บทที่ 154: เพื่อนร่วมโต๊ะคนใหม่
เมื่อเทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วงผ่านพ้นไป บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองได้จางหายไปพร้อมกับคืนเดือนเพ็ญ ทุกชีวิตในบ้านพักหลวงหมายเลข 01 กลับคืนสู่วิถีปกติ
เฮ่ออวี้ถิงก็เช่นกัน เด็กหญิงปีนขึ้นไปบนเตียงของน้าสาวอย่างคล่องแคล่ว เขย่าร่างที่นอนขดอยู่ใต้ผ้าห่มเบาๆ เพื่อปลุกให้ไปทำงานตามกิจวัตรที่คุ้นเคย
“คุณน้าคะ ตื่นได้แล้วค่ะ ต้องไปทำงานแล้วนะคะ”
“ไม่เอา...” เสียงอู้อี้ของเฉินชิงลอดออกมาจากใต้ผ้านวมผืนหนาที่เธอใช้คลุมโปงจนมิดศีรษะ
“น้าเพิ่งฝันดี ฝันว่ารวยเป็นมหาเศรษฐี ไม่ต้องทำอะไรเลยสักอย่าง...”
“ถ้างั้นคุณน้าจะกลับเข้าไปในฝันอีกเหรอคะ” เฮ่ออวี้ถิงเอียงคอถามอย่างใสซื่อ
“อื้ม”
“ก็ได้ค่ะ งั้นเดี๋ยวหนูมาปลุกใหม่นะคะ”
“ได้จ้ะ”
เด็กหญิงตัวน้อยนอนคว่ำอยู่บนเตียง ปล่อยให้ขาคู่เล็กแกว่งไปมาที่ขอบเตียงอย่างสบายอารมณ์ เมื่อกะเวลาได้พอสมควรแล้ว ร่างเล็กๆ ของเธอก็ไถลลื่นลงจากเตียงอย่างเป็นธรรมชาติราวกับรู้งาน
เท้าทั้งสองข้างสวมลงบนรองเท้าที่วางรออยู่ได้อย่างพออดิบพอดี เธอก้มลงจัดแจงให้เข้าที่ก่อนจะเดินออกไปหาพี่ชายที่สวนหลังบ้าน
เฮ่ออวี้เสียงกำลังง่วนอยู่กับการดูแลแปลงผักของเขาอย่างขะมักเขม้น มือข้างหนึ่งถือถังไม้ ส่วนอีกข้างก็ใช้กระบวยตักน้ำรดลงบนต้นอ่อนอย่างเบามือและทะนุถนอม
ผักของเขาเติบโตเชื่องช้าเหลือเกิน ซึ่งเรื่องนี้เขาโทษว่าเป็นความผิดของน้าสาวเต็มๆ
ก็เพราะเธอคัดค้านเสียงแข็งไม่ยอมให้เขาไปขอปุ๋ยหมักชีวภาพจากห้องน้ำสาธารณะของโรงงาน แล้วถ้าปราศจากปุ๋ยชั้นดีพวกนั้น ต้นผักของเขาจะเติบโตแข็งแรงได้อย่างไรกัน
เฮ่ออวี้ถิงเห็นพี่ชายกำลังรดน้ำผักก็นึกสนุก เธอวิ่งไปหยิบถังใบเล็กมาเติมน้ำจนเต็มปรี่แล้วพยายามยกขึ้นอย่างสุดกำลังจนต้องเม้มปากแน่น ก่อนจะเปล่งเสียง
“ฮึบ!” ออกมาแล้วราดน้ำลงบนแปลงผักอย่างตั้งอกตั้งใจ
“น้ายังไม่ตื่นอีกเหรอ” เฮ่ออวี้เสียงเอ่ยถามขึ้น
“คุณน้าบอกว่าฝันว่าได้เป็นมหาเศรษฐีค่ะ เลยขอใช้เวลาดื่มด่ำกับความรวยในฝันอีกสักแป๊บ” หลังจากเทน้ำออกไปจนหมด ถังในมือก็เบาลงอย่างเห็นได้ชัด เฮ่ออวี้ถิงพูดต่ออย่างรู้งาน
“เดี๋ยวหนูต้องเตรียมอาหารเช้าไปวางไว้ให้ แล้วก็ต้องเตรียมน้ำล้างหน้ากับน้ำบ้วนปากไว้ด้วย ทำแบบนี้คุณน้าจะได้ไม่ไปทำงานสาย”
เฮ่ออวี้เสียงคุ้นชินกับภาพเหล่านี้เสียแล้ว
เขาจึงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก
เมื่อสองพี่น้องจัดการเรื่องแปลงผักเรียบร้อย เฮ่ออวี้เสียงก็เดินเข้าครัวไปเตรียมอาหารกลางวันสำหรับตัวเองและน้องสาว ส่วนเฮ่ออวี้ถิงก็รับหน้าที่จัดเตรียมของใช้ส่วนตัวในตอนเช้าให้น้าของเธอจนครบถ้วน ก่อนจะย้อนกลับไปปลุกอีกครั้ง
เฉินชิงลุกขึ้นจากเตียงด้วยความเคยชิน เธอจัดการธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันมากำชับหลานทั้งสอง
“ตั้งใจเรียนกันด้วยล่ะ กับข้าวของเมื่อวานยังเหลืออีกเยอะแยะ ตักไปกินที่โรงเรียนกันเยอะๆ นะ”
“รู้แล้วครับ น้ารีบไปทำงานได้แล้ว”
วันนี้เฮ่ออวี้เสียงไม่เพียงตักกับข้าวที่เป็นเนื้อสัตว์ใส่กล่องข้าวอย่างเต็มที่ แต่เขายังแบ่งขนมไหว้พระจันทร์ที่เหลืออยู่คนละหนึ่งในสี่ส่วน ห่อด้วยกระดาษไขอย่างดีเพื่อนำไปกินที่โรงเรียนกับน้องสาวด้วย
เฮ่ออวี้ถิงเดินสำรวจของกินที่เหลืออยู่ในบ้านก่อนจะเอ่ยขึ้น “พี่จ๋า หนูขอเอาส้มโอไปสองกลีบได้ไหมคะ”
“เอาไปสิ”
หากปล่อยผลไม้ทิ้งไว้นานเกินไปก็คงไม่ดีแน่
ว่าแล้วเฮ่ออวี้เสียงก็หยิบส่วนของตัวเองมาสองกลีบเช่นกัน
หลังจากจัดแจงทุกอย่างเข้าที่ สองพี่น้องก็รอจนได้เวลา แล้วจึงสะพายกระเป๋าเดินออกจากบ้าน มุ่งหน้าสู่โรงเรียนประถมของโรงงานเครื่องจักร
แม้เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วงจะผ่านไปแล้ว แต่ในอากาศยามเช้าดูเหมือนจะยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานจางๆ ของขนมไหว้พระจันทร์ เฮ่ออวี้ถิงสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วพูดออกมาอย่างมีความสุข
“ถ้าเรามีเทศกาลให้ฉลองกันบ่อยๆ ก็คงจะดีนะคะ”
“เปลืองเงินจะตาย” เฮ่ออวี้เสียงสวนกลับ
แค่เทศกาลเดียว พวกเขาก็ใช้เงินไปมากถึงห้าหยวน
“นั่นใช่อ่ายเจี่ยวหู่หรือเปล่า ที่เดินอยู่ข้างหน้า”
อ่ายเจี่ยวหู่ที่เดินทอดน่องอยู่ไม่ไกล จัดการยัดขนมไหว้พระจันทร์ไส้ถั่วแดงคำสุดท้ายเข้าปาก ก่อนจะบรรจงเลียเศษขนมที่ติดอยู่บนนิ้วอย่างเอร็ดอร่อย
เมื่อมองฝ่ามือที่ว่างเปล่า ความหงุดหงิดก็แล่นริ้วขึ้นมาในใจ แม่ของเขากวาดทั้งเงินและของกินในบ้านไปปรนเปรอบ้านยายจนหมด ส่วนพ่อก็เอาของกินไปแบ่งปันให้น้องๆ ของเขาอีก
ขนมไหว้พระจันทร์ที่เขาได้ลิ้มรสในช่วงเทศกาล ล้วนเป็นผลมาจากการที่เขายอมอดหลับอดนอนลุกขึ้นมากลางดึก เพื่อแอบย่องไปหยิบมันออกมาจากห่อขนมไหว้พระจันทร์แบบแท่งทีละชิ้น
