บทที่ 129: ค่ำคืนแห่งฝันร้าย
ขณะที่แพทย์กำลังสาละวนอยู่กับการตรวจร่างกายเด็กๆ หยางซิวจิ่นก็แสดงท่าทีร้อนรนออกมาอย่างไม่ปิดบัง แม้จะพยายามวางท่าทีให้ดูอ่อนโยน แต่ความกระวนกระวายใจนั้นกลับฉายชัดผ่านแววตาและการกระทำที่ดูแข็งกร้าวไปเสียหมด
ไม่นานนักลูกน้องของเขาก็ปรากฏตัวขึ้นเพื่อรายงานเรื่องเร่งด่วนบางอย่างวนไปวนมาอยู่หลายครั้ง ช่างเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจเสียจริงที่ไม่ว่าธุระนั้นจะสำคัญเพียงใด แต่กลับไม่มีอะไรเทียบเท่าความปลอดภัยของลูกสาวตัวเองได้เลย
หยางซิวจิ่นเหลือบมองลูกน้องด้วยสายตาตำหนิ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายแสดงอาการร้อนรนจนแทบทนไม่ไหว เขาก็จำต้องยอมละทิ้งความคิดที่จะใช้โอกาสนี้ในการสานสัมพันธ์กับเฉินชิงไปอย่างน่าเสียดาย
“ผมต้องขอโทษด้วยจริงๆ ที่ครั้งนี้คงจะอยู่เป็นเพื่อนคุณต่อไม่ได้แล้ว ไว้โอกาสหน้าเราค่อยหาเวลาคุยกันใหม่นะครับ”
เฉินชิงคลี่ยิ้มบางเบาเป็นการตอบรับ พลางคิดในใจอย่างระอา ‘รีบไปสักทีเถอะพ่อคุณ เหมือนคนสติไม่ดีไม่มีผิด’
ที่โรงพยาบาลในวันนั้นยังมีแม่ของหวังเหวินหมิงอยู่ด้วย เธอแสดงท่าทีหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเฉินชิง
ทั้งกลัวว่าจะถูกทำร้ายร่างกายและกลัวว่าจะต้องชดใช้ค่าเสียหาย เพราะลูกชายตัวดีของเธอคือต้นคิดที่ชวนเพื่อนๆ ไปตกปลากันตั้งแต่แรก
เฉินชิงเห็นดังนั้นจึงรีบเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัด
“เรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเองค่ะที่ดันไปมีเรื่องกับคนอื่นเอาไว้ก่อนหน้านี้ จนทำให้ทุกคนต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย ตั๋วเนื้อสัตว์ของเดือนนี้ฉันยังไม่ได้ใช้เลย เดี๋ยวพวกเราไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันที่ร้านอาหารของรัฐดีไหมคะ”
สิ้นเสียงของเฉินชิง เด็กๆ ทุกคนต่างส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ ยกเว้นก็แต่เฮ่ออวี้เสียงที่ยังคงยืนนิ่งเงียบ
แม่ของหวังเหวินหมิงรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
“ไม่ได้หรอกค่ะ ไม่ได้จริงๆ มันจะสิ้นเปลืองเกินไป”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เด็กๆ กินกันไม่เยอะเท่าไหร่หรอก วันนี้พวกเขาตกใจกันมามากพอแล้ว ถ้าไม่ได้กินของอร่อยๆ เพื่อปลอบขวัญ ฉันกลัวว่าคืนนี้พวกเขาจะเก็บเอาไปฝันร้าย”
เมื่อได้ฟังเหตุผลของเฉินชิง แม่ของหวังเหวินหมิงก็ไม่กล้าปฏิเสธอีก แต่เธอก็ไม่ได้ติดตามไปด้วย เพียงแค่กำชับลูกชายไม่ให้กินเยอะจนเกินงาม ก่อนจะขอตัวกลับบ้านไปก่อน
เฉินชิงจึงต้องรีบไปขอความช่วยเหลือจากทาเลีย “ตั๋วเนื้อในกระเป๋าฉันอยู่ได้ไม่เคยเกินสามวันเลย ใช้หมดเกลี้ยงแล้ว เธอพอจะให้ฉันยืมตั๋วเนื้อสัก 5 จิน ตั๋วปันส่วนอาหาร แล้วก็เงินอีก 10 หยวนก่อนได้ไหม ฉันสัญญาว่าจะรีบคืนให้ภายในหนึ่งสัปดาห์เลย”
