บทที่ 135: ลูกสาวอาจารย์ผมมีครอบครัวแล้ว
ที่เฉินชิงไม่อยากให้เขาช่วย ไม่ใช่เพราะกลัวใครจะเอาไปพูดกันปากต่อปาก แต่เป็นเพราะเธอกลัวใจตัวเองมากกว่า เวลาอยู่ใกล้เขา สมองของเธอมักจะฟุ้งซ่านไปไกลเกินกว่าเหตุ
ย้อนกลับไปตอนที่เฮ่อหย่วนย้ายมาที่โรงงานใหม่ๆ มีข่าวลือหนาหูว่าเธอแอบชอบเขา ซึ่งเธอก็ไม่ได้ปฏิเสธเสียงแข็งนัก เพราะมันก็เป็นความจริงอยู่บ้าง
ก็ใครกันล่ะ จะกล้าปฏิเสธชายหนุ่มรูปงามที่ทำอาหารรสเลิศได้ลงคอ
ทั้งหน้าตาดี ทั้งมีเสน่ห์ปลายจวัก สองคุณสมบัตินี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นพิมพ์เขียวของผู้ชายในอุดมคติของเธอเลยทีเดียว
ภาพความทรงจำที่สถานีรับซื้อของเก่าวนเวียนอยู่ในหัว จนเก็บไปฝันถึงเรื่องราวที่ยากจะเอื้อนเอ่ย มันเป็นความรู้สึกเหมือนมีอาหารจานโปรดวางอยู่ตรงหน้า แต่กลับกินไม่ได้ ทรมานสิ้นดี
แต่เขาก็ยังดึงดันที่จะเข้ามาวอแวอยู่ใกล้ๆ
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ หาเองได้” เฉินชิงเอ่ยปากปฏิเสธอย่างรักษาน้ำใจ
ทว่าเฮ่อหย่วนกลับไม่ฟังเสียง เขาก้าวเข้ามาหาเธออย่างแน่วแน่
เฉินชิงผงะถอยหลังตามสัญชาตญาณ “นี่คุณจะทำอะไร!”
“คุณเป็นอะไรไป” ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของเธอทำให้เขาไปไม่เป็น สีหน้าของเขาสับสนปนเปไปกับความน้อยใจระคนสงสัย
“คุณเองก็มีของที่ต้องหาไม่ใช่เหรอคะ ฉันเกรงว่าจะทำให้คุณเสียเวลาเปล่าๆ”
เธอสรรหาเหตุผลที่ฟังดูเข้าที แต่เนื้อแท้แล้วก็เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อผลักไสเขาออกไปให้ห่างตัว
“ผมแค่มาเดินเล่นเฉยๆ”
“เดินเล่นที่สถานีรับซื้อของเก่าเนี่ยนะ”
“ครับ” เขาตอบรับพลางพยักหน้าเบาๆ แต่ใบหูที่ขึ้นสีแดงระเรื่อกลับฟ้องความรู้สึกที่สวนทางกับคำพูด
เฉินชิงจนปัญญาที่จะเข้าใจความคิดของคนระดับอัจฉริยะ สำหรับคนเดินดินกินข้าวแกงอย่างเธอ จุดประสงค์เดียวของการมาที่นี่คือการมาขุดสมบัติ
และวันนี้ สมบัติที่เธอตามหาก็คือหนังสือพิมพ์เก่าๆ ของโรงงานเครื่องจักร เธอตั้งใจจะขนกลับไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ดูเหมือนเฮ่อหย่วนจะจับทางได้ว่าเธอกำลังมองหาอะไร เขาจึงลงมือช่วยเธอค้นหาอย่างเงียบๆ โดยไม่เอ่ยปากถามถึงเหตุผลแม้แต่คำเดียว
ท่ามกลางความเงียบงันของสถานีรับซื้อของเก่าที่ไร้ผู้คนในยามค่ำคืน ทั้งสองคนยืนอยู่ไม่ไกลจากกันนัก ในที่สุดเฉินชิงก็ทนความอึดอัดไม่ไหวจึงเอ่ยปากทำลายความเงียบ
“นาฬิกาเรือนนั้น คุณให้คนอื่นไปแล้วเหรอคะ”
เฮ่อหย่วนนิ่งไปชั่วครู่ ราวกับกำลังประมวลผลคำถามของเธอ
ยังเหลือเวลาอีกตั้งเดือนกว่าจะถึงวันเกิดของเธอนี่นา
“ให้ไปแล้วครับ”
