บทที่ 14: ประเดิมชัย
“เขาเรียกว่าคนไม่รู้หนังสือค่ะ” เฉินชิงสวนกลับพลางยืดตัวตรง ในแววตาคู่สวยฉายประกายเย็นชาออกมาอย่างไม่ปิดบัง
เจ้าของร่างเดิมอาจจะเกลียดชังหลานสองคนในบ้านจนอยากจะทรมานให้ตายตามกันไปให้หมด แต่สำหรับหยางซิวจิ่นแล้ว เธอกลับมอบความรู้สึกดีๆ ให้อย่างหมดหัวใจ
ด้วยเหตุนี้เอง ภายใต้คำพูดหว่านล้อมของชายหนุ่ม เจ้าของร่างเดิมจึงหลงเชื่อว่าลูกสาวของเขาคือเด็กที่น่ารักที่สุดในโลก ยอมทุ่มเทซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ให้ ยอมสรรหาของอร่อยๆ มาประเคนให้ไม่เคยขาด
ที่เฉินชิงไม่คิดจะเอ่ยถึงของจิปาถะเหล่านั้น ก็เพราะโดยสามัญสำนึกแล้ว ของที่ให้กันด้วยใจย่อมไม่มีใครมานั่งนับมูลค่า และในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว
ทุกครั้งที่หยางซิวจิ่นให้อะไร เขามักจะป่าวประกาศให้ใครต่อใครได้รับรู้ แต่ในทางกลับกัน ตอนที่เจ้าของร่างเดิมยอมควักเงินเกือบ 20 หยวนเพื่อซื้อชุดเสื้อผ้าพร้อมรองเท้าให้ลูกสาวของเขา เธอกลับทำไปด้วยความเต็มใจอย่างแท้จริง
ใครกันที่บอกว่าผู้ชายไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ผู้ชายคือเผ่าพันธุ์ที่เจ้าเล่ห์และรู้จักคำนวณผลประโยชน์ได้เสียเก่งที่สุดในโลก พวกเขาจดจำทุกอย่างที่เคยให้ได้อย่างแม่นยำ พอมีอะไรไม่ได้ดั่งใจแม้เพียงเล็กน้อย ก็พร้อมจะขุดเรื่องเก่าขึ้นมาทวงบุญคุณทันที
มักจะขึ้นต้นด้วยประโยคทำนองว่า ‘ผมดีกับคุณมากแค่ไหน’ เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกผิด
การที่หยางซิวจิ่นยกเรื่องของเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยให้มาเป็นข้ออ้างเพื่อกดดัน มันทำให้เฉินชิงรู้สึกอยากจะลงไม้ลงมือขึ้นมาจริงๆ
ในตอนแรกเธอคิดว่าเขาเป็นแค่คนนิสัยประหลาดไปบ้าง แต่จากเนื้อหาที่เคยอ่านในนิยาย อย่างน้อยเขาก็น่าจะมีความจริงใจให้เจ้าของร่างเดิมอยู่ไม่น้อย แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้เขาก็ยังเอามาคิดเล็กคิดน้อย!
