บทที่ 123: ของขวัญแด่เฮ่ออวี้เสียง
แสงแดดอุ่นลอดผ่านม่านเมฆบางเบา สาดส่องลงมายังลานกว้างของโรงเรียนประถมประจำโรงงานเครื่องจักร
ถึงแม้จะเป็นเดือนกันยายนแล้ว แต่อากาศทางตอนใต้ก็ยังคงอบอ้าวไม่สร่าง ทว่าสายลมที่พัดโชยมาเป็นระยะก็พอจะมอบความเย็นสบายให้ได้สัมผัสบ้าง
ทันทีที่เสียงสัญญาณหมดเวลาเรียนดังก้อง บรรดาเด็กนักเรียนก็ส่งเสียงจอแจขึ้นมาทันควัน คุณครูหลินมองเด็กๆ ที่ทำท่าราวกับจะโบยบินออกจากรั้วโรงเรียนด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเอ่ยปากให้ทุกคนเก็บข้าวของใส่กระเป๋าแล้วมายืนเข้าแถวให้เรียบร้อย
เด็กน้อยต่างวิ่งกรูกันออกจากห้องเรียนอย่างรวดเร็ว คุณครูหลินได้แต่ยืนส่งพวกเขาอยู่หน้าประตูพลางตะโกนด้วยน้ำเสียงที่เริ่มแหบแห้ง
“ค่อยๆ วิ่งกันหน่อยเด็กๆ!”
เด็กที่ยังอยู่ไม่ไกลนักก็พอจะตะโกนตอบกลับมาได้ว่า “ค่า!/ค้าบ!”
ส่วนพวกที่วิ่งไปไกลลิบแล้วนั้น ตอนนี้คงกระโจนเข้าสู่อ้อมแขนของผู้ปกครองที่มารอรับเป็นที่เรียบร้อย
เฮ่ออวี้ถิงวิ่งเข้าไปกอดขาน้าของเธอไว้แน่นพลางส่งยิ้มหวานให้
เฉินชิงยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน เธอโยกตัวไปมาพร้อมกับหลานสาวตัวน้อย “วันนี้ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้างจ๊ะ เรียนยากหรือเปล่า”
“ไม่ยากเลยค่ะคุณน้า ตอนนี้ยังเรียนแค่สระ a เอง ส่วนเลขก็เพิ่งถึงเลข 2 เองค่ะ ช้ามาก” เฮ่ออวี้ถิงเล่าเจื้อยแจ้ว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงสลด
“แถมวันนี้หนูยังได้ที่โหล่ของห้องอีกด้วยนะคะ”
“อ้าว ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ” เฉินชิงคว้ามือเล็กๆ ของหลานสาวมาจูง เธอรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย เพราะจำได้ว่าเฮ่ออวี้เสียงเคยสอนบทเรียนพวกนี้ให้น้องสาวไปหมดแล้ว
เฮ่ออวี้ถิงก้มหน้างุดอย่างผิดหวัง “ก็วันนี้มีคาบเรียนแรงงาน แต่คุณครูไม่ยอมให้หนูทำงานนานๆ นี่คะ หนูเลยได้ทำไปแค่ครึ่งคาบเอง กลายเป็นคนที่ทำงานน้อยที่สุดในห้องไปเลย”
อันที่จริงตามเกณฑ์อายุแล้ว เฮ่ออวี้ถิงควรจะยังเรียนอยู่ชั้นอนุบาลด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่โรงเรียนในยุคนี้ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องอายุมากนัก ขอเพียงเด็กคนไหนดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องให้ใครคอยเช็ดก้นให้ ก็สามารถเข้าเรียนชั้นประถมได้ทันที
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ปกครองบางคนก็อยากจะลดภาระการรับส่งลูกบ่อยๆ จึงเลือกที่จะส่งลูกเข้าเรียนช้ากว่าเกณฑ์ ทำให้ช่วงอายุของเด็กนักเรียนชั้นประถมปีที่ 1 นั้นกว้างมาก ตั้งแต่ 4 ขวบไปจนถึง 9 ขวบเลยทีเดียว
คุณครูคงเห็นว่าเฮ่ออวี้ถิงยังเล็กกว่าใครเพื่อน แถมยังเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย จึงอดที่จะลำเอียงไม่ได้ อยากให้เด็กหญิงได้พักผ่อนเยอะๆ ไม่อยากให้ต้องเหนื่อยหนัก
เฉินชิงฟังแล้วก็อดสงสัยไม่ได้
“คาบแรงงานมันเหนื่อยไม่ใช่เหรอจ๊ะ ได้พักก็ดีแล้วนี่นา”
“ก็เหนื่อยค่ะ แต่หนูทำงานเร็วนะคะ หนูอยากเป็นที่หนึ่ง!”