“อ้อ” คำตอบสั้นๆ ของเขาทำให้เฉินชิงเงียบไป เธอก้าวถอยห่างจากเขาโดยไม่รู้ตัว รักษาระยะห่างที่ปลอดภัยสำหรับหัวใจของเธอเอง
เฮ่อหย่วนเหลือบมองท่าทีนั้นก่อนจะก้มหน้าก้มตาเก็บรวบรวมหนังสือพิมพ์ที่เธอต้องการมากองรวมกัน ร่างสูงของเขาค่อยๆ จมหายไปในเงามืดของกองขยะขนาดใหญ่
ภายใต้ความมืดมิดนั้น ดวงตาของชายหนุ่มทอประกายเย็นเยียบ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง สันกรามคมคายบดเข้าหากันแน่น บรรยากาศรอบตัวเขาพลันกดดันจนน่าอึดอัด
ทั้งสองต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง จนกระทั่งเสียงของคุณลุงผู้ดูแลสถานีดังขึ้นมาทำลายความเงียบ
“นี่ก็ดึกมากแล้ว ลุงจะปิดไฟนอนแล้วนะ พวกเธอก็รีบกลับบ้านกลับช่องกันได้แล้ว”
เฮ่อหย่วนเดินไปขอเชือกพลาสติกจากคุณลุง ก่อนจะลงมือมัดกองหนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่สองกองเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนา
มือข้างที่เจ็บทำให้เฉินชิงออกแรงได้ไม่เต็มที่ เขาจึงอาสาเป็นคนถือหนังสือพิมพ์ทั้งสองมัดให้เธอ
คุณลุงผู้ดูแลยืนมองภาพของหนุ่มสาวทั้งสองคนที่เดินเคียงข้างกันลับหายไปในความมืดจากหลังรั้วเหล็ก ก่อนจะหันหลังกลับพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่ผุดขึ้นบนใบหน้า ดูไปดูมาก็เหมือนคู่รักที่กำลังงอนกันไม่มีผิดเพี้ยน
เฉินชิงไม่ใช่คนประเภทที่จะเก็บความข้องใจไว้กับตัว เธอตัดสินใจถามในสิ่งที่ค้างคาใจออกไป
“เฮ่อหย่วน ถ้าแฟนของคุณมีเพื่อนผู้ชายที่สนิทกันมากๆ คุณจะรู้สึกยังไงคะ”
“ไม่พอใจครับ”
“ทำไมล่ะคะ”
“ผมขี้หวง”
คำตอบของเขาทำให้เธอไปต่อไม่เป็น “ถ้าอย่างนั้นคุณก็ควรจะทำตัวให้เป็นแบบอย่างด้วยนะคะ การที่เราพูดคุยกันบ่อยๆ แบบนี้ มันอาจจะส่งผลกระทบต่อโอกาสในการหาคู่ของทั้งสองฝ่ายได้”
ในยุคสมัยที่ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงยังเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง การมีเพื่อนต่างเพศที่สนิทสนมกันมากเกินไปอาจกลายเป็นหัวข้อให้คนอื่นเอาไปซุบซิบนินทาได้ง่ายๆ
เฉินชิงคิดว่าหากความสัมพันธ์ของพวกเขามันเป็นไปไม่ได้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องทนให้คนอื่นเอาไปพูดจาเสียหาย
ที่สำคัญไปกว่านั้น ลูกสาวของอาจารย์เขาก็อยู่ห่างไกลเหลือเกิน การที่เธอยอมตกลงปลงใจกับเขา คงต้องใช้ความกล้าหาญและความเชื่อใจอย่างมหาศาล
หากเธอต้องมาระแคะระคายว่าชายคนรักของเธอกำลังทำดีกับผู้หญิงอีกคนที่อยู่คนละเมือง มันคงเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดไม่น้อย
เมื่อลองคิดในมุมกลับกัน เฉินชิงก็เห็นว่าการรักษาระยะห่างที่เหมาะสมคือสิ่งที่ผู้ใหญ่พึงกระทำ
