก็มันจริงอย่างที่หัวหน้าหลินว่าทุกอย่าง
หากเธอตัดสินใจซื้อฟืนสักหนึ่งร้อยจิน ก็ต้องจ่ายเงินถึงสองหยวนห้าเหมา แต่ดูเหมือนว่าฟืนจำนวนเท่านี้ก็คงจะใช้ได้ไม่นานเท่าไหร่นัก
“ถ้าเธอซื้อทีเดียวหนึ่งร้อยจิน เขาจะแถมฟางข้าวให้สองมัดกับท่อนไม้เล็กๆ สำหรับก่อไฟให้อีกสองมัดนะ ปริมาณขนาดนี้ก็น่าจะพอใช้ได้ทั้งเดือนพอดี” หัวหน้าหลินอธิบายเพิ่มเติม
“อ๋อ… ค่ะ”
เฉินชิงลากเสียงยาวอย่างใช้ความคิด ในใจยังคงรู้สึกสับสนอยู่ไม่น้อย
ก็ใครจะไปคิดล่ะว่าการใช้ชีวิตในยุคนี้มันจะลำบากขนาดนี้ ชาติที่แล้วถึงเธอจะเป็นเด็กกำพร้า แต่ก็ไม่เคยต้องมานั่งกังวลเรื่องฟืนหุงข้าวแบบนี้มาก่อนเลยสักครั้ง
พอมาลองคำนวณดูดีๆ ค่าฟืนเดือนหนึ่งก็ปาเข้าไปตั้งสองหยวนห้าเหมาแล้ว สำหรับคนที่มีเงินเหลือไม่ถึงยี่สิบหยวนอย่างเธอ สถานการณ์ตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากหิมะถล่มทับเลยสักนิด
“ฉันจำได้ว่าถ่านรังผึ้งราคาตันละยี่สิบห้าหยวนไม่ใช่เหรอคะ”
“ใช่จ้ะ แต่แถวบ้านเราไม่ค่อยนิยมใช้กันหรอก เพราะของมันมีน้อย ผลิตไม่ทันความต้องการ ยังไงเธอก็แย่งซื้อกับคนอื่นไม่ทันอยู่ดี”
หากเป็นครอบครัวทางภาคใต้ที่มีสมาชิกสามคน ค่าใช้จ่ายสำหรับถ่านรังผึ้งจะอยู่ที่ประมาณสองหยวนต่อเดือน แต่ถ้าเปลี่ยนมาใช้ฟืนก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสองหยวนห้าเหมา เนื่องจากการซื้อขายฟืนเป็นการตกลงกันเองระหว่างบุคคล ผู้ขายจึงต้องบวกกำไรเข้าไปด้วย ในขณะที่ถ่านรังผึ้งเป็นสินค้าที่รัฐควบคุมราคา จึงมีราคาถูกกว่ามาก
ถ่านรังผึ้งถือเป็นเชื้อเพลิงสำคัญสำหรับให้ความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว ดังนั้นรัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการจัดส่งไปยังพื้นที่ภาคเหนือก่อนเป็นอันดับแรก ส่งผลให้ปริมาณถ่านรังผึ้งในภาคใต้มีค่อนข้างจำกัด
เฉินชิงถอนหายใจยาวเหยียด มิน่าล่ะคนโบราณถึงได้พูดกันว่า ‘ฟืน ข้าวสาร น้ำมัน เกลือ’ เป็นของจำเป็นในการดำรงชีพ เพิ่งจะเข้าใจวันนี้เองว่าฟืนมันมีราคาแพงขนาดนี้!
