บทที่ 149: มื้อค่ำ ณ บ้านพักรวมใจ
ปริมาณอาหารแต่ละจานที่ยกมาเสิร์ฟนั้นน้อยนิดเสียจนน่าใจหาย ทุกคนต่างจ้องตะครุบราวกับกลัวว่าจะไม่ได้กินให้คุ้มกับที่จ่ายไป
เฉินชิงพยายามยื่นตะเกียบออกไปสุดแขน แต่สิ่งที่คีบกลับมาได้มีเพียงเศษเสี้ยวของมะเขือม่วงผัด ช่างเป็นโชคชะตาที่เล่นตลกกับเธอไม่เลิกรา
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น เฮ่ออวี้เสียงกลับเป็นผู้ที่คว้าชัยมาได้มากที่สุด อาหารส่วนใหญ่ในจานดูเหมือนจะเทไปกองรวมกันอยู่ตรงหน้าเขา เด็กอีกสองคนกับเฉินชิงจึงได้แต่ฝากความหวังไว้ที่การป้อนของเขา
กว่าจะได้ลิ้มรสอาหารแต่ละคำก็ช่างยากเย็น จนสุดท้ายก็ทำได้เพียงประทังความหิวไปแค่พอประมาณ แม้จะมีบางสิ่งตกถึงท้อง แต่กลับไม่รู้สึกถึงความอิ่มเอมเลยแม้แต่น้อย
เหมาเหมานั่งซึมด้วยความผิดหวัง เขาไม่ค่อยได้มีโอกาสมาร่วมงานเลี้ยงฉลองแบบนี้บ่อยนัก ใครจะไปคาดคิดว่าอาหารการกินจะย่ำแย่ถึงเพียงนี้ หากล่วงรู้แต่แรก สู้ไม่ยอมให้น้าต้องมาเสียเงิน 5 เหมาไปโดยเปล่าประโยชน์ยังจะดีเสียกว่า
เฮ่ออวี้ถิงเองก็ชอกช้ำใจไม่แพ้กัน เธอยังไม่ทันจะได้ยื่นตะเกียบออกไปร่วมวงแย่งชิง กับข้าวทุกอย่างก็อันตรธานหายไปจากจานเสียแล้ว เด็กหญิงได้แต่ทิ้งตัวซบลงบนอ้อมแขนของน้าสาวอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“คุณน้าคะ... หนูเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าอาหารฝีมือพี่อร่อยที่สุดในโลกเลยค่ะ”
การเปรียบเทียบมักนำมาซึ่งความเจ็บปวดเสมอ ที่ผ่านมาเธอเอาแต่ค่อนขอดว่าฝีมือทำอาหารของพี่ชายนั้นช่างไม่ได้เรื่อง นั่นก็เพราะเธอนำไปเทียบกับฝีมือชั้นเลิศของเฮ่อหย่วนและบรรดาพ่อครัวในร้านอาหารของรัฐ
แต่พอได้มาลิ้มลองรสชาติอาหารจากบ้านอื่นในวันนี้ เธอกลับตระหนักได้ว่าฝีมือของพี่ชายนั้นเทียบชั้นได้กับพ่อครัวใหญ่ในภัตตาคารหรูเลยทีเดียว
เฉินชิงลูบศีรษะหลานสาวเบาๆ พลางถอนหายใจออกมา
“น้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกันจ้ะ”
คนเราไม่ควรคาดหวังอะไรให้มากเกินไปนัก แค่การมีอาหารปกติให้กินในแต่ละวันก็ถือเป็นเรื่องที่ดีเกินพอแล้ว แม้กระทั่งมะเขือม่วงนึ่งธรรมดาๆ ที่เฮ่ออวี้เสียงทำ ยังมีรสชาติล้ำเลิศกว่ามะเขือม่วงผัดในงานเลี้ยงวันนี้อย่างเทียบไม่ติด
หลังจากอาหารหกอย่างถูกเสิร์ฟและหมดลงในพริบตา ก็ไม่มีอะไรถูกนำออกมาอีก บรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงานต่างมีสีหน้าบูดบึ้งไม่พอใจ ส่วนจางตงเหมยผู้เป็นเจ้าภาพนั้นยิ่งรู้สึกอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