คำพูดของเธอราวกับค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางใจของเฮ่อหย่วน “คุณกำลังจะบอกว่า การที่ผมอยู่ใกล้ๆ มันทำให้คุณหาคู่ดูตัวลำบากขึ้นอย่างนั้นเหรอครับ”
“ก็ทำนองนั้นค่ะ” เฉินชิงตอบอย่างหนักแน่น เธอไม่อยากปล่อยให้ความรู้สึกมันถลำลึกไปกว่านี้อีกแล้ว
“เงินที่ฉันติดค้างคุณไว้ จะรีบคืนให้เร็วที่สุดค่ะ ส่วนพรสองข้อก็ยังคงเหมือนเดิม รวมถึงบุญคุณต่างๆ ที่เคยช่วยเหลือกันมา ถ้ามีอะไรให้ฉันช่วยอีกในอนาคต ฉันก็ยินดีเสมอค่ะ”
เฮ่อหย่วนเม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรง ดวงตาสีนิลของเขาฉายแววขุ่นมัว เมื่ออารมณ์ขุ่นข้องหมองใจเข้าครอบงำ ใบหน้าที่ปกติก็ดูเย็นชาอยู่แล้ว ยิ่งทวีความกดดันมากขึ้นไปอีก
เขาพยักหน้ารับเบาๆ พยายามซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้ภายใต้ท่าทีที่ไม่แยแส
เงาของรัตติกาลช่วยบดบังความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในแววตาของเขาได้อย่างมิดชิด เขาแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจแล้วเอ่ยถาม “คุณเจอคนที่คุณชอบแล้วเหรอ”
“นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ”
“สำหรับผม มันสำคัญมาก”
“จะสำคัญได้ยังไงกันคะ ในเมื่อคุณเองก็มีคนที่ชอบอยู่แล้ว ถ้ายังเซ้าซี้ไม่เลิก ฉันจะจัดการคุณด้วยมือข้างเดียวซะเลยดีไหม” ว่าแล้วเธอก็ยกไฟฉายในมือขึ้นมาส่องใส่หน้าเขาอย่างท้าทาย
ในที่สุดเฮ่อหย่วนก็เข้าใจทุกอย่าง
ช่วงหลังมานี้เขาสัมผัสได้ถึงระยะห่างที่เธอกำลังสร้างขึ้นอย่างแนบเนียนและค่อยเป็นค่อยไป เขาเฝ้าครุ่นคิดหาเหตุผลที่จะเอ่ยปากถามเธอ แต่ก็หาจังหวะที่เหมาะสมไม่ได้เสียที แต่ในที่สุด เขาก็ได้คำตอบ
ต้นเหตุทั้งหมดมันมาจากเรื่อง ‘ลูกสาวของอาจารย์’ ของเขานั่นเอง
แถมดูเหมือนว่าเธอจะรู้สึกหึงหวงอยู่ไม่น้อยเลยด้วย
ประกายแห่งความขบขันฉายชัดขึ้นในดวงตาหงส์ที่เรียวยาวของเฮ่อหย่วน
เฉินชิงเห็นแล้วก็ให้รู้สึกหมั่นไส้ “ขำอะไรของคุณไม่ทราบ”
“เปล่าครับ” เขาปฏิเสธเสียงเรียบ
ทั้งสองเดินเคียงข้างกันต่อไป แต่ในใจของเฮ่อหย่วนกลับเบิกบานราวกับดอกไม้แรกแย้ม เขามองดูเงาของคนทั้งสองที่ทอดยาวบนพื้น ก่อนจะตัดสินใจก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว ทำให้เงาของพวกเขาทั้งสองทาบทับกันเป็นหนึ่งเดียวบนกำแพงอิฐเก่าๆ
สายลมเย็นๆ พัดโชยมา แสงจันทร์นวลผ่องผสานกับแสงจากไฟฉาย ขับให้ภาพเงาที่ซ้อนทับกันนั้นเด่นชัดขึ้นไปอีก
“เฮ่อหย่วน!” เฉินชิงตวาดลั่น
ก็ไหนบอกว่าจะเว้นระยะห่างกันแล้วไง แล้วนี่เขาจะมาทำตัวเจ้าชู้ใส่เธอเพื่ออะไรกัน!