“ถ้าหัวหน้าหยางไม่เข้าใจความหมายของคำว่า ‘ให้’ ก็ลองกลับไปเปิดพจนานุกรมดูนะคะ แต่ถ้ายังยืนกรานว่าจะต้องคำนวณราคาของที่ให้กันไปมาอย่างละเอียด ฉันก็ยินดีจะนั่งถกเรื่องนี้กับหัวหน้าเหมือนกันค่ะ ของที่ฉันเคยให้ลูกสาวคุณไป ก็น่าจะช่วยหักลบหนี้ที่ฉันติดค้างคุณอยู่ได้เยอะโขเลยทีเดียว หัวหน้าหยางไม่คิดอย่างนั้นเหรอคะ”
“เฉินชิง คุณอย่าเข้าใจผิดสิ ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น”
หยางซิวจิ่นไม่สนใจความเจ็บแสบบนใบหน้าที่เพิ่งโดนตบไปแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เขาต้องการในตอนนี้คือการยื่นมือไปคว้ามือของเธอไว้เพื่ออธิบาย
ทว่าเฉินชิงกลับก้าวถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่าง “หัวหน้าหยาง กรุณาสำรวมด้วยค่ะ และ...เชิญกลับไปได้แล้ว ฉันไม่ส่ง”
บริเวณบ้านพักของโรงงานเครื่องจักรซึ่งมีคนงานทำงานสลับสับเปลี่ยนกันตลอดสามกะ ทำให้มีไฟถนนติดตั้งไว้ พอถึงหกโมงเย็น แสงไฟสีเหลืองนวลก็สว่างวาบขึ้นในโคมแก้ว ดวงตาของเฉินชิงสะท้อนประกายแสงที่สั่นไหวจากหลอดไฟราคาถูกเหนือศีรษะ ทอประกายแห่งความเยือกเย็นและเฉยเมยออกมาอย่างชัดเจน
หัวใจของหยางซิวจิ่นราวกับถูกกระแทกเข้าอย่างจัง ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นปราดไปทั่วทั้งอก
นับตั้งแต่ที่ได้รู้จักเฉินชิง เขามั่นใจเสมอมาว่าเธอเป็นเพียงของเล่นในกำมือ เป็นภรรยาแสนสวยที่เขาหมายปอง เป็นเครื่องมือที่จะช่วยส่งเสริมชื่อเสียงของเขา และที่สำคัญที่สุดคือเป็นบันไดให้เขาก้าวไปสู่จุดที่สูงกว่า!
แต่วันนี้...หยางซิวจิ่นได้ประจักษ์แก่ใจแล้วว่าเครื่องมือชิ้นสำคัญกำลังจะหลุดลอยไปจากมือ
ในจังหวะนั้นเอง เด็กสองคนก็วิ่งพรวดพราดออกมาจากในบ้าน แต่ละคนหิ้วถังไม้คนละสองใบ พวกเขาพุ่งตรงมาอย่างไม่สนใจใครหน้าไหน จนหยางซิวจิ่นต้องเบี่ยงตัวหลบแทบไม่ทัน
เขามองตามแผ่นหลังของเฉินชิงที่เดินหายกลับเข้าไปในบ้าน แววตาพลันหม่นแสงลง ทว่ายังคงฉายแววรักลึกซึ้งที่ใครเห็นก็ต้องรับรู้
ป้าอวี๋ที่ยังคุกรุ่นไปด้วยความโมโหจากฝีมือของเฮ่ออวี้เสียง ไม่อยากจะเห็นเฉินชิงได้ลงเอยกับคนดีๆ อย่างหัวหน้าหยาง จึงเอ่ยปากปลอบใจชายหนุ่ม “หัวหน้าหยาง อย่าไปใส่ใจนังเด็กนั่นเลยค่ะ อีกไม่นานก็ต้องไปดูตัวแล้ว”
“อะไรนะครับ!” หยางซิวจิ่นขมวดคิ้วมุ่น “กับใคร?”
“เห็นว่าเป็นคนที่เพื่อนสนิทของพี่สาวเธอหามาให้ แต่ก็ยังไม่ยอมบอกพวกเราหรอกค่ะว่าเป็นใคร หัวหน้าหยาง พวกเราทุกคนรู้ว่าคุณเป็นคนดี อย่าไปเสียเวลากับเด็กอย่างเฉินชิงเลย ลูกสาวคุณก็เพิ่งจะ 6 ขวบ กำลังต้องการคนดูแล คุณควรหาผู้หญิงดีๆ ที่พร้อมจะใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน คอยดูแลบ้าน ทำกับข้าวให้คุณ...”