งานเลี้ยงฉลองครบเดือนของลูกชายเธอไม่เพียงแต่เชิญพ่อแม่ของตัวเองมาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงญาติสนิทมิตรสหายอีกหลายคน ทว่าอาหารที่จัดเลี้ยงกลับดูด้อยกว่างานบ้านๆ ของคนในหมู่บ้านเสียอีก
เมื่อเห็นว่ามีคนเริ่มทยอยเดินทางกลับ เฉินชิงจึงตัดสินใจพาทั้งสามคนกลับบ้านเช่นกัน จางตงเหมยซึ่งยืนรอส่งแขกอยู่ที่หน้าประตูบ้านพักรวม พอเห็นหน้าเฉินชิงก็รีบเอ่ยคำขอโทษด้วยสีหน้าเจื่อนๆ
“ฉันขอโทษด้วยนะที่ต้อนรับได้ไม่ดีพอ”
“ไม่เป็นไรเลยค่ะ” เฉินชิงเห็นแววตาที่คลอหน่วยของเพื่อนบ้านแล้วจึงยื่นมือไปตบที่ไหล่ของเธอเบาๆ
“พี่เอาลูกไปให้สามีช่วยดูแลก่อนดีไหม แล้วตัวเองก็ไปหาอะไรกินรองท้องสักหน่อยเถอะคะ่”
จางตงเหมยพยายามฝืนยิ้มออกมาอย่างขมขื่น
“อืม... เดี๋ยวฉันจะลองดูนะ”
“ดีแล้วล่ะค่ะ งั้นพวกเราขอตัวกลับก่อนนะคะ” ทันทีที่กลับถึงบ้าน เฉินชิงและเด็กๆ ก็ไม่รอช้า รีบตรงเข้าครัวเพื่อต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินกันทันที
เฮ่ออวี้เสียงจัดการตอกไข่ไก่ลงไปในหม้อถึงสี่ฟอง ตามด้วยผักที่เหลือจากมื้อเย็นของเมื่อวาน ความหิวโหยทำให้ทั้งสามคนไม่อาจรอให้ตักแบ่งใส่จานได้อีกต่อไป พวกเขาทำเพียงแค่ตักบะหมี่ร้อนๆ ใส่ชามของตัวเองแล้วยกขึ้นซดทันที
เมื่อของร้อนๆ ไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะ ทุกคนจึงรู้สึกเหมือนได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เหมาเหมาเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบขึ้น
“มื้อค่ำที่บ้านพักรวมคืนนี้คงไม่เป็นแบบนี้ใช่ไหมครับ”
เฮ่ออวี้เสียงส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่หรอกน่า”
เฮ่ออวี้ถิงจึงช่วยอธิบายเสริม
“ถึงป้าใหญ่จะขี้เหนียวไปหน่อย แต่ลุงใหญ่เป็นคนรักหน้าตาตัวเองยิ่งชีพ เพราะฉะนั้นลุงใหญ่จะลงมือควบคุมดูแลทุกอย่างด้วยตัวเองเลย
“รับรองได้ว่าทุกคนจะได้กินหมูพะโล้เป็นอย่างน้อยคนละหนึ่งชิ้นแน่นอน ส่วนข้าวกับกับข้าวอย่างอื่นก็มีให้กินจนอิ่มแปล้ได้ถึงเจ็ดแปดส่วนเลยล่ะ”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ค่อยยังชั่วหน่อย” เหมาเหมาถอนหายใจอย่างโล่งอก
แสงอรุณแรกแห่งเทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วงยังไม่ทันได้ทอประกายจับขอบฟ้า แต่บ้านพักรวมของโรงงานเครื่องจักรกลับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยเสียงจอแจอันเป็นเอกลักษณ์
เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วงในปี 1970 นับเป็นครั้งแรกของทศวรรษใหม่ แม้ว่าข้าวของเครื่องใช้จะยังคงขาดแคลน แต่บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองกลับคึกคักและอบอวลไปทั่วทุกแห่งหน
ป้าใหญ่จากบ้านพักรวมที่อยู่ติดกันคือผู้ที่ตื่นเช้าที่สุดในวันนี้ เธอพิถีพิถันเลือกสวมเสื้อผ้าฝ้ายหยาบสีน้ำเงินตัวเก่ง เข้าชุดกับรองเท้าผ้าสีดำสนิท ก่อนจะบรรจงใช้กิ๊บสีดำรวบผมที่เริ่มหงอกขาวไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย
เมื่อจัดการแต่งองค์ทรงเครื่องจนพอใจแล้ว เธอจึงเริ่มปลุกสามีให้ลุกขึ้นมาช่วยกันเตรียมอาหารกลางวันมื้อใหญ่สำหรับทุกคนในบ้านพักรวม
ผู้คนในบ้านพักรวมต่างทยอยตื่นนอนกันทีละคนสองคน เฉินชิงเองก็ซึมซับบรรยากาศความคึกคักนั้นจนทำให้เธอตื่นนอนเร็วกว่าปกติ เมื่อมองไปรอบๆ ไม่เห็นเฮ่ออวี้เสียงจึงเอ่ยถามขึ้น
“แล้วอวี้เสียงเขาหายไปไหนล่ะ”
“เขาตื่นตั้งแต่ตี 5 แล้วครับ”
เหมาเหมาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอู้อี้ขณะที่กำลังแปรงฟัน
เฮ่ออวี้เสียงตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่อไปต่อแถวรอที่สหกรณ์การค้าและการตลาด เขาใช้เวลาหลายชั่วโมงเบียดเสียดกับผู้คนจนได้ของมาหลายอย่าง
ทั้งขนมไหว้พระจันทร์ไส้ถั่วแดงสี่ชิ้น ปลาลิ่นตัวโตหนึ่งตัว หมูสามชั้นสองจิน เต้าหู้ขาวสามก้อน ส้มโอหนึ่งลูก ทับทิมสองผล ใบมันเทศหนึ่งจิน และเผือกอีกหนึ่งจิน
เดิมทีเขาตั้งใจจะซื้อกระดูกหมูมาต้มซุปด้วย แต่ของกลับขายหมดเกลี้ยง แม้แต่หมูสามชั้นที่ได้มาก็ยังเป็นส่วนที่ติดมันน้อย
เขาออกจากบ้านไปตั้งแต่ตี 5 และเพิ่งจะได้กลับมาถึงตอนสิบโมงเช้า สภาพของเขาย่ำแย่จนดูไม่จืด ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อที่สวมอยู่ถึงกับเลื่อนหลุดไปกองอยู่บนไหล่ข้างหนึ่ง
เหมาเหมาเห็นสภาพของเห่ออวี้เสียงแล้วถึงกับตกใจ รีบวิ่งเข้าไปช่วยจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ก่อนจะถามขึ้น “คนไปแย่งซื้อของกันเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ”
“เยอะมาก ปลาลิ่นตัวนี้ฉันเจอคุณปู่ของหวังเหวินหมิงเข้าโดยบังเอิญ เขาบอกว่าเพิ่งตกมาได้สดๆ ฉันเลยขอซื้อต่อจากเขามา”
“แล้วหวังเหวินหมิงจะมากินข้าวฉลองกับพวกเราด้วยหรือเปล่า” เหมาเหมาถามต่อด้วยความตื่นเต้น
“คงไม่หรอก บ้านเขาสมาชิกเยอะขนาดนั้น คงต้องฉลองกันเองในครอบครัวอยู่แล้วล่ะ”