เมื่อเห็นว่าเธอโกรธจนหน้าดำหน้าแดง เขาก็ไม่กล้าที่จะลองดีอีกต่อไป
“ลูกสาวของอาจารย์ผมแต่งงานแล้วครับ” เขาเอ่ยขึ้นเบาๆ ข้างๆ หูเธอ
เฉินชิงเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา เผยให้เห็นลำคอระหงที่งดงาม
“เหรอคะ ต่อให้เป็นอย่างนั้น ก็ขอให้นักวิจัยเฮ่อช่วยรักษาระยะห่างเหมือนเดิมด้วยค่ะ”
พูดจบเธอก็เหลือบมองเขาอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินนำไป
ความคิดของเฮ่อหย่วนหมุนวนอยู่กับเธอจนหมดสิ้น เขารีบก้าวตามไปขวางหน้าเธอไว้
“คุณอยากได้คู่ดูตัวแบบไหนกันแน่”
“คนแถวนี้ค่ะ”
“คุณ!”
เธอจงใจยั่วโมโหเขาชัดๆ
เฉินชิงยกยิ้มมุมปากอย่างมีชัย “นักวิจัยเฮ่อคะ คนเราต้องเรียนรู้ที่จะเคารพความชอบของผู้อื่นนะคะ”
สายตาที่ท้าทายของเธอทำให้ใบหน้าของเขาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ มือที่กำมัดหนังสือพิมพ์อยู่บีบแน่นขึ้น
“ผมย้ายทะเบียนบ้านมาขึ้นกับโรงงานเครื่องจักรแล้ว” เขาเอ่ยเสียงอ่อย
เฉินชิงจ้องมองเขาเขม็ง ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายแพรวพราวราวกับมีมนต์สะกด
“งั้นฉันขอคนที่นี่โดยกำเนิดแล้วกันค่ะ”
หัวใจของเฮ่อหย่วนเต้นระรัว เขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่ให้ตัวเองตกอยู่ในภวังค์แห่งดวงตาคู่นั้น พยายามรวบรวมสติที่เหลืออยู่น้อยนิดเพื่อตอบโต้
“ผมทำอาหารกวางตุ้งเป็น และก็รู้เรื่องประวัติศาสตร์ของที่นี่เป็นอย่างดี”
รอยยิ้มของเฉินชิงกว้างขึ้นกว่าเดิม เธอก้าวเข้าไปหาเขาช้าๆ บีบให้เขาต้องถอยหลังทีละก้าว ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองค่อยๆ ลดลงจนเกือบจะชิดกัน
“นักวิจัยเฮ่อช่างเก่งกาจจริงๆ เลยนะคะ” เธอเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม ทุกอิริยาบถของเธอตรึงสายตาของเขาไว้จนไม่สามารถละไปมองทางอื่นได้
แต่คำพูดที่ตามมากลับทำให้เขาแทบกระอักเลือด
“ว่าแต่ ก่อนหน้านี้นักวิจัยเฮ่อเคยบอกว่าจะแนะนำคู่ดูตัวให้ฉันนี่คะ ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะทำตามที่พูดไว้เสียที”
“ตอนนั้นผมแค่ถามคุณดูเฉยๆ” เขามองรอยยิ้มที่ระบายเต็มใบหน้าของเธอแล้วก็รู้สึกทั้งโกรธทั้งเอ็นดูในเวลาเดียวกัน
แววตาที่เคยเย็นชาของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ฉายแววของความจนใจที่ ‘ไม่รู้จะจัดการกับเธอคนนี้ยังไงดี’ เฮ่อหย่วนยอมรับความพ่ายแพ้อย่างจริงใจ
“ผมผิดเอง ผมทำไม่ได้หรอกครับ”
“จริงเหรอคะ”
เฉินชิงหยุดฝีเท้า
ปลายรองเท้าของคนทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงแค่คืบ
เมื่อแสงจันทร์อาบไล้ไปทั่วกำแพง เงาของคนทั้งสองที่ทาบทับกันอยู่ก็ค่อยๆ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
[จบบท]