บทที่ 138: การแสดงจากคณะศิลปะและวัฒนธรรม
ป้าใหญ่หน้าเสียจนต้องล่าถอยกลับไปทำกับข้าวเงียบๆ ทิ้งไว้เพียงเสียงสบถที่ไม่ค่อยจะดังนัก
เฉินชิงหันไปสบตากับเฮ่อหย่วนที่มองเธออยู่ก่อนแล้ว ดวงตาคมกริบคู่นั้นทอประกายอบอุ่นจนเธอต้องเอ่ยขอบคุณออกมา
“ยาที่คุณให้ฉันใช้ดีมากเลย ขอบคุณนะคะ”
แววตาของเฮ่อหย่วนพราวระยับขึ้นมาราวกับมีดวงดาวนับล้านดวงส่องสว่าง
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วครับ”
“ใกล้ได้เวลากินข้าวแล้ว ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ” เฉินชิงบอกพร้อมกับโบกมือให้เขาเบาๆ
เฮ่อหย่วนมองตามร่างบางที่ค่อยๆ เดินจากไปจนลับสายตาด้วยความรู้สึกอาวรณ์
ระหว่างทางเดินกลับที่พัก สายตาแทบทุกคู่จากบ้านทุกหลังต่างจับจ้องมาที่เฉินชิงเป็นตาเดียว โดยเฉพาะสายตาจากบ้านตระกูลซูที่แทบจะถลนออกมานอกเบ้าด้วยความเกลียดชัง
เฉินชิงเพียงแค่ขยับข้อมือที่เคยมีเรื่องกันเบาๆ เป็นเชิงเตือน
เท่านั้นแหละ สองสามีภรรยาคู่นั้นก็รีบหลบสายตาแทบไม่ทัน
หญิงสาวทำเพียงแค่นเสียงในลำคออย่างไม่ใส่ใจ
เมื่อเฉินชิงกลับมาถึงห้องพัก กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยมาแตะจมูก บนโต๊ะมีอาหารร้อนๆ สองสามอย่างวางรออยู่แล้ว เป็นฝีมือของเฮ่ออวี้เสียงที่ไม่เคยทำให้ผิดหวัง
“เรื่องซองอั่งเปาเอาไว้ก่อนนะครับน้า มาทานข้าวก่อนดีกว่า”
“ได้เลยจ้ะ” เฉินชิงทรุดตัวลงนั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับหลานสาว
“เดี๋ยวเสี่ยวอวี้ช่วยงานน้าสักอย่างได้ไหมจ้ะ”
เฮ่ออวี้ถิงตอบรับทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
“ได้เลยค่ะ” เด็กหญิงดูตื่นเต้นเป็นพิเศษ เธอรีบจัดการอาหารในจานของตัวเองอย่างรวดเร็วเพื่อรอที่จะได้ช่วยงาน
เฉินชิงอยากจะทำสนับเข่าให้หลานสาวสักคู่หนึ่ง
อุปกรณ์ก็หาได้ง่ายๆ จากของในบ้าน ทั้งเศษผ้า นุ่น และยางยืด
แม้ว่ามือขวาของเธอจะดีขึ้นมากแล้ว แต่การจะใช้งานหนักๆ ก็ยังไม่สะดวกนัก จึงต้องอาศัยมือเล็กๆ ของเฮ่ออวี้ถิงมาช่วยจับชายผ้าไว้ในตอนที่เธอลงมือตัดและเย็บ
ถ้าเป็นในยุคสมัยใหม่ การนำถุงเท้าเก่าๆ กับฟองน้ำในเสื้อชั้นในมาทำคงจะสะดวกกว่านี้มาก
แต่ตอนนี้ที่บ้านไม่มีถุงเท้าสำรองเลยสักคู่ อีกทั้งยังต้องทำให้สวมใส่ง่าย เฉินชิงจึงเลือกใช้เศษผ้าสีน้ำเงินเข้มที่ดูเปื้อนยากหน่อย แล้วเลาะเอาปุยนุ่นจากเสื้อกันหนาวตัวเก่ามาใช้แทน
ขั้นตอนการทำสนับเข่านั้นไม่ซับซ้อนอะไร ด้วยความคล่องแคล่วของเฉินชิง ไม่นานสนับเข่าคู่ใหม่ก็เสร็จสมบูรณ์
“เรียบร้อยแล้วจ้ะ ทีนี้เวลาเลิกเรียนจะไปเล่นกระโดดยางกับเพื่อนๆ ก็เอาเจ้านี่ไปใส่ก่อนนะ จะได้ไม่เจ็บตัว”
เธอจงใจใช้ยางยืดเส้นใหญ่เพื่อให้สวมใส่ง่าย แค่ดึงให้ยืดออกแล้วสวมเข้าไปที่ขาได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาแม้แต่นิดเดียวก็พร้อมออกไปวิ่งเล่นได้แล้ว
เฮ่ออวี้ถิงมองของในมือพลางกะพริบตาปริบๆ “นี่…ให้หนูเหรอคะ”
“ก็ต้องให้หนูสิจ๊ะ แล้วที่มือล่ะ อยากได้ด้วยหรือเปล่า”
เฉินชิงยังลังเลอยู่ว่าจะทำที่ป้องกันมือให้ด้วยดีไหม เพราะที่หัวเข่ายังมีกางเกงขายาวปิดทับอยู่ คงไม่มีใครสังเกตเห็น แต่ถ้าที่มือมีก้อนนุ่มๆ ติดอยู่