เฮ่ออวี้เสียงรู้ดีว่าใครบ้างที่จะมาร่วมวงฉลองเทศกาลในค่ำคืนนี้ มันให้ความรู้สึกเหมือนการรวมตัวของกลุ่มคนที่ไม่มีญาติมิตรที่ไหน
เฮ่ออวี้เสียงจัดแจงนำของที่ซื้อมาไปเก็บเข้าที่
เพียงครู่เดียว ป้าใหญ่ก็เดินเข้ามาหาด้วยท่าทีเป็นมิตร
“อวี้เสียงจ้ะ ไม่ต้องลำบากทำกับข้าวแล้วนะ ลุงใหญ่ของเธออุตส่าห์ลงไปหาแลกผักสดๆ จากในชนบทมาตั้งหลายวัน แถมยังไปซื้อหมูที่เพิ่งเชือดใหม่ๆ มาจากบ้านตระกูลจางอีกด้วย วันนี้พวกเธอจะได้กินของอร่อยกันแน่ๆ รีบไปรอที่ลานบ้านพักรวมได้เลย”
เฮ่ออวี้เสียงปฏิเสธอย่างสุภาพ “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวพวกเรารอน้ากลับมาก่อนแล้วค่อยตามไปทีหลังครับ”
เขารู้ดีว่าหากไปถึงที่นั่นก่อนเวลาอาหาร ก็คงไม่พ้นต้องถูกใช้ให้ทำงานสารพัดอย่างไม่หยุดหย่อน การทำงานบ้านของตัวเองนั้นเขาไม่เคยเกี่ยง แต่การต้องไปทำงานให้คนอื่นโดยไม่ได้อะไรตอบแทนนั้นเป็นสิ่งที่เขาไม่สนใจ
เมื่อเห็นว่าคะยั้นคะยอเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล ป้าใหญ่จึงได้แต่หันหลังกลับไปพร้อมกับสบถออกมาเบาๆ
“ไอ้เด็กนี่!” ไม่รู้จักโอนอ่อนผ่อนตามเอาเสียเลย
ป้าใหญ่เดินกลับไปช่วยสามียกของ การเตรียมอาหารสำหรับคนถึง 34 ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย ลุงใหญ่ต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อมาลงมือทำอาหาร และต้องคอยจับตาดูทุกขั้นตอนอย่างไม่ให้คลาดสายตา
เพราะหากเผลอเพียงนิดเดียว ภรรยาตัวดีของเขาก็อาจจะแอบยักยอกของดีๆ ไปเก็บไว้เป็นของตัวเองได้
ป้าใหญ่เห็นสายตาของสามีที่มองมาราวกับจับขโมยก็อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา
“ฉันทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน ก็เพื่อครอบครัวของเราทั้งนั้น อยากจะช่วยประหยัดเงินให้บ้านเรา แต่คุณกลับเอาของดีๆ ไปประเคนให้คนอื่นหมด แล้วหลานของเราจะเอาอะไรกิน
“คุณไม่เห็นหรือยังไงว่าเฮ่อหย่วนที่อยู่บ้านตรงข้ามกับเฉินชิงบ้านข้างๆ เขากินดีอยู่ดีกันขนาดไหน! แค่ขาดอาหารมื้อนี้ไปมื้อเดียวมันจะตายหรือไง มีแต่คุณนั่นแหละที่โง่ ทำตัวเป็นพ่อพระใจกว้างอยู่ได้”
ลุงใหญ่เหนื่อยเกินกว่าจะต่อปากต่อคำด้วยอีกต่อไปแล้ว หากเขาทำอาหารรสชาติห่วยแตกออกมา คนพวกนั้นก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะยอมจ่ายเงินค่าอาหารมื้อนี้ให้เขาหรอก ที่บ้านพักรวมอื่นมีคนเข้าร่วมงานเลี้ยงเพียงไม่กี่คน
