บทที่ 134: สถานีรับซื้อของเก่า...และคนที่ไม่คาดคิด
ร่างของเฮ่ออวี้เสียงแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับเขยื้อนไปไหนแม้เพียงนิดเดียว เขาได้แต่ลอบมองน้าสาวที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกหลากหลาย
“น้า...ไม่เป็นอะไรจริง ๆ ใช่ไหมครับ” น้ำเสียงของเด็กชายสั่นเครือเล็กน้อย
“อืม ไม่เป็นไร” เฉินชิงตอบกลับด้วยเสียงที่แหบแห้งและไร้ความรู้สึก ราวกับว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดได้ถูกสูบออกไปจากร่างกายจนหมดสิ้น
ก็แค่หัวใจมันสลายจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว จะให้เป็นอะไรได้อีกล่ะ
ความขัดแย้งถาโถมเข้าใส่จิตใจของเฮ่ออวี้เสียงอย่างรุนแรง ภาพในอดีตที่น้าเคยร้ายกาจกับเขาสองพี่น้อง ทั้งทุบตีและทารุณสารพัดยังคงฝังลึก
แต่ภาพของน้าคนใหม่ที่อยู่ตรงหน้ากลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เธอดี...ดีมากเสียจนไม่น่าเชื่อ ดีกว่าผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่เขาเคยรู้จักด้วยซ้ำ
เธอใส่ใจเรื่องอาหารการกินและสุขภาพของพวกเขา ปกป้องพวกเขาจากอันตราย และที่สำคัญ...เธอมักจะหาวิธีทำให้พวกเขายิ้มและหัวเราะได้เสมอ
เพราะแบบนั้น...เขาถึงไม่อยากเห็นน้าต้องมานอนซมด้วยความทุกข์ใจแบบนี้เลย
“ที่ซ่อนเงินของผมไม่ได้มีแค่ที่เดียวนะครับ ยังมีที่อื่นอีก...ถึงตอนนั้น น้าก็จะได้กินของอร่อย ๆ เที่ยวเล่นสบาย ๆ ได้ทุกวันเลยนะครับ” เขาพยายามปลอบใจ แม้จะไม่รู้ว่ามันจะได้ผลหรือไม่ก็ตาม
เฉินชิงพยายามฝืนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย มันคงนับเป็นข่าวดีได้กระมัง แต่ความจริงที่ว่าเธอยังคงเป็นหนี้ทองคำมหาศาลถึงสามสิบจินก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป!
หญิงสาวพยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า ใช้ฝ่ามือตบลงบนแก้มของตัวเองเบา ๆ เพื่อเรียกสติ
ก่อนจะเดินโซเซไปหยิบกระบวยไม้ขึ้นมาตักน้ำเย็น ๆ จากในโอ่ง แล้วสาดใส่หน้าตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังให้ความเย็นยะเยือกของสายน้ำช่วยชะล้างความว้าวุ่นในใจให้มลายหายไป
“น้ายังไหวอยู่ไหมครับ” เฮ่ออวี้เสียงถามด้วยความเป็นห่วง ลึก ๆ แล้วเขากลัวเหลือเกินว่าหากน้ารู้ความจริงว่าทองคำก้อนนั้นไม่ใช่ของเขา...เธอจะกลับไปเป็นคนเดิมที่ทำร้ายเขาอีกหรือไม่
“ไม่เป็นไร” น้ำเสียงของเธอเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมานิดหน่อย
เฉินชิงกลับไปล้มตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง ภาพความทรงจำจากชีวิตในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาในหัว เธอเคยเป็นผู้หญิงทำงานที่ประสบความสำเร็จ มีเพื่อนรู้ใจ มีเงินในบัญชี มีเทคโนโลยีทันสมัยล้อมรอบตัว
ถึงแม้จะต้องเหนื่อยยากกับการเก็บเงินซื้อบ้าน แต่ก็ไม่เคยต้องมาแบกรับภาระหนี้สินที่หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออกเช่นนี้ การมาอยู่ในยุคเจ็ดสิบนี่มันเหมือนกับการเดินทางเพื่อชดใช้กรรมเก่าไม่มีผิด
เปลือกตาของเธอค่อย ๆ ปิดลง ความอ่อนล้าเข้าครอบงำทั้งร่างกายและจิตใจ
เฮ่ออวี้เสียงเห็นดังนั้นก็ค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้ “น้า...จะไม่คิดสั้นใช่ไหมครับ”
เฉินชิงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง ตอบเสียงอู้อี้ลอดออกมา
“น้าไม่มีความกล้าพอจะทำเรื่องแบบนั้นหรอก”
เธอมันก็แค่คนขี้ขลาดตาขาวคนหนึ่งเท่านั้นแหละ!