เสียงของป้าอวี๋ยังคงเจื้อยแจ้วไม่หยุด ทำให้หยางซิวจิ่นที่พยายามปั้นหน้า ‘อาลัยอาวรณ์’ ไม่อาจทนอยู่ต่อไปได้ “คุณป้าครับ พอดีผมนึกขึ้นได้ว่ามีธุระด่วน ต้องขอตัวกลับบ้านก่อน ไว้ค่อยคุยกันใหม่นะครับ”
ชายหนุ่มรีบร้อนจากไปโดยไม่ได้เก็บคำพูดของป้าอวี๋มาใส่ใจแม้แต่น้อย
หาผู้หญิงที่ทำงานบ้านเป็นงั้นเหรอ แล้วสวยหรือเปล่าล่ะ จะคู่ควรพอให้ยืนเคียงข้างเขาได้ไหม
เฉินชิงคือดอกไม้ประจำโรงงาน ทั้งยังมีตำแหน่งในคณะกรรมการโรงงานอีกด้วย งานของเธอสบายและดูดีมีหน้ามีตา ถ้าได้ควงเธอออกไปให้ใครต่อใครเห็น เขาที่เป็นพ่อม่ายแต่กลับคว้าสาวสวยบริสุทธิ์มาครองได้ จะมีผู้ชายสักกี่คนที่ไม่รู้สึกอิจฉา
ส่วนลูกสาวของเขาน่ะหรือ เด็กอายุ 6 ขวบแล้ว จะต้องการการดูแลอะไรนักหนา!
ป้าอวี๋ที่ได้สนทนากับหยางซิวจิ่นรู้สึกปลาบปลื้มใจอยู่ลึกๆ หัวหน้าหยางแห่งแผนกพลาธิการคือบุคคลสำคัญ การได้พูดคุยกับเขาสามารถนำไปโอ้อวดได้อีกหลายวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่อาจจะได้ทำลายโอกาสดีๆ ในชีวิตของเฉินชิง ก็ยิ่งทำให้เธอมีความสุขมากขึ้นไปอีก!
หญิงสูงวัยเดินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีไปยังปากซอย แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นใครคนหนึ่งกำลังเดินเข้าไปในบ้านของเฉินชิง เธอจึงรีบเดินตามเข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ผู้มาเยือนคือหลี่เหม่ยฮวา ภรรยาของรองหัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัย ด้วยความที่ครอบครัวทางฝั่งแม่ของเธอทำงานที่โรงงานไม้ขีดไฟ จึงสามารถรับงานพับกล่องไม้ขีดไฟมาทำที่บ้านได้เป็นประจำ ทำให้พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ปัญหาเดียวของเธอในตอนนี้คือการมีลูกสาวเพียงคนเดียว แต่เพราะมีลูกน้อย เธอก็ยิ่งตามใจเป็นพิเศษ
เมื่อลูกสาวตัวน้อยกลับมาเล่าให้ฟังว่าเฮ่ออวี้ถิงมีกระโปรงแสนสวยที่น้าสาวตัดให้ในราคาเพียง 2 หยวน ก็ร้องไห้ลงไปนอนดิ้นกับพื้นอยากจะได้บ้าง
ตอนแรกหลี่เหม่ยฮวาก็ไม่เชื่อว่าคนอย่างเฉินชิงจะลงมือตัดชุดให้หลานสาว แต่พอไปสืบสาวราวเรื่องดูก็พบว่าเป็นความจริง ที่บ้านของเธอมีผ้าที่เก็บไว้ให้ลูกสาวโดยเฉพาะอยู่แล้ว เพื่อตัดปัญหารำคาญ หลังมื้อค่ำเธอจึงตัดสินใจหอบผ้ามาหาเฉินชิงถึงที่
เฉินชิงที่กำลังกลุ้มใจเรื่องการหาลูกค้า ไม่รอช้าที่จะเปิดไฟเพื่อต้อนรับอย่างดีที่สุด “พี่หลี่เหม่ยฮวา มาหาฉันเพราะอยากให้ตัดชุดให้ใช่ไหมคะ”