เนื้อสัตว์ที่ปรากฏบนโต๊ะอาหารที่บ้านของเธอ หากไม่นับที่ได้มาจากการแลกเปลี่ยนในตลาดมืด ก็มีเพียงตั๋วเนื้อสัตว์ที่ทางโรงงานเครื่องจักรจัดสรรให้ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่เคยเพียงพอต่อความต้องการของคนในครอบครัวเลยแม้แต่น้อย
ทาเลียพยักหน้ารับคำอย่างไม่ลังเล “ได้สิ งั้นเดี๋ยวฉันกลับไปเอาที่บ้านมาให้”
ทั้งสองจึงนัดแนะกันว่าจะไปพบกันที่ร้านอาหารของรัฐ
เฉินชิงพาเด็กน้อยทั้งเจ็ดคนมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง เด็กๆ เดินจูงมือกันเป็นแถวอย่างน่าเอ็นดู โดยเฉพาะเหมาเหมาที่มือข้างหนึ่งกุมมือน้อยๆ ของอวี้ถิงไว้ ส่วนอีกข้างก็จับจูงหยางอี้เหอ เขาเดินกระโดดโลดเต้นไปตลอดทางด้วยความสุขใจ
เฮ่ออวี้เสียงเดินเข้ามาใกล้น้าสาวแล้วกระซิบถาม
“น้ามีเงินพอใช้เหรอครับ”
“พอสิ” เฉินชิงตอบกลับพร้อมรอยยิ้มบางเบา แม้ในใจจะรู้ดีว่าเงินในบัญชีคงจะลดฮวบลงไปต่ำกว่า 50 หยวนอีกครั้ง แต่เพื่อความสุขของหลานๆ เธอก็พร้อมที่จะยอมรับมัน
เมื่อทั้งหมดเดินทางมาถึงร้านอาหารของรัฐ ทาเลียก็มารออยู่ก่อนแล้ว ทุกคนจึงพากันก้าวเข้าไปในร้านพร้อมกัน
เฉินชิงสั่งอาหารจานเนื้อมาถึงห้าอย่าง กลิ่นหอมฉุยของอาหารที่ทยอยถูกนำมาเสิร์ฟทำเอาเด็กๆ ถึงกับตาลาย
“เนื้อเยอะแยะไปหมดเลย”
“ถ้าพ่อกับแม่รู้ว่าฉันได้กินเนื้อเยอะขนาดนี้ จะต้องอิจฉาฉันแน่ๆ”
“หมูพะโล้ ฉันชอบกินหมูพะโล้ที่สุดเลย”
“ฉันก็เหมือนกัน แต่ฉันชอบเนื้อวัวมากกว่า พวกเธอรู้ไหมว่าเนื้อวัวมันเป็นยังไง”
“ฉันรู้สิ มันเป็นเนื้อที่หอมอร่อยสุดๆ ไปเลยล่ะ”
เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ดังขึ้นไม่ขาดสาย มือเล็กๆ ก็ขยับคีบอาหารเข้าปากกันอย่างไม่หยุดยั้ง
เฉินชิงสังเกตเห็นว่าหยางอี้เหอไม่ค่อยได้ตักอาหาร เธอจึงคีบกับข้าวใส่จานให้เด็กหญิงอยู่หลายครั้ง เด็กคนนี้ช่างเงียบขรึมเสียจริง ส่วนใหญ่จะนั่งฟังเพื่อนๆ คุยกันเสียมากกว่า จะมีก็แต่เพียงตอนที่ดีใจเท่านั้นที่จะเผยให้เห็นลักยิ้มบุ๋มเล็กๆ ที่ข้างแก้ม
“พวกเขาดูน่ารักสดใสกันดีนะ” ทาเลียเอ่ยขึ้นเบาๆ
เด็กๆ ทุกคนต่างพากันสังเกตเห็นคุณป้าผมสีทองผู้เป็นแม่ของเหมาเหมา คุณครูเคยบอกพวกเขาแล้วว่า นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูแตกต่างแล้ว เหมาเหมาก็ไม่ได้มีอะไรต่างไปจากพวกเขาเลย
ขออย่าให้ใครไปรังแกหรือแสดงท่าทีรังเกียจเขา และเพราะพวกเขาเล่นด้วยกันเป็นประจำอยู่แล้วจึงไม่เคยมีความคิดที่จะแบ่งแยกเพื่อนคนนี้เลยแม้แต่น้อย แต่การได้มาเห็นคุณป้าทาเลียตัวเป็นๆ ในวันนี้ ก็ทำให้พวกเขารู้สึกทึ่งในความแปลกตาของผู้หญิงผมสีทองคนนี้อยู่ไม่น้อย
เด็กๆ พากันแอบลอบมองทาเลียเป็นระยะๆ และเมื่อเธอหันไปสบตา พวกเขาก็จะส่งยิ้มเขินอายให้ ก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตากินข้าวกันต่อ
ความรู้สึกอึดอัดเมื่อถูกจ้องมองของทาเลียในตอนนี้กลับเบาบางลงอย่างน่าประหลาด บางทีคนส่วนใหญ่อาจไม่ได้มีความคิดมุ่งร้าย เพียงแต่เวลาที่พวกเขาแสดงความรังเกียจออกมา มันช่างตรงไปตรงมาและทำร้ายจิตใจคนฟังเหลือเกิน
