บทที่ 128: บทลงทัณฑ์
“ถุย! นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ถ้าไม่ใช่เพราะแก ครอบครัวฉันป่านนี้ก็ยังสุขสบายดีอยู่หรอก วันนี้ฉันจะสั่งสอนนังสวะอย่างแกให้รู้สำนึกเสียบ้าง”
แม่เฒ่าหลินถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างไม่เกรงใจใคร
ในเมื่อชีวิตนี้ไม่เหลืออะไรให้ต้องห่วงหาอาทรอีกแล้ว สู้ลากคนที่ยังมีอนาคตสดใสอย่างเฉินชิงไปลงนรกด้วยกันน่าจะดีกว่า ไหนจะหน้าที่การงาน ไหนจะหน้าตาสะสวยที่ทำให้ผู้ชายมากหน้าหลายตาต่างพากันหมายปอง คิดแบบนี้แล้วยังไงเธอก็ไม่มีวันขาดทุน
หญิงชราอาศัยจังหวะที่ผู้คนกำลังชุลมุน กัดเข้าที่แขนของชายคนหนึ่งที่พยายามรั้งตัวเธอไว้จนสุดแรง เขาเผลอปล่อยมือออกด้วยความเจ็บปวด เธอจึงไม่รอช้าที่จะพุ่งเข้าไปหมายจะสู้ตายกับเฉินชิงให้รู้แล้วรู้รอด
เพียะ!
ฝ่ามือของเฉินชิงฟาดลงบนใบหน้าเหี่ยวย่นของหญิงชราอย่างจัง
แม่เฒ่าหลินยกมือกุมแก้มที่ร้อนผ่าวพลางกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ
“นังผู้หญิงชั้นต่ำ ไม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่ แกกล้าดียังไงมาตบฉัน”
“ตบงั้นเหรอ ฉันอยากจะฆ่าแกให้ตายซะด้วยซ้ำ”
เฉินชิงขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจที่แขนซ้ายยังคงบาดเจ็บจนไม่สามารถใช้งานได้ เธอจึงระบายความโกรธทั้งหมดไปที่ปลายเท้าแล้วฟาดแข้งออกไปสุดแรง
แม่เฒ่าหลินไม่ทันได้ระวังตัวจึงถูกเรี่ยวแรงมหาศาลนั้นเตะเข้าอย่างจังจนล้มกลิ้งลงไปกับพื้น
เมื่อเห็นว่าเฉินชิงไม่ได้แค่ขู่ แต่ดูเหมือนจะมีฝีไม้ลายมืออยู่พอตัว ความคิดที่จะลากเธอไปตายด้วยกันก็มลายหายไปสิ้น แม่เฒ่าหลินยังคงรักตัวกลัวตายอยู่ จึงพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต
“ช่วยด้วย แกจะทำอะไรฉันน่ะ อย่าเข้ามานะ”
“ฉันจะพิพากษาแกแทนสวรรค์เอง” เฉินชิงกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างหัวเสียเมื่อไม่เห็นสิ่งของใดพอจะใช้เป็นอาวุธได้ เธอจึงตัดสินใจถอดรองเท้าข้างหนึ่งออกมาแล้วปาใส่หญิงชราที่กำลังวิ่งหนีอย่างสุดแรง
ฟิ้ว!