เธอเปิดประเด็นอย่างตรงไปตรงมา ทำให้หลี่เหม่ยฮวาที่ยังรู้สึกเกรงๆ อยู่เล็กน้อยถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“คืออย่างนี้นะ ฉันได้ยินมาว่าเธอตัดกระโปรงสวยๆ ให้หลานสาวชุดหนึ่ง พอดีลูกสาวฉันรู้เรื่องเข้า ก็เลยรบเร้าว่าอยากได้บ้าง ฉันเลยมาขอให้เธอช่วยหน่อยน่ะ เธอลองดูผ้าผืนนี้สิว่าพอจะทำได้ไหม”
เพราะความรักที่มีต่อลูกสาว ผ้าที่เธอเตรียมมาจึงมีสีสันสดใสเป็นพิเศษ
เฉินชิงคลี่ผ้าออกเพื่อประเมินขนาดพลางสอบถามสัดส่วนของลูกสาวหลี่เหม่ยฮวา จากนั้นจึงหยิบกระดาษและปากกามาจดบันทึกอย่างละเอียด ก่อนจะนำไปเทียบกับขนาดของผ้าอีกครั้ง
คนในยุคนี้แม้จะตัดเย็บเสื้อผ้าไม่เป็น แต่ก็มีความสามารถในการกะขนาดผ้าได้อย่างแม่นยำ ผ้าที่หลี่เหม่ยฮวานำมาก็เช่นกัน เมื่อตัดเย็บเสร็จแล้วจะเหลือเพียงเศษผ้าชิ้นเล็กๆ เท่านั้น
“ขนาดกำลังพอดีเลยค่ะ ทำได้แน่นอน”
หลี่เหม่ยฮวายังคงไม่วางใจนัก เธอเกรงว่าเฉินชิงจะดีแต่ปากแล้วทำผ้าที่อุตส่าห์หามาได้อย่างยากลำบากต้องเสียเปล่า แต่เมื่อได้เห็นท่าทางที่คล่องแคล่วว่องไวราวกับช่างตัดเย็บมืออาชีพของหญิงสาว ความกังวลในใจก็ค่อยๆ คลายลง “แล้ว...ต้องใช้เวลากี่วันถึงจะเสร็จล่ะ”
“พรุ่งนี้ตอนบ่ายก็มารับได้เลยค่ะ”
“ตกลง งั้นฉันกลับก่อนนะ”
แม้หลี่เหม่ยฮวาจะกลับไปแล้ว แต่ป้าอวี๋ก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
เฉินชิงไม่ใส่ใจหญิงสูงวัย เธอเดินไปปิดไฟเพราะค่าไฟนั้นแพงแสนแพง!
หญิงสาวเดินตรงไปยังตุ่มน้ำพร้อมกับเอ่ยถามป้าอวี๋ “คุณป้าก็อยากให้ฉันตัดชุดให้เหมือนกันเหรอคะ”
“เปล่าซะหน่อย” ป้าอวี๋ปฏิเสธทันควัน เธอก็พอจะเย็บปักถักร้อยได้ จะยอมเสียเงินตั้ง 2 หยวนให้เฉินชิงไปทำไมกัน
เธอเพียงแค่รู้สึกทึ่งกับท่วงท่าการวัดผ้าของเฉินชิงเมื่อสักครู่นี้ มันช่างแตกต่างจากเฉินชิงคนเดิมที่เธอเคยรู้จักโดยสิ้นเชิง
“พรุ่งนี้ก็ตัดเสร็จแล้วชุดหนึ่งเชียวเหรอ ทำงานเร็วจริงๆ นะ ถ้าวันหนึ่งรับงานชิ้นเดียว เดือนหนึ่งก็ทำเงินได้ตั้ง 60 หยวนแล้วสิ”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็คงต้องขอบคุณคำอวยพรของคุณป้าแล้วล่ะค่ะ” เฉินชิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะเดินไปรับถังน้ำที่เฮ่ออวี้เสียงกำลังหิ้วกลับมา
เมื่อมือทั้งสองข้างว่างเปล่า เฮ่ออวี้เสียงก็เงยหน้าขึ้นมองน้าสาวของตนด้วยความงุนงง
ภาพที่เห็นคือน้าสาวของเขาใช้มือเพียงข้างเดียวจับหูหิ้วถังไม้ ส่วนอีกข้างก็ประคองก้นถังไว้ ก่อนจะเทน้ำทั้งหมดลงในตุ่มได้อย่างง่ายดาย
[จบบท]