เมื่อจัดการขนมไหว้พระจันทร์จนหมดสิ้น อ่ายเจี่ยวหู่ก็เปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน เขาเลี้ยวเข้าซอยข้างหน้า มุ่งหน้าไปยังบ้านของลูกน้องคนสนิทแทนที่จะเดินตรงไปโรงเรียน
เฮ่ออวี้ถิงขมวดคิ้วมุ่น “เขาจะไม่ไปโรงเรียนอีกแล้วเหรอคะ”
“ช่างเขาเถอะน่า”
ยุคสมัยนี้ การหนีเรียนถือเป็นเรื่องปกติ โรงเรียนประถมของโรงงานเครื่องจักรนับว่ามีบรรยากาศการเรียนที่เข้มข้นมากแล้ว หากเป็นโรงเรียนอื่น ผู้ปกครองเพียงต้องการให้ลูกหลานพออ่านออกเขียนได้
แต่เด็กๆ กลับรวมตัวกันโดดเรียนไปวิ่งเล่นซนจนเป็นเรื่องปกติ
ในฐานะหัวหน้าห้อง เฮ่ออวี้เสียงรู้ดีว่าในชั้นเรียนของเขามีนักเรียนราวสี่ถึงห้าคนที่มักจะขาดเรียนเป็นประจำ
และอ่ายเจี่ยวหู่ก็คือหนึ่งในนั้น
คุณครูหลินเคยไปเยี่ยมบ้านเพื่อพูดคุยกับพ่อแม่ของเขาแล้ว ซึ่งพวกเขาก็แสดงความรับผิดชอบด้วยการลงไม้ลงมือกับลูกชายต่อหน้าคุณครู แต่หลังจากนั้น ทุกอย่างก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม อ่ายเจี่ยวหู่ยังคงทำในสิ่งที่เขาอยากทำ
เมื่อสองพี่น้องมาถึงโรงเรียน หวังเหวินหมิงก็ปรี่เข้ามาหาเป็นคนแรก
“เฮ่ออวี้เสียง ฉันได้ยินมาว่าเหมาเหมาไปพักอยู่บ้านนายด้วยเหรอ ให้ฉันไปอยู่ด้วยคนได้ไหม”
เฮ่ออวี้เสียงเก็บกระเป๋านักเรียนเข้าใต้โต๊ะแล้วตอบเรียบๆ
“พ่อแม่เขาจ่ายให้ฉันวันละหนึ่งหยวน”
“แพงขนาดนั้นเลยเหรอ! พ่อแม่ฉันไม่มีทางยอมจ่ายแน่” สีหน้าของหวังเหวินหมิงฉายแววผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
“จริงสิ เมื่อวานนายกินขนมไหว้พระจันทร์ไส้อะไร”
“ไส้ถั่วแดง”
“ส่วนฉันต้องกินไส้โหงวยิ้งที่แข็งโป๊กอย่างกับก้อนอิฐ ไม่อร่อยเลยสักนิด”
“ไส้โหงวยิ้งมันไม่มีวอลนัท เมล็ดแตงโม แล้วก็งาหรอกเหรอ”
“มีสิ แถมยังมีน้ำตาลกรวดกับเปลือกส้มเชื่อมสีเขียวสีแดงพรรค์นั้นอีก!” หวังเหวินหมิงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ก่อนจะทุบโต๊ะระบายอารมณ์
“รสชาติมันแย่มากจริงๆนะ”
“ฉันมีไส้ถั่วแดงอยู่ อยากลองชิมหน่อยไหม”
เฮ่ออวี้เสียงหยิบขนมไหว้พระจันทร์ชิ้นของเขาออกมา ยื่นส่งให้เพื่อน
ใบหน้าที่เคยคล้ำแดดของหวังเหวินหมิงพลันแดงระเรื่อขึ้นด้วยความดีใจ
“ขอบใจมากนะหัวหน้าห้อง”
เขาหักชิ้นเล็กๆ ส่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ “หวานอร่อยจริงๆ!”