“มีพี่อยู่ทั้งคน ฝันไปเถอะว่าจะได้ที่หนึ่ง ยังไงพี่ก็ต้องชนะอยู่แล้ว” เฮ่ออวี้เสียงที่เดินตามมาพูดแทรกขึ้นอย่างไม่ไว้หน้า
เฮ่ออวี้ถิงหันขวับไปเท้าสะเอวใส่พี่ชาย จ้องตาเขม็ง
“แต่ตอนนี้พี่ก็ไม่ใช่ที่หนึ่งสักหน่อย คนที่เป็นที่หนึ่งคืออ่ายเจี่ยวหู่ต่างหากค่ะ!”
“จะไปขยันที่โรงเรียนให้มันได้อะไรขึ้นมา ไม่ได้มีคะแนนงานให้สักหน่อย โง่จริงๆ เลยนะน้องเนี่ย”
พอเห็นน้องสาวทำหน้าเศร้าเพราะเรื่องที่ได้ทำงานน้อยกว่าคนอื่น เฮ่ออวี้เสียงก็ชักเป็นกังวลขึ้นมาว่าสมองของน้องสาวเขาอาจจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า
ปล่อยให้อ่ายเจี่ยวหู่บ้าพลังไปคนเดียวก็พอแล้ว แต่นี่น้องสาวของเขากลับอยากจะไปแข่งขันแย่งชิงความเป็นที่หนึ่งในเรื่องที่ไร้สาระแบบนั้นด้วย
เฮ่ออวี้ถิงถูกพี่ชายดุเข้า ก็รีบหันหน้าไปซบน้าสาวเพื่อหาที่พึ่ง แต่สายตาของเฉินชิงกลับวูบไหวราวกับจะเห็นดีเห็นงามกับคำพูดของพี่ชายเธอ
ดวงตาของเด็กหญิงเบิกกว้าง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความน้อยใจ
เฉินชิงอึกอัก ไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาปลอบใจหลานโดยที่ไม่ต้องโกหก
“หนูกำลังอยู่ในวัยกำลังโตนะจ๊ะ เอาไว้รอให้หนูตัวโตกว่านี้อีกหน่อย ค่อยไปแข่งกับเพื่อนๆ เขาก็ยังไม่สายนี่นา”
“แล้วหนูต้องทำยังไงถึงจะสูงเร็วๆ ล่ะคะ”
“อืม...ก็ต้องกินข้าวเยอะๆ ไงจ๊ะ”
เฮ่ออวี้ถิงรีบชูนิ้วขาวป้อมทั้งสามนิ้วขึ้นมาทันที “ถ้าอย่างนั้นหนูกินข้าววันละ 3 ชามเลยดีไหมคะ”
“ดูจะเยอะเกินไปหน่อยนะจ้ะ” เฉินชิงไม่ได้ขัดสนเงินทองจนซื้อข้าวให้หลานสามชามไม่ได้ แต่เธอเป็นห่วงว่าหลานจะกินจนท้องอืดมากกว่า
เด็กเล็กๆ พอกินอิ่มจัดก็มักจะอาหารไม่ย่อย ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ตัวร้อนเป็นไข้ได้ ร่างกายของเฮ่ออวี้ถิงก็เปราะบางอยู่แล้ว เฉินชิงจึงกลัวว่าหลานจะรับไม่ไหว
“ต่อให้กินสิบชาม น้องก็ยังเป็นยัยเตี้ยม่อต้ออยู่ดีนั่นแหละ” เฮ่ออวี้เสียงกรอกตาอย่างรำคาญ
“หนูไม่เอา!”
เฮ่ออวี้ถิงไม่ชอบเลยที่ตัวเองตัวเตี้ยแบบนี้
ขนาดแค่เล่นกระโดดยาง เธอยังผ่านไปได้ไม่ถึงสองด่านด้วยซ้ำ
เด็กหญิงก้มลงมองขาสั้นๆ ของตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วหันกลับไปจับมือน้าสาวแกว่งไปมาออดอ้อน “คุณน้าคะ โตขึ้นหนูจะสูงแล้วก็สวยเหมือนคุณน้าได้ไหมคะ”
“หนูจะต้องสูงแล้วก็สวยกว่าน้าแน่นอนจ้ะ”
“ไม่มีทางหรอกค่ะ คุณน้าของหนูสวยที่สุดในโลกแล้ว” เฮ่ออวี้ถิงยืนกรานอย่างหนักแน่น
หัวใจของเฉินชิงพองโตด้วยความเอ็นดู “เด็กคนนี้นี่ ทำไมถึงได้ปากหวานอย่างนี้นะ”
“หนูพูดเรื่องจริงนะคะ!” เฮ่ออวี้ถิงยืนยันด้วยสีหน้าจริงจัง
เฉินชิงหัวเราะร่าอย่างมีความสุข “จ้าๆ หลานสาวของน้าน่ารักที่สุดในโลกเลย”
เฮ่ออวี้เสียงที่ฟังอยู่ได้แต่เบ้ปากอยู่ในใจ
ต้องบอกว่าสองน้าหลานคู่นี้หลงตัวเองที่สุดในโลกต่างหาก
“เดินให้มันเร็วๆ หน่อยสิครับ”
“รู้แล้วน่า จะเร่งอะไรนักหนา” เฉินชิงนึกไปถึงเนื้อเรื่องในนิยายที่เฮ่ออวี้เสียงดูเหมือนจะมีใจให้นางเอกอยู่บ้างในช่วงท้าย แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับพระเอกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร
ก็ปากคอเราะรายแบบนี้นี่แหละ
จะมีผู้หญิงที่ไหนอยากได้เป็นแฟนกัน!