รองเท้าลอยละลิ่วไปกระทบศีรษะของแม่เฒ่าหลินอย่างแม่นยำจนเธอหน้าคะมำล้มคว่ำลงไปอีกครั้ง
“โอ้โห” เสียงอุทานดังขึ้นจากกลุ่มจีนมุง
กลุ่มคนที่กำลังจะเดินทางไปโรงพยาบาลพร้อมกับเด็กๆ ต่างพากันหยุดชะงักเพื่อดูเหตุการณ์ตรงหน้า เมื่อเห็นเฉินชิงแสดงอิทธิฤทธิ์ เหล่าผู้ใหญ่ต่างพยายามเก็บสีหน้าตื่นตระหนกไว้ แต่พวกเด็กๆ กลับตัวสั่นเทาด้วยความกลัว
สมแล้วที่เป็นเธอ ดุร้ายเสียยิ่งกว่าอะไรดี
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้สติกลับมาเต็มร้อย เฉินชิงก็กระโจนเข้าใส่ร่างของแม่เฒ่าหลินอีกครั้ง ก่อนจะใช้รองเท้าในมือฟาดลงไปบนตัวของหญิงชราไม่ยั้ง ทั้งซ้ายและขวา
“ถ้าแกไม่พอใจฉัน ก็มาลงที่ฉันสิ คิดยังไงถึงไปทำร้ายหลานฉัน”
“คิดถึงผัวแกมากนักใช่ไหม ได้เลย เดี๋ยวฉันจะส่งแกตามไปอยู่ด้วย จะได้ไม่ต้องมานั่งพร่ำเพ้อหาเขาอยู่อย่างนี้”
เสียงรองเท้ากระทบเนื้อดังขึ้นเป็นจังหวะสลับกับเสียงร้องโหยหวนขอความช่วยเหลือของแม่เฒ่าหลิน
ภาพที่เห็นช่างน่าหวาดหวั่นเสียจริง
หลายคนเริ่มเกรงว่าหากปล่อยไว้เฉินชิงอาจพลั้งมือฆ่าคนตายขึ้นมาจริงๆ เรื่องราวคงจะจบลงไม่สวยแน่ จึงตัดสินใจเข้าไปดึงตัวเธอออกมา
แม้เพียงแค่สัมผัสเบาๆ ที่แขนซ้ายก็สร้างความเจ็บปวดให้เฉินชิงได้แล้ว แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังไม่ยอมปล่อยมือง่ายๆ กลับใช้แรงที่เหลืออยู่กระชากกลุ่มผมของแม่เฒ่าหลินอย่างแรง
“อ๊ากกก”
เสียงกรีดร้องบาดหูของแม่เฒ่าหลินดังเสียดแทงไปทั่วบริเวณ
หนังศีรษะของเธอมีเลือดสีแดงสดไหลซึมออกมา ไม่ต้องพูดถึงใบหน้าที่ตอนนี้ทั้งบวมปูดและเขียวช้ำจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
คนที่คิดจะเข้าไปช่วยหญิงชราต่างพากันชะงักงันด้วยความลังเล พวกเขากลัวว่าลูกหลงอาจจะมาโดนตัวเองเข้า
เสี่ยวอวี้ยืนปรบมือด้วยความดีใจ เธอป้องปากทำเป็นโทรโข่งแล้วตะโกนให้กำลังใจน้าสาวของเธอ
“คุณน้าเฉินชิงเก่งที่สุดเลยค่ะ คุณน้าของหนูเก่งที่สุดในโลก”
ทุกคนที่ได้ยินต่างพากันตกตะลึง
คงถึงคราวอวสานแล้ว
จอมมารหญิงคนใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาประดับวงการเสียแล้ว
เฉินชิงสวมรองเท้ากลับเข้าที่เดิม ก่อนจะยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
ในฐานะผู้ปกครอง เธอต้องสอนให้เด็กๆ รู้จักที่จะปกป้องตัวเองและตอบโต้เมื่อถูกทำร้าย
เฉินชิงมองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างพากันเงียบกริบ เธอจึงหันไปพูดกับร่างที่นอนบิดตัวด้วยความเจ็บปวดบนพื้น
“เงินก้อนนั้นเป็นเงินที่ผัวแกจะเอาไปจ่ายหนี้พนัน เขาต่างหากที่ทำให้หลานชายกับลูกสะใภ้ของแกต้องมาตาย แต่แกกลับไม่ยอมรับความจริงแล้วโยนความผิดทั้งหมดมาให้ฉัน แกนี่มันน่าสมเพชจริงๆ”
“พวกที่คิดอกุศลแบบนั้นได้ ถ้าไม่ใช่คนโง่เง่า ก็คงเป็นพวกขี้อิจฉาที่ทนเห็นคนอื่นได้ดีกว่าตัวเองไม่ได้ สำหรับขยะอย่างแก ฉันขี้เกียจจะเสียเวลาสั่งสอนแล้ว”
บรรดาผู้คนที่เคยคล้อยตามคำพูดของแม่เฒ่าหลิน เมื่อได้เห็นสภาพใบหน้าที่บวมเป่งและหนังศีรษะที่อาบไปด้วยเลือดของเธอ ก็พากันเปลี่ยนความคิดแทบไม่ทัน
เฉินชิงคือวีรสตรีที่เคยได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากทางการเชียวนะ
เธอไม่มีทางทำอะไรผิดพลาดได้หรอก
เธอคือฝ่ายถูกเสมอ
เฉินชิงเมินเฉยต่อร่างที่นอนร้องครวญครางอยู่บนพื้น เธอรีบวิ่งเข้าไปดูอาการของเฮ่ออวี้เสียงด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นเลือดที่ไหลซึมออกมาจากท้ายทอยของเขา ปลายนิ้วของเธอก็สั่นระริก ขอบตาพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“เฮ่ออวี้เสียง เธอเจ็บมากไหม เราไปโรงพยาบาลกันนะ”
เธอหันไปโค้งตัวให้สิงเจี้ยนไป่ “สหายตำรวจคะ ต้องรบกวนคุณช่วยแบกเขาไปส่งโรงพยาบาลหน่อย”
สิงเจี้ยนไป่ยังคงยืนนิ่งอึ้งกับภาพที่เกิดขึ้น
เมื่อไม่กี่นาทีก่อน เธอยังเป็นนางมารร้ายที่พร้อมจะขย้ำทุกคนที่ขวางหน้า
แต่ตอนนี้เธอกลับกลายเป็นคุณน้าที่แสนดีไปเสียแล้ว
สิงเจี้ยนไป่พยักหน้ารับคำแล้วจึงเดินนำไปยังโรงพยาบาล
เฮ่ออวี้เสียงเห็นแววตากังวลของน้าสาวจึงเอ่ยปากปลอบ
“น้าไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมไม่ตายง่ายๆ หรอก แต่ถ้าผมตายไปจริงๆ ผมสัญญาว่าจะไม่เอาเรื่องที่น้าชอบทำร้ายผมไปฟ้องคุณตากับคุณยายแล้วก็แม่เด็ดขาด”
“หยุดพูดจาไร้สาระเดี๋ยวนี้นะ”
เฉินชิงอยากจะฟาดเด็กปากเสียคนนี้สักทีสองที
เฮ่ออวี้เสียงกลอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย
เขาใช้เวลากว่าครึ่งปีวาดฝันว่าหากตายไปแล้วได้ลงนรก จะไปฟ้องคุณตากับคุณยายรวมถึงพ่อแม่ของเขาเรื่องวีรกรรมของน้าสาวอย่างไรบ้าง เขาถึงขนาดร่างบทพูดเตรียมไว้เป็นพันๆ แบบ แต่พอนึกจะใจดีไม่เอาความขึ้นมา น้าสาวตัวดีกลับมาห้ามเขาเสียอย่างนั้น
ช่างเถอะ
เห็นทีคงต้องฟ้องสถานเดียว
ใครใช้ให้เธอทำตัวโหดร้ายน่ากลัวแบบนี้กันเล่า
สิงเจี้ยนไป่เคยเป็นทหารมาก่อน การแบกเด็กชายตัวเล็กๆ จึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นสำหรับเขา เขายังคงก้าวเดินได้อย่างมั่นคงผิดกับหยางซิวจิ่นที่เดินตามมาข้างๆ ซึ่งหอบหายใจจนตัวโยน
ก็ขนาดโดนเฉินชิงตบแค่ครั้งเดียวยังล้มทั้งยืน จะไปคาดหวังให้เขามีพละกำลังอะไรได้
หยางอี้เหอถามพ่อของเธอด้วยความเป็นห่วง
“พ่อคะ พ่อไม่ไหวแล้วเหรอคะ ถ้าอย่างนั้นปล่อยหนูลงเถอะค่ะ หนูเดินเองได้นะ”
หยางซิวจิ่นกัดฟันกรอด เส้นเลือดบนหน้าผากปูดนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด “ไม่ ต้อง”
ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายมันค้ำคอ จะให้ยอมรับว่าตัวเองไม่ไหวได้อย่างไร
เฉินชิงเหลือบมองภาพนั้นแต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากเยาะเย้ยอะไรหยางซิวจิ่น
หยางอี้เหอคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเสี่ยวอวี้เอาไว้ หากไม่ใช่เพราะแขนของเธอบาดเจ็บจนไม่สามารถอุ้มใครได้ เธอก็อยากจะอาสาอุ้มเด็กหญิงวิ่งไปส่งโรงพยาบาลด้วยตัวเอง
นางเอกของเรื่องช่างมีจิตใจดีงามสมกับที่นักเขียนได้บรรยายไว้ไม่มีผิด
ในนิยายต้นฉบับ หยางซิวจิ่นถูกขนานนามว่าเป็นพ่อที่คลั่งรักลูกสาวเป็นอย่างมาก ตอนแรกเธอก็ไม่ค่อยจะเชื่อเท่าไหร่นัก แต่เมื่อได้เห็นความเป็นห่วงเป็นใยที่เขามีต่อลูกสาวในวันนี้ เธอก็เริ่มจะคล้อยตามขึ้นมาบ้างแล้ว
ในที่สุดทุกคนก็เดินทางมาถึงโรงพยาบาลของโรงงานเครื่องจักร และรีบตามหมอมาดูอาการของเด็กทั้งสองคนทันที