เธอเกรงว่าเพื่อนที่โรงเรียนจะมองว่าหลานสาวของเธอดูสำอางเกินไป ที่สำคัญคือไม่รู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะเต็มใจใส่หรือเปล่า
เฮ่ออวี้ถิงกอดสนับเข่าไว้แนบอก ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว “แค่นี้ก็พอแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะคุณน้า หนูจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเลยค่ะ”
“กับน้าไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นก็ได้” เฉินชิงเอื้อมมือไปหยิกแก้มนุ่มนิ่มของหลานสาวเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวลงเอาหน้าผากชนกัน แล้วเอ่ยหยอกล้อด้วยรอยยิ้ม
“จำไว้นะ อยู่ที่โรงเรียนต้องมีความสุขมากๆ เข้าใจไหม”
“ค่ะ!”
เด็กหญิงพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน
จากนั้นเธอก็รีบวิ่งเอาสนับเข่าไปอวดพี่ชายทันที “พี่จ๋า ดูนี่สิคะ คุณน้าทำให้หนูเอง เอาไว้ป้องกันหัวเข่า แถมยังใส่ง่ายมากๆ ด้วย ต่อไปนี้หนูจะได้ไม่เจ็บตัวบ่อยๆ แล้ว”
เฮ่ออวี้เสียงมองดูของสิ่งนั้นด้วยความแปลกใจ “ถ้าอย่างนั้นก็เก็บไว้ให้ดีล่ะ ตอนเลิกเรียนก็อย่าลืมเอามาใส่ด้วย”
“หนูทราบแล้วค่ะ!”
เฮ่ออวี้ถิงนำสนับเข่าไปเก็บไว้อย่างดีด้วยความดีใจ เธอตั้งใจว่าเพื่อไม่ให้ของขวัญชิ้นนี้ต้องเสียหาย เธอจะพยายามฝึกกระโดดยางให้เก่งขึ้นไปอีก
เด็กหญิงทิ้งตัวลงบนเตียง ซุกหน้ากับกองผ้าห่มนุ่มๆ แล้วยกขาเรียวเล็กขึ้นชี้ฟ้า แกว่งไปมาอย่างเริงร่า ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเจ้าของท่าทางนั้นกำลังมีความสุขมากขนาดไหน
เฮ่ออวี้เสียงเองก็พลอยมีความสุขไปด้วย
ทว่าคนที่กำลังจะต้องกลับไปทำงานอย่างเฉินชิงกลับรู้สึกห่อเหี่ยวใจอย่างบอกไม่ถูก
เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กทั้งสองก็ปลุกเธอให้ตื่นเหมือนเช่นทุกวัน แต่การลุกจากเตียงในวันนี้กลับดูยากเย็นเป็นพิเศษ
การได้หยุดพักผ่อนยาวมาตลอดทั้งสัปดาห์ทำให้การกลับมาทำงานอีกครั้งกลายเป็นเรื่องที่ต้องปรับตัวอย่างหนัก
เฉินชิงลากสังขารมาถึงที่ทำงานด้วยสภาพไร้เรี่ยวแรง บรรยากาศเดิมๆ ที่คุ้นเคยทำให้เธออยากจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะแล้วหลับไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
หัวหน้าหลิวเดินมาเคาะโต๊ะของเธอเบาๆ “มีแรงหน่อยสิ”
“อย่าลืมสิคะว่าฉันเป็นคนเจ็บอยู่นะคะ”
เฉินชิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนระทวย
หัวหน้าหลิวยืนกอดอกพลางขมวดคิ้วมุ่น
“ฉันไปสืบมาแล้วล่ะน่า มือของเธออีกเดือนเดียวก็หายสนิทแล้ว อย่าลืมทำงานในส่วนของตัวเองให้เรียบร้อยด้วยล่ะ อีกไม่นานก็จะถึงเทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ทางคณะกรรมการโรงงานต้องไปช่วยฝ่ายพลาธิการเตรียมของขวัญให้กับคนงาน”
“ฉันไม่ไปค่ะ” เฉินชิงปฏิเสธเสียงแข็ง
แค่เพียงวันเดียวที่เธอใช้เวลาสืบเรื่องราว ก็ทำให้รู้ว่ามีชายหนุ่มสองคนต้องตายไปเพราะเข้าไปพัวพันกับหยางซิวจิ่น เธอไม่อยากเป็นศพที่สาม
“ต่อให้ฆ่ากันให้ตายฉันก็ไม่ไปค่ะ”
“ทำไมถึงไปไม่ได้ล่ะ”
“ฉันไม่อยากตกเป็นขี้ปากชาวบ้านค่ะ!”
เฉินชิงยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าจะไม่ยอมพาตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอันตรายเด็ดขาด
หัวหน้าหลิวถึงกับจนคำพูด
“เฮ้อ เอางี้แล้วกัน เธออยากจะทำอะไรก็ทำไป ส่วนคนที่เหลือตามฉันไปที่ฝ่ายพลาธิการ”
ภาระงานของฝ่ายพลาธิการนั้นหนักหน่วงกว่าคณะกรรมการโรงงานหลายเท่านัก แค่จัดสรรของขวัญพลาดไปนิดเดียวก็อาจโดนสาปแช่งไปถึงโคตรเหง้าเลยทีเดียว
เป็นงานที่ทั้งเหนื่อยและต้องรองรับอารมณ์ผู้คน แต่ก็แลกมาด้วยผลประโยชน์ที่งดงาม แม้เงินเดือนตามหน้าเสื่อจะอยู่ที่สามสิบหกหยวน แต่เมื่อรวมสวัสดิการจิปาถะต่างๆ แล้ว รายรับอย่างน้อยก็ปาเข้าไปห้าสิบหยวน
หยางซิวจิ่นแห่งฝ่ายพลาธิการเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากสหกรณ์การค้าและการตลาดว่ากำลังจะส่งรถมา เขาจึงรีบจัดแจงแบ่งทีมงานจากคณะกรรมการโรงงานและฝ่ายพลาธิการทันที
เวลาเก้านาฬิกาตรง รถบรรทุกยี่ห้อเจี่ยฟ่างสามคันเคลื่อนขบวนเข้ามาในเขตโรงงานด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่ม บนตัวรถแต่ละคันประดับด้วยป้ายผ้าสีแดงสดพร้อมข้อความ
“สุขสันต์เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง”
คันแรกเต็มไปด้วยกล่องขนมไหว้พระจันทร์ที่พิมพ์ชื่อ “โรงงานอาหารหงซิง” เอาไว้
คันที่สองบรรทุกน้ำมันเมล็ดพืชที่วางเรียงรายเป็นถังๆ ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย
ส่วนคันสุดท้ายคือแอปเปิลลูกโตที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นไปทั่วบริเวณ
“สหายทุกคน ได้เวลาทำงานแล้ว!” หยางซิวจิ่นตะโกนสั่งการอยู่ด้านหน้าสุด
“ทีมหนึ่งไปขนขนมไหว้พระจันทร์ ทีมสองขนน้ำมันเมล็ดพืช ส่วนทีมสามรับผิดชอบแอปเปิล! สหายอีกสองคนจากคณะกรรมการโรงงานให้ช่วยกันจดบันทึกจำนวนของ!”