“งั้น...ผมออกไปข้างนอกก่อนนะครับ”
“อืม ไปเถอะ”
“ครับ” สิ้นเสียงตอบรับ เฮ่ออวี้เสียงก็รีบวิ่งออกจากบ้านตรงไปยังจุดนัดพบ
เขาต้องไปเค้นความจริงจากหงต้าจู้ให้ได้ว่ามีใครร่วมขบวนการขุดทองคำในครั้งนี้บ้าง หลังจากจัดการธุระเสร็จสิ้นและส่งหงต้าจู้กลับบ้านเรียบร้อย เขาก็รีบวิ่งกลับบ้านด้วยใจที่ร้อนรน
ภาพที่เห็นคือน้าสาวยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียงเช่นเดิม มันทำให้หัวใจของเด็กชายบีบรัดด้วยความกังวลและความรู้สึกผิด เขาจึงตัดสินใจวิ่งไปที่ร้านอาหารของรัฐเพื่อซื้อบะหมี่หยางชุนร้อน ๆ กลับมาให้
“น้าครับ รีบกินเร็วเข้าเถอะครับ เดี๋ยวเส้นมันจะอืดหมด อร่อย ๆ นะครับ”
“น้าไม่หิว เธอนั่นแหละกินซะ” เฉินชิงพลิกผ้าห่มออกแล้วลุกพรวดขึ้นมานั่ง ดวงตาที่เคยเหม่อลอยบัดนี้กลับมามีประกายแห่งความมุ่งมั่นอีกครั้ง มือเรียวคว้ากระดาษกับปากกามาไว้ในมือ
จะให้เธอยอมรับชะตากรรมชดใช้หนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่ออย่างนั้นเหรอ ฝันไปเถอะ! เจ้าหนี้มีที่มาฉันใด คนที่ต้องรับผิดชอบก็ต้องมีตัวตนฉันนั้น เงินทุกบาททุกสตางค์ที่หยางซิวจิ่นฉกฉวยไปจะต้องถูกทวงคืนมาให้หมด!
เฉินชิงไม่เคยเป็นคนที่ยอมจำนนต่อโชคชะตา การให้นั่ง ๆ นอน ๆ ปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังอยู่แบบนี้ มีแต่จะทำให้เธอคลุ้มคลั่งยิ่งกว่าเดิม สู้ลุกขึ้นมาหาทางออกเสียยังจะดีกว่า
หญิงสาวเริ่มร่างแผนผังความคิดลงบนกระดาษอย่างขะมักเขม้น สมองของเธอแล่นเร็วจี๋เพื่อหาวิธีบีบให้หยางซิวจิ่นคายเงินออกมาให้ได้
แจ้งตำรวจงั้นเหรอ ไม่ได้เด็ดขาด เงินจำนวนมหาศาลขนาดนั้นต้องตกเป็นของรัฐแน่ ๆ ทำให้พิการดีไหม เก็บไว้พิจารณาก่อน หรือจะลักพาตัวดีล่ะ อันนี้ก็น่าสนใจ...
เฉินชิงก้มมองแผนการที่เต็มไปด้วยวิธีการรุนแรงบนหน้ากระดาษแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจพลางยกมือกุมขมับ ไม่ได้สิ...เธอต้องเป็นพลเมืองดีที่เคารพกฎหมาย
ขณะที่เฉินชิงกำลังขีดเขียนอย่างคร่ำเคร่ง เฮ่ออวี้เสียงที่อยู่ด้านนอกก็จัดการโซ้ยบะหมี่ชามนั้นจนหมดเกลี้ยง
เขาไม่ได้คิดจะเก็บมันไว้จริง ๆ จัง ๆ หรอก เพราะรู้ดีว่าน้าของเขาไม่ใช่คนที่จะมานั่งเกรงใจอะไรแบบนี้ ขืนปล่อยให้เส้นอืดจนกินไม่ได้ขึ้นมา ก็เท่ากับเสียเงินของเขาไปโดยเปล่าประโยชน์
เด็กชายครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องแล้วเอ่ยขึ้น
“เงินก้อนนั้น...แม่ของผมบอกว่าจะเก็บไว้ให้น้าเป็นสินสอดแต่งงานน่ะครับ ถึงมันจะหายไปก็ไม่เป็นไรหรอก”
“ให้น้า?” เฉินชิงเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ
“เธอไม่ได้กำลังโกหกเพื่อปลอบใจน้าอยู่ใช่ไหม”
“ผมไม่เคยปลอบใคร” เฮ่ออวี้เสียงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“แล้วแม่ก็เขียนพินัยกรรมเอาไว้ด้วย มีเงื่อนไขว่าน้าจะต้องเลี้ยงดูพวกเราสองคนพี่น้องจนกว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่”
“ไหนล่ะพินัยกรรม” สัญชาตญาณของเฉินชิงร้องเตือนว่าเด็กคนนี้กำลังโกหก!
