บทที่ 15: ความฝัน
ภาพของพ่อไม่เคยปรากฏอยู่ในความทรงจำของเฮ่ออวี้เสียงเลยสักครั้ง สำหรับเด็กชายแล้ว ‘พ่อ’ เป็นเพียงคำเรียกขานของบุรุษผู้สมบูรณ์พร้อมในทุกด้านตามคำบอกเล่าของแม่ ไม่ว่าจะสูงใหญ่เพียงใด กล้าหาญแค่ไหน หรือจะฉลาด ยิ่งใหญ่ และซื่อตรงปานใดก็ตาม เขายังคงปักใจเชื่อเสมอว่าพ่อของเขาเป็นคนดี และเฝ้ารอวันที่จะได้พบหน้ากันอีกครั้ง
คุณตาของเขาหลังไม่ดีนัก เฮ่ออวี้เสียงจึงปรารถนาจะได้เล่นขี่คอพ่อเหมือนเด็กคนอื่นๆ เพื่อที่จะได้ไปป่าวประกาศกับเพื่อนทุกคนที่เคยล้อเลียนเขาว่าพ่อของเขาน่ะ เก่งกาจที่สุดในโลก
แต่แล้วพ่อก็ไม่อยู่ คุณตาก็จากไปอีกคน
นับจากนั้นเป็นต้นมา ชีวิตของเขาก็อยู่ภายใต้การดูแลของน้า
เด็กชายเฝ้าหวังอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าสักวันหนึ่งเขาจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ชายที่สูงใหญ่ไม่ต่างจากพ่อ เพื่อที่จะได้ปกป้องน้องสาว หาเงินมาจุนเจือครอบครัว แบกฟืนกองโต หรือแม้แต่ยกถังไม้หนักอึ้งได้อย่างสบายๆ
“เป็นอะไรไปน่ะเรา” เฉินชิงโบกมือผ่านหน้าหลานชายไปมา
เฮ่ออวี้เสียงก้มหน้างุด คว้าถังไม้ที่วางอยู่แล้ววิ่งพรวดออกไปจากบ้าน ทิ้งให้เฉินชิงยืนงงเป็นไก่ตาแตก
ตัวร้ายของเรื่องเป็นอะไรของเขาอีกแล้ว
ป้าอวี๋ที่ยืนมองอยู่ เห็นท่าทีแข็งกระด้างของเฮ่ออวี้เสียงแล้วก็นึกถึงเรื่องเมื่อตอนบ่ายที่เขาแสดงกิริยาไม่ดีต่อเธอขึ้นมา เลยคิดจะเป่าหูเฉินชิงเสียหน่อย “เสี่ยวชิงจ๊ะ ในฐานะที่เธอเป็นน้า เป็นญาติคนเดียวที่เด็กๆ เหลืออยู่ ก็ต้องอบรมสั่งสอนพวกแกให้ดีๆ หน่อยนะ อย่างน้อยก็ให้มีมารยาท รู้จักกาลเทศะ ที่สำคัญคือต้องเคารพผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอวี้เสียงนั่นแหละ เหมือนเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า พวกผู้ใหญ่หลายคนไม่ชอบขี้หน้าเขากันทั้งนั้น มาเล่าเรื่องแย่ๆ ของเขาให้ฉันฟังตั้งเยอะแยะ”
“ใครคะ ใครมันกล้าว่าหลานฉัน ฉันจะไปหยิบมีดในครัวมาสับมันให้เละเดี๋ยวนี้เลย แก่จนหัวหงอกแล้วยังไม่เจียมตัว ไม่รู้จักเอ็นดูเด็กที่อ่อนแอกว่า ดีแต่รังแกคนไม่มีทางสู้รีบไปลงนรกซะยังดีกว่า!”