แม้ว่าจะมีแผนกขนย้ายโดยเฉพาะ แต่หน้าที่หลักของพวกเขาคือการแบกหามเหล็กเส้นและเหล็กกล้าต่างๆ ซึ่งมีปริมาณงานที่ต้องทำให้เสร็จในแต่ละวันอยู่แล้ว สวัสดิการพนักงานที่นานๆ จะมีสักครั้งจึงไม่นับเป็นงานในความรับผิดชอบของพวกเขา
ด้วยเหตุนี้ สมาชิกจากฝ่ายพลาธิการและคณะกรรมการโรงงานจึงต้องลงแรงช่วยกัน
ทุกคนต่างชะเง้อมองด้วยความอยากรู้ว่าของขวัญในปีนี้จะมีอะไรบ้าง
“ขนมไหว้พระจันทร์ น้ำมัน แล้วก็แอปเปิล สามอย่างหน้าเดิม”
“เท่านี้ก็ดีแล้ว แค่อยากรู้ว่าน้ำมันจะได้เยอะขึ้นไหม ขนมกับแอปเปิลแป๊บเดียวก็กินหมดแล้ว แต่น้ำมันถ้าได้เยอะหน่อยก็ใช้ได้เป็นครึ่งเดือนเลยนะ”
“ส่วนฉันน่ะหวังว่าขนมไหว้พระจันทร์จะได้เยอะๆ หน่อย เพราะต้องเอาไปฝากครอบครัวของแฟนด้วย”
…
บทสนทนาเหล่านี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ในเวลาไม่นานพนักงานทั้งโรงงานก็รู้กันหมดว่าสวัสดิการปีนี้ยังคงเป็นของสามอย่างเดิม
จากนั้นทุกคนก็เริ่มไปสอบถามถึงปริมาณที่แน่นอนจากคนของฝ่ายพลาธิการ
เฉินชิงเองก็เช่นกัน
ช่วงพักกลางวัน เธอถือโอกาสถามเถียนเมิ่งหย่า
“สวัสดิการของฝั่งคณะกรรมการโรงงานเราเป็นยังไงบ้างเหรอ”
“ขนมไหว้พระจันทร์แบบกล่องเหล็กหนึ่งกล่อง แอปเปิลสามจิน แล้วก็น้ำมันอีกครึ่งจิน ส่วนพนักงานในสายการผลิตจะได้เป็นขนมไหว้พระจันทร์แบบแท่ง แอปเปิลสองจิน กับน้ำมันสี่เหลี่ยง”
“เหมือนเดิมเลยสินะ”
เฉินชิงจำได้ว่าปีที่แล้วก็ได้รับของประมาณนี้
“ใช่ ไม่เปลี่ยนเลย” เถียนเมิ่งหย่าส่ายหน้า
“แต่ได้ยินมาว่าจะมีการฉายหนังกลางแปลงให้ดูด้วยนะ พนักงานกับครอบครัวมาดูกันได้หมด แต่คนในโรงงานเราเยอะขนาดนี้ จะไปดูกันทั่วถึงได้ยังไง”
เฉินชิงพยักหน้าเห็นด้วย
พนักงานที่นั่งอยู่โต๊ะถัดไปได้ยินบทสนทนาจึงโน้มตัวเข้ามาถาม “เจ้าหน้าที่เถียนคะ ปีนี้จะมีตั๋วปันส่วนอะไรแจกบ้างไหม”
เมื่อสองปีก่อนยังมีการแจกตั๋วน้ำตาลทรายครึ่งจิน แต่ปีที่แล้วกลับไม่มี ปีนี้จึงไม่มีใครคาดเดาได้
เถียนเมิ่งหย่าส่ายหน้า “เรื่องนี้ฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ”
พวกเขาถูกมองว่าเป็นพวกทำงานชักช้า เลยไม่ค่อยเป็นที่ต้อนรับในฝ่ายพลาธิการนัก ข้อมูลที่ได้มาจึงมีแค่เรื่องผิวเผินที่ใครๆ ก็รู้กัน แถมคนพวกนั้นยังแอบนินทาลับหลังว่าพวกเขาเป็นพวกปัญญาชนอ่อนแอ วันๆ ดีแต่จับปากกาทำท่าหรูหราไปวันๆ
แม้จะเป็นความจริงอยู่บ้าง แต่คำพูดเหล่านั้นก็ช่างเสียดแทงใจเหลือเกิน
เมื่อไม่ได้คำตอบที่ต้องการ คนที่ถามจึงกลับไปนั่งที่เดิมอย่างเงียบๆ
บ่ายนั้น เฉินชิงมีหน้าที่ต้องเดินตรวจและบันทึกปัญหาตามแผนกต่างๆ ซึ่งไม่ว่าจะไปที่แผนกไหน เธอก็จะถูกรุมล้อมด้วยคำถามเรื่องสวัสดิการอยู่เสมอ
“ที่ฉันรู้ก็บอกไปหมดแล้วนะคะ”
“จริงเหรอครับ พวกเราได้ยินข่าวลือมาว่าจะมีคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมชื่อดังมาเปิดการแสดงด้วยนะ! ได้ยินว่าแต่ละคนสวยหยาดเยิ้มเลย หัวหน้าทีมเฉิน ที่คุณไม่ยอมบอกพวกเรานี่เป็นเพราะกลัวว่าความสวยของพวกเธอจะมาบดบังรัศมีของคุณหรือเปล่าครับ”
[จบบท]