แต่เฮ่ออวี้เสียงกลับเดินไปหยิบมันออกมาจริง ๆ พินัยกรรมฉบับนั้นมีอยู่จริง ๆ เขายื่นมันให้กับน้าสาวอย่างระมัดระวัง
“นี่ครับ น้าดูเบา ๆ นะครับ อย่าทำให้มันเสียหาย”
มันเป็นของดูต่างหน้าชิ้นสำคัญของแม่เขา เขาแค่อยากจะรักษามันไว้ให้ดีที่สุด
เฉินชิงรับกระดาษแผ่นนั้นมาพินิจพิจารณา ทั้งลายมือและสภาพของกระดาษที่ดูเก่าเก็บล้วนบ่งบอกว่ามันถูกเขียนขึ้นมานานแล้ว นั่นหมายความว่าสิ่งที่เฮ่ออวี้เสียงพูดคือความจริง...
มิน่าล่ะ เขาถึงได้สงบนิ่งขนาดนั้น ผิดกับเธอที่สติแตกจนดูเหมือนคนบ้า
“ถ้าน้าทำตัวดี ๆ...พอพวกเราโตขึ้น ก็อาจจะแบ่งให้น้านิดหน่อยก็ได้นะครับ” เฮ่ออวี้เสียงกล่าวเสริม
“แหม ขอบใจเธอมากเลยนะ” เฉินชิงยื่นพินัยกรรมคืนให้เขา ก่อนจะไล่
“ไปโรงเรียนได้แล้วไป”
ภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง อารมณ์ของเธอราวกับถูกจับโยนขึ้นลงรถไฟเหาะ จากความสิ้นหวังที่รู้ว่าทองคำในบ้านหายไปสามสิบจิน สู่ความโกรธที่รู้ว่าเจ้าของร่างเดิมเป็นต้นเหตุ และล่าสุดคือความจริงที่ว่าทองคำก้อนนั้น...เป็นสินสอดของเธอเอง
สมองของเฉินชิงตื้อไปหมด
หลังจากเฮ่ออวี้เสียงเก็บพินัยกรรมเข้าที่และมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนประถมของโรงงานเครื่องจักรแล้ว เฉินชิงก็นั่งพักอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดสติสัมปชัญญะของเธอก็กลับมาเข้ารูปเข้ารอยอีกครั้ง
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ...
“เงินของฉัน...”
เสียงของเธอแผ่วเบาทว่าแฝงไปด้วยความหมายที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ริมฝีปากแดงระเรื่อค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างช้า ๆ
หญิงสาวเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ ขาเรียวยาวถูกยกขึ้นมาไขว่กัน ศีรษะเอียงเล็กน้อยปล่อยให้เรือนผมสีดำขลับดุจรัตติกาลแผ่สยายลงบนบ่าอย่างอิสระ ปอยผมเล็ก ๆ ที่ปรกหน้าผากยิ่งขับเน้นให้เธอดูเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
นิ้วเรียวขาวหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมาควงเล่นอย่างใช้ความคิด ก่อนที่ปลายปากกาจะจรดลงบนกระดาษอีกครั้ง เสียงขีดเขียนดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เนื้อหาบนหน้ากระดาษค่อย ๆ ถูกเติมเต็มด้วยแผนการที่แยบยลและสุขุมกว่าเดิม
เมื่อเฮ่ออวี้เสียงกลับจากโรงเรียน เฉินชิงก็เอ่ยปากถามทันทีว่าใครบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขโมยทองคำในครั้งนี้
เด็กชายยอมบอกรายชื่อทั้งหมดออกมาแต่โดยดี ก่อนจะถามอย่างไม่แน่ใจ
“ตอนนี้น้า...กลับมาเป็นปกติแล้วใช่ไหมครับ”
“แล้วเธอคิดว่าไงล่ะ” เฉินชิงย้อนถาม
เธอเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะให้มานั่งตีโพยตีพายให้เด็กเห็นตลอดไปได้อย่างไร
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างคลี่คลายลงแล้ว เฮ่ออวี้เสียงก็โล่งใจและเดินเข้าครัวไปเตรียมอาหารเย็น
เฮ่ออวี้ถิงที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ ค่อย ๆ เดินย่องเข้ามาหาน้าสาว ก่อนจะใช้มือน้อย ๆ ดึงชายเสื้อของเธอเบา ๆ พร้อมกับส่งยิ้มหวานหยดมาให้