หลังจากการตรวจอย่างละเอียดก็พบว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
มีเพียงศีรษะของเฮ่ออวี้เสียงที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าก๊อซจนหนาเตอะ
กลายเป็นว่าตอนนี้ จากสมาชิกครอบครัวทั้งหมดสามคน มีคนเจ็บอยู่ถึงสองคน และคนที่เคยอ่อนแอที่สุดอย่างเสี่ยวอวี้กลับกลายเป็นคนที่แข็งแรงที่สุดในบ้านไปเสียแล้ว
เฉินชิงรอจนกระทั่งแผลของเฮ่ออวี้เสียงได้รับการทำความสะอาดและพันผ้าเรียบร้อยแล้ว เธอจึงหันไปโค้งคำนับ 90 องศาให้สิงเจี้ยนไป่เพื่อแสดงความขอบคุณ
“สหายตำรวจคะ วันนี้ต้องขอบคุณคุณมากจริงๆ ค่ะ รวมไปถึงสหายท่านอื่นๆ ที่กรุณาช่วยเหลือเฮ่ออวี้เสียงและเสี่ยวเหอด้วยนะคะ ไว้ฉันจัดการธุระทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจะไปขอบคุณทุกคนอย่างเป็นทางการอีกครั้งค่ะ”
สิงเจี้ยนไป่โบกมือปฏิเสธ “การรับใช้ประชาชนคือหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ”
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรให้ช่วยเหลือแล้ว เขาจึงขอตัวกลับไปพักผ่อนที่บ้าน
ทันทีที่สิงเจี้ยนไป่เดินจากไป หยางซิวจิ่นก็รีบเดินเข้ามาหาเฉินชิงพร้อมกับสะกิดที่หลังของลูกสาวเบาๆ
ความหมายของเขานั้นชัดเจนยิ่งกว่าอะไรดี เขากำลังทวงบุญคุณนั่นเอง
ในเมื่อลูกสาวของเขาคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเฮ่ออวี้ถิงไว้ เฉินชิงก็ไม่ควรที่จะลำเอียง
แน่นอนว่าเฉินชิงไม่มีทางทำเช่นนั้น
เธอย่อตัวลงตรงหน้าหยางอี้เหอแล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เสี่ยวเหอ หนูอยากได้อะไรเป็นพิเศษไหมจ๊ะ”
เรื่องของขวัญแทนคำขอบคุณนั้น หยางซิวจิ่นได้ติวเข้มหยางอี้เหอมาเป็นอย่างดีแล้ว
แผนแรกคือให้เธอบอกว่าอยากได้แม่เลี้ยงคนใหม่
ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะถูกปฏิเสธ
เขาจึงคิดแผนสำรองที่มั่นใจว่าเฉินชิงจะต้องตอบตกลงร้อยเปอร์เซ็นต์ขึ้นมา นั่นก็คือการเชิญทั้งสองครอบครัวมารับประทานอาหารร่วมกัน
หยางอี้เหอส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “ไม่ต้องหรอกค่ะ”
ในเมื่อพ่อของเธอเป็นคนวางแผนใส่ร้ายเสี่ยวอวี้ตั้งแต่แรก หากเธอยังหน้าด้านรับของขวัญอีกก็คงจะเลวเกินไปแล้ว
สีหน้าของหยางซิวจิ่นเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมในทันที
ลูกสาวของเขากำลังพูดอะไรออกมา
เฉินชิงเห็นแววตาจริงใจของเด็กหญิงจึงลูบหัวเธอเบาๆ “หนูเป็นเพื่อนกับเสี่ยวอวี้นี่นา ต่อไปนี้เรียกฉันว่าน้าก็ได้นะจ๊ะ ไว้ถึงวันปีใหม่เมื่อไหร่ น้าจะตัดชุดสวยๆ ให้หนูสักชุดดีไหม”
ดวงตาของหยางอี้เหอทอประกายสดใส “คุณน้าคะ”
เฉินชิงยิ้มรับอย่างเอ็นดู
หยางอี้เหอรีบพูดต่อ “ไม่ต้องลำบากตัดชุดให้หนูหรอกค่ะ คุณพ่อของหนูมีเงินซื้อให้ได้”
หยางซิวจิ่นหลับตาลงอย่างอ่อนแรง
ลูกสาวของเขาช่างโง่เขลาเสียจริง
โง่เสียจนไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยาย
เฉินชิงไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำพูดของเด็กหญิง เธอเพียงแค่บอกให้หยางอี้เหอไปเล่นกับเสี่ยวอวี้และเฮ่ออวี้เสียง
หยางซิวจิ่นกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง
แต่เฉินชิงก็ชิงพูดตัดบทขึ้นมาก่อน “คุณกำลังรีบร้อนจะไปไม่ใช่หรือคะ”
[จบบท]