แต่ที่นี่กลับมีคนมารวมตัวกันมากมาย เขาอาศัยหลักการขายปริมาณมากแต่ได้กำไรน้อย แถมยังได้ชื่อเสียงที่ดีกลับมาอีกด้วย เขาอธิบายเรื่องนี้ให้ภรรยาฟังนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่เธอก็ไม่เคยคิดจะเข้าใจ เขาก็สุดปัญญาจะทำอะไรได้
“ฉันออกไปดูหน่อยดีกว่าว่ามีใครว่างอยู่บ้านบ้าง จะได้เรียกมาช่วยงาน!” ป้าใหญ่ยังคงหาเรื่องวุ่นวายได้ไม่หยุด
พอถึงเวลาอาหารเย็น เมื่อเห็นเฉินชิงเดินกลับมา ป้าใหญ่ก็รีบเข้าไปหาเรื่องใช้งานทันที
“เสี่ยวชิง เธอหน้าตาสะสวยขนาดนี้ มาช่วยยกกับข้าวหน่อยสิ ทุกคนเห็นแล้วต้องเจริญอาหารขึ้นเยอะแน่ๆ”
เฉินชิงสวนกลับไปทันควัน “แต่ฉันไม่เจริญใจค่ะ”
“มีความสุขคนเดียว สู้แบ่งปันความสุขให้คนอื่นด้วยไม่ได้เหรอจ้ะ”
“ป้าใหญ่ไปหาคนอื่นมาช่วยแทนเถอะค่ะ” เฉินชิงเหลือบตามองอย่างรำคาญ ก่อนจะหันหลังกลับบ้านเพื่อไปช่วยเฮ่ออวี้เสียงยกโต๊ะ เก้าอี้ และชามไปยังลานบ้านพักรวมข้างๆ
ป้าใหญ่ที่ถูกเฉินชิงตอกหน้ากลับมาจนหน้าชา ตั้งใจว่าจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องพ่อแม่ของซูเจวียนเจวียนให้ได้ แต่แล้วสายตาของเธอก็พลันไปประสานเข้ากับสายตาคมกริบของเฮ่อหย่วนที่มองมาพอดี
หัวใจของป้าใหญ่หล่นวูบ เธอรีบวิ่งแจ้นไปฟ้องสามีทันที
“นี่คุณ! เฮ่อหย่วนที่อยู่บ้านตรงข้ามเขาจ้องฉันเขม็งเลย”
“พอได้แล้วน่าเธอ เลิกก่อเรื่องได้แล้ว” ลุงใหญ่กำลังยุ่งจนหัวหมุน เขาไม่มีเวลาหรืออารมณ์จะมาคอยปลอบใจเธอ
ป้าใหญ่เบะปากอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
เมื่อเห็นท่าทางของภรรยา ลุงใหญ่จึงพูดเตือนสติ
“อย่าไปหาเรื่องเขาเลยนะ นักวิจัยเฮ่อคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา”
แต่ป้าใหญ่หาได้สนใจไม่ ในเมื่อสามีของเธอคือผู้ดูแลบ้านพักรวมแห่งนี้ เขาก็ย่อมเป็นผู้ที่มีอำนาจที่สุดแล้ว เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกความมั่นใจกลับคืนมา แล้วเชิดหน้าเดินออกไปอีกครั้ง
“หลบหน่อยค่ะ” เฉินชิงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
โต๊ะและเก้าอี้ของบ้านเธอล้วนเป็นของดี ลุงใหญ่จึงเอ่ยปากขอยืมมาใช้ในงานเลี้ยง ซึ่งเฉินชิงก็ไม่ได้ปฏิเสธ เธอจึงช่วยกันกับหลานชายยกม้านั่งและเตรียมชามกับตะเกียบมาให้พร้อม
ป้าใหญ่ขยับตัวหลีกทางให้ เฉินชิงจัดการวางโต๊ะและเก้าอี้เข้าที่เรียบร้อยแล้วจึงทิ้งตัวลงนั่งพักอย่างเหนื่อยอ่อน
การกินข้าวร่วมกันในยุค 70 นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ ของใช้ส่วนใหญ่ต่างคนต่างก็ต้องเตรียมมากันเองทั้งสิ้น
[จบบท]