“ใช่ น่ารักกันทุกคนเลยล่ะ” เฉินชิงพยักหน้าเห็นด้วย
เมื่ออยู่ต่อหน้าอาหารมื้อใหญ่ เธอก็ไม่ลืมที่จะปรนเปรอตัวเองเช่นกัน เธอตั้งอกตั้งใจลิ้มรสอาหารเลิศรสของร้านอาหารของรัฐเพื่อปลอบประโลมหัวใจที่บอบช้ำของเธอ การได้รับข่าวว่าเด็กๆ ประสบอุบัติเหตุนั้นทำให้เธอตกใจจนแทบสิ้นสติ
เจ้าสองตัวแสบนี่คือสมบัติล้ำค่าที่สุดที่เธอมีในโลกใบนี้ สำคัญยิ่งกว่าบ้านช่องห้องหอเสียอีก จะปล่อยให้เกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นกับพวกเขาได้อย่างไร โชคดีที่เฮ่ออวี้เสียงปลอดภัยดี ซึ่งนั่นก็ทำให้เธอสามารถถอนหายใจออกมาได้อย่างโล่งอก
เด็กๆ ต่างพากันแย่งชิงเนื้อในจานกันอย่างสนุกสนาน แม้แต่เหมาเหมาที่ปกติแล้วไม่ค่อยจะสนใจเนื้อสัตว์ที่บ้านสักเท่าไหร่ ก็ยังเข้าร่วมสมรภูมิตะลุมบอนแย่งเนื้อกับเพื่อนๆ อย่างออกรส เขาหัวเราะเสียงดังลั่นอย่างมีความสุข
เฉินชิงชอบเหมาเหมาตรงที่เขาเป็นเด็กที่รู้จักปล่อยวาง ไม่เก็บเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาคิดให้รกสมอง เป็นเด็กที่ร่าเริงสดใสอยู่เสมอ คนที่สามารถทำให้เด็กที่น่ารักขนาดนี้กลายเป็นเด็กเก็บกดและเศร้าซึมได้แบบเยวี่ยอวี้จูนับว่ามีฝีมือไม่เบาเลยทีเดียว
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันเป็นที่เรียบร้อย เฉินชิงก็ทำหน้าที่สารถีทยอยส่งเด็กๆ กลับบ้านจนครบทุกคน จนกระทั่งส่งเหมาเหมาเป็นคนสุดท้าย เธอและหลานๆ ทั้งสองจึงได้เดินทางกลับบ้านของตัวเองเสียที
“คันเบ็ดของผม” เฮ่ออวี้เสียงร้องขึ้นมาทันทีที่นึกได้
“จิ้งเหลนของหนู” อวี้ถิงก็โพล่งขึ้นมาเช่นกัน
ทั้งสองสบตากันอย่างมีความหมาย ต่างก็อยากจะย้อนกลับไปที่ริมแม่น้ำเพื่อเก็บของรักของหวงของตัวเองกลับคืนมา
เฉินชิงยกมือกุมขมับอย่างอ่อนใจ แต่จะให้ทิ้งของไปเฉยๆ ก็ดูจะสิ้นเปลืองเกินไป เธอจึงตัดสินใจพาเด็กทั้งสองไปที่สหกรณ์การค้าและการตลาดเพื่อซื้อลูกอมนมยี่ห้อกระต่ายขาว ก่อนจะพากันย้อนกลับไปยังริมแม่น้ำอีกครั้ง
โชคดีที่ของของเด็กทั้งสองยังคงอยู่และมีคนใจดีเก็บไว้ให้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือคันเบ็ดถูกฝูงจิ้งเหลนที่ตายแล้วล้อมรอบเอาไว้
ทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปหยิบฉวย และเมื่อมีคนพยายามจะเข้าไปใกล้ ก็ถูกเหล่านักตกปลาที่ยังคงนั่งเล่นอยู่แถวนั้นตะเพิดไล่ไปเสียก่อน
เฉินชิงเดินเข้าไปพร้อมกับลูกอมในมือเพื่อกล่าวขอบคุณ
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกแม่หนู ผู้หญิงตัวคนเดียวต้องดูแลเด็กตั้งสองคนก็ลำบากแย่แล้ว”
“ใช่ๆ แค่เด็กๆ ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว พวกเราก็ไม่ได้ทำอะไรมากมายสักหน่อย”
“เอากลับไปเถอะ ให้เด็กๆ เขากินกัน พวกเราไม่มาแย่งของกินของเด็กหรอกน่า”
แม้จะถูกปฏิเสธ แต่เฉินชิงก็ยังคงยืนกรานที่จะมอบลูกอมให้พวกเขา เธอต้องแสดงความขอบคุณในน้ำใจของพวกเขาให้ได้