ขนาดนางเอกที่เคยเทิดทูนเขาดั่งแสงจันทร์สีขาวนวลในใจ ยังเคยถูกเขาพูดจาทำร้ายจนร้องไห้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
เฮ่ออวี้เสียงขี้เกียจจะทนรอสองน้าหลานที่เดินอ้อยอิ่ง เขาจึงวิ่งนำกลับบ้านไปก่อน
เด็กชายกลับถึงบ้านก็ตรงไปให้อาหารไก่ ถอนหญ้าในแปลงผัก ก่อนจะตักน้ำขึ้นมารดผักทีละถังๆ
ตอนนี้ในแปลงผักของเขาเต็มไปด้วยกะหล่ำดอก กุยช่าย และตั้งโอ๋ ส่วนริมขอบแปลงก็ยังคงเป็นที่อยู่ของต้นหอม ขิง และกระเทียมเช่นเคย
การปลูกผักครั้งก่อนๆ ไม่ค่อยได้ผลดีนัก แต่ตอนนี้เขาได้เคล็ดลับจากคุณครูในคาบแรงงานมาแล้ว ทุกอย่างจึงดูเป็นระบบระเบียบมากขึ้น
อีกไม่เกินหนึ่งเดือน ที่บ้านก็จะได้กินกุยช่ายสดๆ ตามมาด้วยตั้งโอ๋และกะหล่ำดอก เท่านี้ก็ช่วยประหยัดเงินในบ้านไปได้อีกเยอะ!
หลังจากจัดการเรื่องในสวนครัวเสร็จเรียบร้อย เฮ่ออวี้เสียงก็เดินเข้าครัว เป็นจังหวะเดียวกับที่เฉินชิงและน้องสาวกลับมาถึงพอดี
เขาไม่ได้สนใจคนทั้งคู่ แต่หยิบฟืนสองสามท่อนมาวางบนตอไม้แล้วใช้มีดผ่าออกเป็นชิ้นๆ เพื่อเตรียมก่อไฟหุงข้าว
เฮ่ออวี้ถิงวางกระเป๋านักเรียนลงแล้วรีบเข้าไปช่วยพี่ชาย เด็กน้อยทั้งสองคนผลัดกันไปตักน้ำ ต้มน้ำอย่างขยันขันแข็ง
ระหว่างนั้น สายตาของเฮ่ออวี้เสียงก็เหลือบไปเห็นเฮ่อหย่วนที่ยืนมองมาด้วยแววตาซับซ้อนยากจะคาดเดา แม้ในใจจะนึกดูแคลน แต่เมื่อเห็นว่าเป็นเจ้านาย เด็กชายก็ยังคงรักษาท่าทีเอาไว้เป็นอย่างดี ไม่แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาให้ใครเห็น
เงินแค่หนึ่งเฟินก็ยังเรียกว่าเงิน
แล้วนี่ตั้งหนึ่งเหมาเชียวนะ!