เฉินชิงหมุนตัวทำท่าจะมุ่งหน้าไปยังห้องครัวจริงๆ
“เดี๋ยวๆๆ!” ป้าอวี๋ร้องห้ามเสียงหลง
เธอเพิ่งจะอายุหกสิบกว่าๆ เท่านั้น ยังไม่อยากรีบไปยมโลกตอนนี้
“เสี่ยวชิง ใจเย็นๆ ก่อนสิ ฉันก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อย อย่าไปจริงจังเลยนะ”
เฉินชิงหยุดกึก ก่อนจะหันมามองด้วยสายตาไม่น่าไว้วางใจ “ป้าแน่ใจนะคะ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ ฉันปากหนักจะตาย ถึงจะสับป้าไปให้ตำรวจ ก็ไม่ซัดทอดป้าออกมาแน่นอน”
ป้าอวี๋ถึงกับเหงื่อตก “ไม่ๆ ไม่มีอะไรจริงๆ ฉันมันปากพล่อยไปเองแหละ เสี่ยวชิง พอดีที่บ้านฉันยังมีธุระค้างอยู่ ขอตัวก่อนนะ”
พูดจบร่างท้วมก็รีบสาวเท้าไปยังประตู แต่ด้วยความรีบร้อนจึงก้าวพลาดจนเกือบหน้าคะมำ
จังหวะนั้นเฮ่ออวี้ถิงก็หิ้วถังน้ำกลับมาพอดี เด็กหญิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “คุณย่าอวี๋คะ พี่ชายของหนูเป็นเด็กดีที่สุดในโลกเลยค่ะ”
ป้าอวี๋ทำได้เพียงส่งเสียงอืออาในลำคออย่างเสียไม่ได้
คนบ้านนี้มันบ้ากันทั้งบ้านหรือไง!
เธอสบถในใจก่อนจะรีบเดินลิ่ว หายไปทางปากซอย
เฮ่ออวี้ถิงไม่ได้สนใจท่าทีนั้น เธอยังคงมุ่งมั่นกับภารกิจขนน้ำของตัวเองต่อไป โดยมีเฉินชิงยืนรอเทน้ำจากถังลงโอ่งอยู่ข้างๆ ด้วยความช่วยเหลือจากน้า ทำให้สองพี่น้องได้เลิกงานเร็วกว่าที่เคย
ในช่วงที่เด็กๆ กำลังช่วยกันต้มน้ำ เฉินชิงก็เดินไปยังบ้านพักข้าราชการที่อยู่ติดกัน
เธอเดินเข้าไปหาคุณลุงผู้ดูแลแล้วสอบถามด้วยความนอบน้อม “คุณลุงคะ หนูตัวเล็กนิดเดียว เด็กๆ ที่บ้านก็ยังเล็กกันอยู่เลยค่ะ เลยอยากจะถามว่าถ้าเราจะต่อท่อประปาเข้ามาในบ้านพักของเราจะต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่คะ”
“ไม่มีท่อให้ต่อหรอกหนูเอ๊ย อย่าไปคิดเลย ไม่อย่างนั้นคนเป็นสิบๆ ชีวิตในบ้านพักรวมของเราจะยอมทนรอคิวก๊อกน้ำอันเดียวทุกวันไปทำไม”
คุณลุงผู้ดูแลเองก็หนักใจกับเรื่องนี้ไม่น้อย
เพราะจุดที่จะต่อท่อประปาได้นั้นอยู่ไกลลิบ หากจะติดตั้งท่อใหม่ก็ต้องให้คนจากกรมชลประทานมาขุดร่องน้ำ ซึ่งค่าใช้จ่ายต่อหลังคาเรือนก็ไม่ต่ำกว่าร้อยหยวน ทางโรงงานเห็นว่าทุกคนยังพอมีน้ำใช้กันอยู่ จึงไม่อยากจะเสียเงินในส่วนนี้
“แล้วถ้าเป็นการขุดบ่อน้ำล่ะคะ”
การขุดบ่อบาดาลเองก็เป็นที่นิยมในยุคสมัยนี้เช่นกัน
“ขุดบ่อมันก็ต้องดูด้วยว่าใต้ดินบ้านเธอมีตาน้ำหรือเปล่า เรื่องนี้ลุงก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกนะ แต่ที่แน่ๆ คือราคามันแพงหูฉีกเลยล่ะ”
การขุดบ่อต้องอาศัยทีมงานมืออาชีพ ไหนจะค่าวัสดุ ค่าแรง และค่าจิปาถะอื่นๆ อีก ถ้าไม่ได้ทำพร้อมกันทั้งหมู่บ้านแต่ทำแค่หลังเดียว อย่างน้อยๆ ก็ต้องเตรียมเงินไว้สองร้อยกว่าหยวน
พอได้ยินตัวเลขที่คุณลุงบอก เฉินชิงก็รีบกล่าวลาแทบไม่ทัน
ต้องขออภัยจริงๆ ที่อาจหาญเกินไป
เธอไม่น่าเพ้อฝันถึงอิสรภาพในการใช้น้ำเลยแม้แต่น้อย
ถึงว่าทำไมตามชนบท บ้านไหนมีบ่อน้ำเป็นของตัวเองถึงได้เป็นเรื่องใหญ่โตน่าอวดอ้าง การมีน้ำใช้ได้อย่างอิสระเสรีมันช่างเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เฉินชิงก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเตียงแข็งๆ อย่างหมดแรง
ดวงตาเหม่อมองหยากไย่ที่เกาะอยู่เต็มเพดาน ก่อนจะพลิกตัวนอนตะแคงด้วยความรู้สึกห่อเหี่ยวในใจ
ด้านนอกห้อง สองพี่น้องกำลังพูดคุยกันเสียงเจื้อยแจ้ว เฮ่ออวี้ถิงออกท่าทางอย่างตื่นเต้น “พี่จ๋า เชื่อหนูนะ น้าทำแบบนี้ แล้วก็แบบนี้เลยนะ ทำเอาคุณย่าอวี๋ไม่กล้าว่าร้ายพี่อีกเลย แถมยังขู่ด้วยว่าถ้ามีใครมาว่าพี่อีก น้าจะเอามีดไปสับคนนั้นให้เละ!”