“ถ้าอย่างนั้นคงต้องรบกวนหัวหน้าหลินแล้วล่ะค่ะ ยังไงถ้าหัวหน้ามีเสื้อผ้าที่อยากจะตัดใหม่ ก็บอกฉันได้เลยนะคะ”
นับเป็นโชคดีที่ในยุคนี้ ช่างฝีมืออย่างช่างตัดเสื้อ ช่างไม้ หรือพ่อครัว ยังสามารถรับงานส่วนตัวเพื่อหารายได้เสริมได้
หัวหน้าหลินมองใบหน้าเหี่ยวแห้งราวกับดอกไม้ขาดน้ำของเฉินชิงแล้วก็อดขำไม่ได้ “ตอนนี้ฉันยังไม่มีอะไรให้ตัดหรอกจ้ะ”
ตัวเธอเลยวัยที่จะมานั่งรักสวยรักงามไปนานแล้ว แถมเงินทุกบาททุกสตางค์ก็มีที่มาที่ไปชัดเจน จะใช้จ่ายอะไรก็ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี
“อย่างนั้นเหรอคะ” เฉินชิงที่เพิ่งได้ลิ้มรสหมูสับแสนอร่อยจากน้ำใจของหัวหน้าหลินกลับมายิ้มร่าได้อีกครั้ง ดวงตาเป็นประกายสดใส
“ถ้าหัวหน้ามีเสื้อผ้าเก่าๆ ที่ขาดเป็นรูก็เอามาให้หนูได้นะคะ เดี๋ยวหนูซ่อมให้ฟรีเลยค่ะ”
“ได้จ้ะ”
หัวหน้าหลินตอบตกลงโดยไม่ลังเล การทำแบบนี้จะทำให้เธอมีข้ออ้างดีๆ ในการแวะไปเยี่ยมเยียนเฉินชิง และถือโอกาสดูความเป็นอยู่ของเด็กน้อยทั้งสองคนไปในตัว
หลังพักกลางวัน ทุกคนต่างแยกย้ายกลับไปยังที่ทำงานของตนเพื่อเริ่มงานในช่วงบ่ายต่อไป
เฉินชิงมีวันหยุดยาวสองวันรออยู่ข้างหน้า เธอจึงตั้งใจว่าจะใช้ช่วงเวลานี้ตัดเย็บชุดสำหรับเด็กผู้ชายให้เสร็จสมบูรณ์ และถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะลองรับงานตัดเย็บสักชิ้นสองชิ้นดู
เด็กทั้งสองคนรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นน้าสาวของพวกเขาใช้เวลาว่างอยู่ในห้อง แทนที่จะแต่งตัวสวยๆ ออกไปเดินอวดโฉมเหมือนเช่นเคย
เฮ่ออวี้ถิงเอ่ยถามพี่ชายด้วยความสงสัย “พี่จ๋า น้ากำลังเย็บผ้าอยู่หรือเปล่า”
“ช่างเถอะน่า พี่จะไปให้อาหารไก่”
บ้านของพวกเขามีสวนหลังบ้านเล็กๆ หากไม่ใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ก็คงจะน่าเสียดายแย่ การเลี้ยงไก่ไว้เก็บไข่กินจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า ‘ธนาคารก้นไก่’
แม่ไก่สองตัวที่บ้านได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเฮ่ออวี้เสียงเป็นอย่างดี พวกมันผลัดกันออกไข่วันละฟองสองฟองสลับกันไป หากวันไหนโชคดีได้ไข่สองฟอง เด็กชายก็จะแอบเก็บไว้หนึ่งฟองเพื่อนำไปต้มให้น้องสาวสุดที่รักของเขากิน
เขาไม่เคยคิดที่จะนำไข่ไปขายที่ตลาดมืด เพราะรู้ดีว่าคงไม่มีใครสนใจจะซื้อของจากเด็กตัวเล็กๆ อย่างเขาหรอก
นอกจากไก่แล้ว ในสวนหลังบ้านยังมีแปลงผักเล็กๆ อีกด้วย แต่เนื่องจากพื้นที่จำกัด ผักที่ปลูกไว้จึงหมดไปตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว และต้องรออีกสักพักกว่าจะเก็บเกี่ยวรุ่นต่อไปได้
เดิมทีเฮ่ออวี้เสียงวางแผนว่าจะทนกินข้าวกับธัญพืชไปก่อน แต่ช่วงนี้น้าสาวของเขาเกิดอาการผิดปกติ เริ่มหยิบยื่นเงินให้ใช้ เขาจึงตัดสินใจนำเงินส่วนนั้นมาซื้อวัตถุดิบทำอาหารดีๆ เพื่อบำรุงร่ายกายเสียหน่อย
ขณะที่เฮ่ออวี้เสียงกำลังง่วนอยู่กับการดูแลสวนหลังบ้าน เฮ่ออวี้ถิงก็ช่วยแบ่งเบาภาระด้วยการตากผ้าที่ลานหน้าบ้าน เสื้อผ้าทั้งหมดถูกพี่ชายบิดจนหมาดแล้ว หน้าที่ของเธอจึงมีเพียงแค่ปีนขึ้นไปบนม้านั่งตัวเล็ก แล้วนำเสื้อผ้าไปแขวนบนราวให้เรียบร้อยเท่านั้น
เฉินชิงที่หมกตัวอยู่ในห้องมาพักใหญ่ ในที่สุดก็สามารถตัดเย็บชุดเด็กผู้ชายได้สำเร็จ เธอจึงรีบเรียกหลานทั้งสองคนเข้ามาหาทันที
สองพี่น้องเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทีประหม่าเล็กน้อย
เฉินชิงคลี่เสื้อผ้าทั้งสองชุดออกให้ดูด้วยความภาคภูมิใจ “เป็นไงล่ะ สวยมากเลยใช่ไหม”
ชุดเดรสที่เธอออกแบบนั้นช่างงดงามเหลือเกิน ลวดลายตารางเล็กๆ บนเนื้อผ้าช่วยเพิ่มมิติและความน่าสนใจให้กับชุดได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบให้เป็นชุดเดรสแขนกุดทรงหลวม ยิ่งขับให้ดูสดใสและเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
เฮ่ออวี้ถิงเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง สองมือเล็กๆ ประสานกันไว้ที่อกด้วยความชื่นชม “สวยจังเลยค่ะ”
ส่วนเฮ่ออวี้เสียงกลับกอดอกพลางเบือนหน้าไปทางอื่น ทำทีเป็นไม่สนใจ ไม่อยากจะเอ่ยชมผู้หญิงคนนี้ให้ได้ใจ
เฉินชิงถึงกับกลอกตา นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นเด็กนะ จะจับมาตีให้ก้นลายเลยเชียว
เสี่ยวอวี้ของเธอน่ารักกว่าเป็นไหนๆ!