ยิ่งมองการกระทำของเฮ่ออวี้เสียง เฮ่อหย่วนก็ยิ่งรู้สึกสับสนในใจ สุดท้ายเขาจึงเลือกที่จะหันหลังกลับไปเขียนจดหมายต่อ
บรรดาเพื่อนบ้านในบ้านพักรวมมักจะช่างพูดช่างคุย พอเห็นเฮ่ออวี้ถิงเดินผ่านมาก็เอ่ยปากทักทาย “เป็นไงจ๊ะวันนี้ เรียนอะไรมาบ้างเอ่ย”
“เรียนเลข 2 ค่ะ” เด็กหญิงตอบอย่างนอบน้อม
“แล้วเขียนเป็นหรือยังล่ะ”
“เป็นแล้วค่ะ”
“โอ้โห เก่งจริงๆ เลยนะอวี้ถิง”
“ขอบคุณค่ะคุณป้า แต่ตอนนี้หนูต้องขอตัวกลับไปเก็บผ้าก่อนนะคะ”
“จ้าๆ ไปเถอะ”
เฮ่ออวี้ถิงวิ่งกลับเข้าบ้าน เธอมุ่งตรงไปยังห้องของน้าสาวก่อนเป็นอันดับแรก
เฉินชิงกำลังก้มหน้าก้มตาวาดรูปอะไรบางอย่างอยู่
เด็กหญิงรีบเขย่งปลายเท้าเพื่อชะเง้อดู
“ปีนขึ้นมานี่สิจ้ะ” เฉินชิงตบลงบนตักของตัวเองเบาๆ
เฮ่ออวี้ถิงปีนขึ้นไปนั่งบนตักน้าอย่างว่าง่าย ในกระดาษวาดเขียนปรากฏภาพของเด็กชายตัวน้อยที่กำลังเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง ฟันหน้าของเขาหลอไปซี่หนึ่งจนเป็นโพรงสีดำ ดูคุ้นๆ เหมือนจะเป็นพี่ชายของเธอ!
“นี่พี่ชายนี่คะ!”
“ใช่แล้วจ้ะ ใกล้วันเกิดพี่ชายของหนูแล้ว น้าเลยเตรียมของขวัญให้เขาอยู่ สัญญากับน้าได้ไหมว่าจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใคร”
วันเกิดของพวกเขาทั้งสามคนอยู่ใกล้กันมาก คือในเดือนตุลาคมนี้เอง เริ่มจากวันเกิดของเฉินชิงก่อน ตามด้วยเฮ่ออวี้เสียง และปิดท้ายด้วยเฮ่ออวี้ถิง
เฉินชิงตั้งใจว่าจะให้ซองแดงก้อนโตกับเฮ่ออวี้เสียง พร้อมกันนั้นก็จะมอบสมุดภาพเล่มเล็กๆ ที่วาดขึ้นเองเป็นของขวัญอีกชิ้น
เผื่อว่าในอนาคตเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จะได้ย้อนกลับมาดูภาพของตัวเองในวัยเด็กได้
เฮ่ออวี้ถิงพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน พลางจ้องมองปลายพู่กันของน้าที่กำลังตวัดวาดเป็นรูปของเธอ
“แล้วนั่นใช่หนูหรือเปล่าคะ”
ในภาพนั้นคือเด็กผู้หญิงที่มัดผมแกละสองข้างอย่างน่ารักน่าเอ็นดู แก้มของเธอกลมป่องอมชมพูระเรื่อ กำลังยิ้มกว้างจนดวงตาหยีเป็นสระอิ
“ใช่แล้วจ้ะ นี่เป็นภาพตอนที่เราสามคนกำลังนั่งกินข้าวด้วยกัน”
เฉินชิงไม่ลืมที่จะวาดรูปตัวเองลงไปในภาพด้วย
เธอและเฮ่ออวี้ถิงมีกรอบคำพูดที่ดูเป็นการสนทนากันอย่างชัดเจน ในขณะที่ของเฮ่ออวี้เสียงนั้นเป็นเพียงกรอบความคิดเล็กๆ ที่กำลังบ่นอุบอิบอยู่คนเดียวในใจ
เฮ่ออวี้ถิงค่อยๆ ไถลตัวลงจากตักของน้าสาว “ถ้างั้นคุณน้าวาดต่อเถอะค่ะ หนูจะไม่อยู่กวนแล้ว”
“จ้ะ เด็กดี” เฉินชิงลูบศีรษะหลานสาวเบาๆ
เด็กหญิงวิ่งตื๋อไปหาพี่ชายที่กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความอิจฉา “พี่จ๋า พี่ต้องทำดีกับคุณน้าให้มากๆ เลยนะ”
“ไปเก็บผ้าได้แล้ว” เฮ่ออวี้เสียงสั่งโดยไม่หันมามอง
เขาตักน้ำมันหมูลงไปในกระทะเพียงเล็กน้อย ก่อนจะโยนใบมันเทศที่เด็ดเตรียมไว้ลงไปผัด เสียงฉ่าดังขึ้นทันทีที่ผักสัมผัสกับความร้อน เฮ่ออวี้เสียงใช้ตะหลิวพลิกกลับไปมาอย่างคล่องแคล่ว
เฮ่ออวี้ถิงส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ เธอโน้มตัวไปข้างหน้า กำหมัดแน่นแล้วตะโกนใส่พี่ชายสุดเสียง
“พี่น่ะ เป็นคนที่โง่ที่สุดในโลกเลย!”
พูดจบก็รีบวิ่งแน่บไปเก็บผ้าตามที่พี่ชายสั่งทันที
[จบบท]