“อืม”
เฮ่ออวี้เสียงตอบรับในลำคออย่างไม่ใส่ใจนัก
“พี่เป็นอะไรไป ไม่ดีใจเหรอ?” เฮ่ออวี้ถิงย่อตัวลงนั่งยองๆ ข้างพี่ชายที่กำลังเติมฟืนเข้าเตาไฟ เห็นเขาขมวดคิ้วมุ่นก็อดไม่ได้ที่จะยื่นนิ้วน้อยๆ ไปคลึงหว่างคิ้วของเขาเบาๆ
ปอยผมหน้าม้าของเฮ่ออวี้เสียงปรกหน้าลงมาตอนที่เขาก้มลง เด็กชายพึมพำด้วยความน้อยใจ “พี่ตัวเตี้ยเกินไป”
หากเขาตัวสูงกว่านี้อีกสักหน่อย คนที่ตักน้ำได้อย่างคล่องแคล่วก็คงจะเป็นเขา ไม่ใช่ปล่อยให้น้ากับน้องสาวต้องลำบาก
เฮ่ออวี้ถิงเอียงคอด้วยความสงสัย “แต่พี่ก็สูงกว่าเด็กหกขวบคนอื่นๆ ตั้งเยอะแล้วนะ”
“แค่นั้นมันยังไม่พอ!”
“งั้นพี่จะไปเดินบนไม้ต่อขาหรือยังไง” เด็กหญิงถามซื่อๆ
เฮ่ออวี้เสียง “...”
น้องสาวของเขากำลังพูดเรื่องอะไรกัน
“พี่แค่อยากตัวสูงขึ้น”
“งั้นพี่ก็ลองอธิษฐานดูสิ”
“พวกเทพเจ้าเชื่อถือไม่ได้ที่สุด!”
เขาก้มหัวอ้อนวอนนับครั้งไม่ถ้วน ขออย่าให้ใครในครอบครัวต้องจากไปไหนอีก แต่ก็ไม่เคยเป็นผลสำเร็จ
“ก็ได้ค่ะ”
เฮ่ออวี้ถิงเองก็จนปัญญา
เธอไม่อยากคุยกับพี่ชายแล้ว เดี๋ยวจะต้องอาบน้ำแล้ว ต้องรีบไปเก็บเสื้อผ้าเข้ามาก่อน
เฮ่ออวี้เสียงจมอยู่กับความรู้สึกขุ่นมัว
แม้แต่น้องสาวก็ยังไม่เข้าใจความรู้สึกของเขาเลย!
“พี่จ๋า หนูคิดออกแล้ว! เดี๋ยวหนูทำแผ่นเสริมส้นรองเท้าให้พี่เอามั้ย จะได้ดูสูงขึ้นมาอีกนิดนึงไงคะ!”