หลังจากกล่าวขอบคุณชาวบ้านเรียบร้อยแล้ว เฉินชิงก็เรียกหลานๆ ให้กลับบ้าน แต่ทันทีที่สายตาของเธอเหลือบไปเห็นแขนของอวี้ถิงที่ห้อยต่องแต่งไปด้วยซากจิ้งเหลน เธอก็ถึงกับเข่าอ่อนยวบแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น
“อวี้ถิง นั่นมันตัวอะไรกันจ๊ะ”
“ก็จิ้งเหลนไงคะ” อวี้ถิงตอบพลางกะพริบตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสา
เฉินชิงรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว “หนูคงไม่ได้คิดจะเอามันกลับไปกินที่บ้านใช่ไหมจ๊ะ”
ดวงตาของอวี้ถิงเป็นประกายขึ้นมาทันที “กินได้ด้วยเหรอคะ”
เฉินชิงส่ายหน้าปฏิเสธอย่างรุนแรง เธอไม่สนใจหรอกว่าจิ้งเหลนจะกินได้หรือไม่ แต่สำหรับเธอแล้วมันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถนำเข้าปากได้อย่างเด็ดขาด
“เราเอามันไปทิ้งกันดีกว่าไหมจ๊ะ”
“แต่ว่าหนูอุตส่าห์จับมาตั้งนานเลยนะคะ” อวี้ถิงก้มหน้าลง ริมฝีปากบางยื่นออกมาเล็กน้อยอย่างน้อยอกน้อยใจ
เฉินชิงแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว “พวกมันคงจะตายสนิทแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ หนูใช้หินทุบไปตั้งหลายทีแน่ะ” อวี้ถิงรับประกันอย่างแข็งขัน
เฉินชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จิ้งเหลนไม่มีพิษ ต่อให้โดนกัดก็คงไม่ถึงตาย
“ก็ได้จ้ะ งั้นก็เอากลับบ้านเถอะ” เธอตอบกลับอย่างจำยอม
เฮ่ออวี้เสียงที่ยืนมองอยู่ข้างๆ พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะกลั้นหัวเราะเอาไว้
เฉินชิงรีบขยับตัวไปยืนอยู่ข้างเฮ่ออวี้เสียง พยายามรักษาระยะห่างจากอวี้ถิงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อสัมผัสได้ถึงท่าทีรังเกียจของน้าสาว อวี้ถิงก็หมดความสนใจในตัวจิ้งเหลนไปในทันที พอกลับถึงบ้าน เธอก็โยนซากจิ้งเหลนทั้งหมดเข้าไปในเล้าไก่ แล้วออกคำสั่งกับแม่ไก่สองตัวในบ้าน
“พวกแก รีบกินจิ้งเหลนพวกนี้ให้หมดเลยนะ”
แม่ไก่ที่กำลังเดินเล่นอย่างสบายอารมณ์อยู่ถึงกับชะงักเมื่อเห็นซากจิ้งเหลนกองอยู่บนพื้น พวกมันค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ เอียงคอมองอย่างสงสัย ก่อนจะใช้กรงเล็บเขี่ยเบาๆ แล้วใช้จะงอยปากจิกดูราวกับกำลังตรวจสอบให้แน่ใจว่าเหยื่อสิ้นใจแล้วจริงๆ
หลังจากที่แน่ใจแล้ว แม่ไก่ตัวหนึ่งก็กระพือปีกและส่งเสียงร้องออกมาอย่างดีใจ จากนั้นก็เริ่มลงมือจิกกินซากจิ้งเหลนอย่างเอร็ดอร่อย
เฉินชิงที่แอบมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ถึงกับขนลุกไปทั้งตัว คืนนี้หลานๆ ของเธออาจจะไม่ฝันร้าย แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นเธอเสียเองที่จะต้องเก็บเอาภาพนี้ไปฝันร้ายแทน
“นี่ครับ เงินของน้า” เฮ่ออวี้เสียงยื่นเงิน 10 หยวนส่งคืนให้เธอ
เฉินชิงถึงกับตาโตด้วยความประหลาดใจ “ให้นจริงๆ เหรอ”
เด็กคนนี้ไม่ใช่พวกที่ชอบเกาะเธอตลอดหรอกเหรอ ทำไมวันนี้ถึงได้ใจกว้างขึ้นมาผิดหูผิดตาขนาดนี้
[จบบท]