“สวยใช่ไหมล่ะ ลองเอาไปเปลี่ยนดูสิ”
“น้าให้หนูเหรอคะ”
เฮ่ออวี้ถิงใช้นิ้วชี้ไปที่ใบหน้าของตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อหู
นับตั้งแต่ที่แม่ของเธอจากไป เสื้อผ้าทุกตัวที่มีก็เก่าซอมซ่อจนแทบจะใส่ไม่ได้ แค่สะกิดเบาๆ ก็ขาดเป็นรูแล้ว ด้วยเหตุนี้เธอจึงต้องซักผ้าอย่างเบามือที่สุด เพราะรู้ดีว่าน้าสาวคงไม่มีวันใจดีซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธออย่างแน่นอน
การได้รับเสื้อผ้าชุดใหม่ในวันนี้ แถมยังเป็นแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน จึงเปรียบเสมือนของขวัญล้ำค่าที่หล่นลงมาจากฟากฟ้า
“แน่นอนสิจ๊ะ ไปเปลี่ยนเร็วเข้า” เฉินชิงยื่นชุดเดรสให้หลานสาว
เฮ่ออวี้ถิงรับชุดมาไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม ดวงตากลมโตที่เคยหม่นหมองบัดนี้กลับเปล่งประกายแห่งความสุขอย่างปิดไม่มิด “ค่ะ!”
เด็กหญิงรีบวิ่งกลับห้องของตัวเองเพื่อไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
เฉินชิงหันไปยื่นชุดอีกชุดให้เฮ่ออวี้เสียงอย่างไม่ใส่ใจนัก “อะ นี่ของเธอ”
“น้าคิดจะทำอะไรครับ”
เฮ่ออวี้เสียงมองน้าสาวด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย ไม่ไว้ใจในเจตนาของเธอเลยสักนิด
“เดี๋ยวพวกเธอสองคนใส่ชุดใหม่นี่ออกไปเดินเล่นข้างนอกนะ ถ้ามีใครถามว่าใครเป็นคนตัดชุดสวยๆ แบบนี้ ก็บอกไปว่าเป็นฝีมือของน้าเอง ค่าจ้างตัดแค่ชุดละสองหยวนเท่านั้น” เฉินชิงอธิบายแผนการตลาดของเธอ
การตัดเย็บเสื้อผ้าเด็กหนึ่งชุดต้องใช้เวลาถึงห้าชั่วโมงเต็ม และด้วยการเย็บด้วยมือ ทำให้เธอสามารถผลิตได้เต็มที่แค่วันละสองชุดเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น การมีรายได้สี่หยวนต่อวันก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
เฮ่ออวี้เสียงที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่ยอมใส่เสื้อผ้าที่น้าสาวให้ พอได้ยินว่าเธอมีแผนการอยู่ในใจ ก็เปลี่ยนความคิดและยอมรับชุดไปใส่แต่โดยดี
ในฐานะตัวร้ายของเรื่องที่โดดเด่นทั้งในช่วงต้นและช่วงปลาย แน่นอนว่ารูปร่างหน้าตาของเขาย่อมไม่ธรรมดา คิ้วเข้มได้รูป ดวงตาคมกริบ โครงหน้าสมส่วน แม้ในตอนนี้จะดูผอมแห้งและมีรอยฟกช้ำอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้บดบังความหล่อเหลาของเขาเลยแม้แต่น้อย
จากเด็กชายในชุดเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ ที่ดูพอไปวัดไปวาได้ เมื่อได้สวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ที่เฉินชิงบรรจงตัดเย็บให้ เขาก็ดูราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
จากเด็กหนุ่มหน้าตาดี กลายเป็นหนุ่มน้อยรูปงามที่ใครเห็นก็ต้องเหลียวมอง!
เฮ่ออวี้ถิงสวมชุดเดรสแสนสวยแล้วหมุนตัวไปรอบๆ ชายกระโปรงบานพลิ้วสะบัดไปตามจังหวะการเคลื่อนไหว เสียงหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุขของเด็กหญิงดังขึ้นไม่ขาดสาย
เมื่อเห็นรอยยิ้มที่สดใสของน้องสาวเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เฮ่ออวี้เสียงก็อดที่จะรู้สึกดีกับน้าสาวขึ้นมาไม่ได้ “ได้ครับ เดี๋ยวพวกเราจะช่วยน้าโปรโมตเอง”
[จบบท]