จู่ๆ น้องสาวก็โผล่หน้ามาอีกครั้ง ในชุดกระโปรงสีสดใสที่ขับให้เธอดูร่าเริง พร้อมรอยยิ้มกว้างจนดวงตาหยีเป็นพระจันทร์เสี้ยว
ความสดใสของเธอส่งผ่านมาถึงเฮ่ออวี้เสียงโดยไม่รู้ตัว มุมปากของเขาจึงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ “ก็ได้”
เมื่อเห็นว่าเกลี้ยกล่อมพี่ชายสำเร็จ เฮ่ออวี้ถิงก็กลับไปทำงานของเธอต่ออย่างอารมณ์ดี
หลังจากเก็บและพับเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เธอก็นำไปวางไว้บนเก้าอี้หน้าห้องของน้า เมื่อน้ำต้มได้ที่แล้วจึงเข้าไปอาบน้ำ
พอสองพี่น้องจัดการธุระของตัวเองเสร็จ ก็ตะโกนบอกน้าหนึ่งครั้ง ก่อนจะพากันเข้านอนอย่างเรียบร้อย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้เป็นน้าต้องกังวลใจแม้แต่น้อย
กว่าเฉินชิงจะอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย พระจันทร์ก็ลอยเด่นอยู่กลางผืนฟ้าเสียแล้ว
เธอมองขึ้นไปสำรวจท้องนภายามค่ำคืน ดวงดาวส่องแสงเพียงริบหรี่จนไร้ซึ่งความงดงามน่ามอง เมื่อปราศจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเพื่อนคู่ใจ อีกทั้งยังเสียดายค่าไฟเกินกว่าจะเปิดทิ้งไว้ เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากล้มตัวลงนอน
เสี้ยววินาทีก่อนที่สติจะดับวูบไป เธอก็บรรลุสัจธรรมข้อหนึ่ง
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมครอบครัวในยุคนี้ถึงมีลูกดกกันนัก!
ก็ค่ำคืนมันยาวนานและน่าเบื่อ สองสามีภรรยานอนเคียงข้างกันบนเตียง ถ้าไม่หากิจกรรมสานสัมพันธ์รักให้ทำ แล้วจะให้ทำอะไรได้อีกล่ะ
พอเล่นกันไปเล่นกันมา เจ้าตัวน้อยก็เลยถือกำเนิดขึ้นมาได้ง่ายๆ
ความคิดก่อนนอนของเฉินชิงวนเวียนอยู่แต่กับเรื่องใต้สะดือ ส่งผลให้ความฝันของเธอในคืนนั้นปรากฏภาพอันแปลกประหลาดขึ้นมา
มันไม่ใช่ฉากวาบหวิวติดเรทที่ต้องเซ็นเซอร์ แต่กลับเป็นเพียงจุมพิตธรรมดาๆ!
ในฝัน มีชายคนหนึ่งพยายามจะจูบเธอ เฉินชิงจึงฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าเขาไปสองฉาดติด
ไอ้คนลามก!
กล้าดียังไงมาจูบเธอ!
อยากตายนักหรือไง!
แต่เมื่อใบหน้าของชายคนนั้นปรากฏชัดขึ้น เค้าหน้าที่ดูเย็นชาและเคร่งขรึมนั้นอยู่ห่างจากเธอเพียงแค่ลมหายใจกั้น เฉินชิงในความฝันกลับรู้สึกปลื้มปริ่มใจอย่างบอกไม่ถูก
กรี๊ด!
เป็นหนุ่มหล่อ!
จูบแรกกับหนุ่มสุดหล่อแบบนี้ เธอให้ผ่าน!
แต่ขณะที่เธอกำลังหลับตาพริ้มด้วยหัวใจที่เต้นระรัวเพื่อรอรับสัมผัสอันแสนหวาน...ฝันก็สลายไปเสียดื้อๆ!
เฉินชิงลืมตาโพลงอย่างไม่อยากจะเชื่อ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือการหลับตาลงอีกครั้งเพื่อสานต่อความฝันนั้นให้จบ
แต่เมื่อสติสัมปชัญญะกลับคืนมาจนครบถ้วน เฉินชิงก็ผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงทันที!
‘ฝันเปียก’ ของเธอที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีครั้งไหนที่ใบหน้าของชายในฝันจะชัดเจนขนาดนี้ ต่อให้มี พอตื่นเช้าขึ้นมาเธอก็ลืมเลือนไปจนหมดสิ้น แต่ไม่ใช่กับฝันเมื่อคืนนี้
ผู้ชายคนนั้น...
เธอจำเขาได้อย่างแม่นยำทุกกระเบียดนิ้ว!
นักวิจัยเฮ่อ...เฮ่อหย่วน!
[จบบท]