“คุณน้าขา...คุณน้าสัญญาแล้วนะคะว่าจะเล่าให้หนูฟัง”
เฉินชิงยิ้มบาง ๆ ก่อนจะย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาของหลานสาว แล้วค่อย ๆ เรียบเรียงคำพูดเพื่ออธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้เด็กหญิงเข้าใจง่ายที่สุด
“แต่เรื่องนี้ต้องเป็นความลับระหว่างเรานะ ห้ามเอาไปเล่าให้ใครฟังเด็ดขาด เข้าใจไหม”
“ค่ะ! เข้าใจค่ะ!” เฮ่ออวี้ถิงพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน มือน้อย ๆ เอื้อมไปตบที่แขนของน้าเบา ๆ เป็นเชิงปลอบโยน
“คุณน้าก็อย่าใจร้อนนะคะ”
“จ้ะ น้ารู้แล้ว” เฉินชิงหัวเราะในลำคอ
มื้อค่ำวันนั้นเป็นเพียงอาหารง่าย ๆ แต่เฉินชิงกลับรู้สึกเจริญอาหารเป็นพิเศษจนเติมข้าวถึงสองชาม
ตกดึก ค่ำคืนเงียบสงัด เฉินชิงคว้าไฟฉายคู่ใจแล้วมุ่งหน้าไปยังสถานีรับซื้อของเก่า เธอต้องไปค้นหาของมีค่าที่อาจซุกซ่อนอยู่ในกองขยะมหึมาแห่งนั้น
สถานีรับซื้อของเก่าตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงงานเครื่องจักรนัก มีกำแพงสูงตระหง่านล้อมรอบ บนสันกำแพงยังมีลวดหนามขึงไว้เพื่อป้องกันผู้บุกรุก
ภายในนั้นคือสุสานของเศษซากอารยธรรม กองชิ้นส่วนโลหะขึ้นสนิม เครื่องจักรกลที่หมดสภาพ และภูเขาเศษกระดาษกับพลาสติกที่ส่งกลิ่นอับชื้น
และราวกับโชคชะตาเล่นตลก ที่นั่น...เธอได้พบกับเฮ่อหย่วนอีกครั้ง
การพบกันครั้งแรกของพวกเขาก็เกิดขึ้นที่นี่ ในสถานการณ์ที่น่าอับอายจนเฉินชิงไม่กล้าแม้แต่จะนึกย้อนกลับไป
ลำแสงจากไฟฉายในมือเธอส่ายไปกระทบกับร่างสูงของเขาโดยบังเอิญ
“คุณมาทำอะไรที่นี่คะ”
“ผมมาหาของนิดหน่อยน่ะครับ แล้วคุณล่ะ” เฮ่อหย่วนดูประหลาดใจไม่น้อยที่เจอเธอที่นี่
สองสามวันก่อนเขาเพิ่งช่วยงานผู้จัดการเสิ่นจนสำเร็จลุล่วง ทำให้พอจะมีเวลาว่างในช่วงเย็นโดยไม่ต้องอยู่ทำงานล่วงเวลา เขาจึงถือโอกาสแวะมาเดินสำรวจที่นี่เผื่อจะเจอของที่น่าสนใจ
“ฉันก็มาหาของเหมือนกันค่ะ”
“คุณหาอะไรอยู่เหรอครับ ให้ผมช่วยไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะ รบกวนเปล่า ๆ คุณทำธุระของคุณเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันหาเองได้”
วันนี้เฉินชิงเตรียมตัวมาอย่างดี เธอสวมชุดทำงานสีน้ำเงินที่ผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชนจนสีซีดจาง
แขนเสื้อถูกพับขึ้นอย่างทะมัดทะแมง เผยให้เห็นท่อนแขนขาวเนียน ผมยาวถูกรวบเป็นหางม้าอย่างเรียบร้อย ทำให้เธอดูคล่องแคล่วและเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจ
ถึงกระนั้น ทุกย่างก้าวที่เธอย่ำลงบนกองเศษเหล็กก็ยังคงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่น่าหวาดเสียว หญิงสาวพยายามอย่างยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงเศษโลหะมีคมที่อาจบาดผิวของเธอได้
เฮ่อหย่วนมองตามด้วยความเป็นห่วง อดรนทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากถามขึ้นอีกครั้ง
“คุณจะหาอะไรกันแน่ครับ ผมค่อนข้างคุ้นเคยกับที่นี่ดี บางทีอาจจะช่วยชี้เป้าให้คุณได้นะครับ”
[จบบท]