เฮ่ออวี้เสียงจึงยกขนมทั้งชิ้นให้เขาไป
หวังเหวินหมิงดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ “หัวหน้าห้อง เอาไว้วันไหนฉันตกปลาได้นะ จะเอามาแบ่งให้นายกินเป็นการตอบแทน”
“ได้สิ”
เฮ่ออวี้เสียงตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หวังเหวินหมิงนั่งรอเหมาเหมาอยู่ที่โต๊ะของเขา แต่คนแรกที่เขาเห็นกลับเป็นหยางอี้เหอ
เด็กหญิงเดินเข้ามาในห้องเรียนด้วยท่าทางหมดเรี่ยวแรง มือของเธอวางแปะอยู่บนสายกระเป๋านักเรียนอย่างอ่อนล้า เมื่อวานนี้เธอกลับไปบ้านตา แล้วก็ถูกลุงกับป้าด่าทอไม่หยุดหย่อน พวกเขาด่าเธอ แล้วก็พาลไปด่าแม่ของเธอด้วย
ที่ร้ายกว่านั้นคือ พวกเขาลากเธอไปยืนอยู่กลางวงล้อมของบรรดาญาติพี่น้อง แล้วสาดน้ำลายใส่พร้อมกับตะคอกบังคับให้เธอเอาเงินออกมา
เธอต้องยอมควักเงินที่ตากับยายให้มาจนหมดเกลี้ยง หลังจากนั้นลุงกับป้าก็หันไปเปิดศึกทะเลาะกับตากับยายต่ออีก
“อี้เหอ เป็นอะไรไปหรือเปล่า” หวังเหวินหมิงโน้มตัวไปข้างหน้า ถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล
“ฉันไม่เป็นไร” หยางอี้เหอตอบเสียงแผ่ว
เธอหยิบสมุดการบ้านออกมาจากกระเป๋า แล้วหันหลังเดินไปวางไว้บนโต๊ะของเฮ่ออวี้เสียง
ตามกฎของห้องเรียน วิชาคณิตศาสตร์และภาษาจีนจะต้องส่งการบ้านทุกวัน ซึ่งคุณครูหลินได้มอบหมายให้เฮ่ออวี้เสียง หัวหน้าห้อง เป็นผู้รวบรวมสมุดการบ้านทั้งหมดก่อนนำไปส่งให้ท่านอีกที
เฮ่ออวี้เสียงเหลือบมองอาการของเธอเล็กน้อย ก่อนจะหยิบส้มโอชิ้นหนึ่งออกมาจากกล่องข้าวแล้วยื่นให้
“ลองชิมดูสิ”
ดวงตาของหยางอี้เหอเบิกกว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจ
เธอชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะยื่นมือออกไปรับด้วยความดีใจ
“ขอบคุณนะหัวหน้าห้อง”
“ไม่เป็นไร”
หยางอี้เหอเริ่มลงมือแกะเปลือกส้มโอชิ้นนั้นกินอย่างมีความสุข
ไม่นานนักเหมาเหมาก็เดินเข้าห้องเรียนมา เขาเบียดตัวลงนั่งข้างๆ หวังเหวินหมิง
เมื่อสัญญาณเข้าเรียนดังขึ้น หวังเหวินหมิงจึงลุกกลับไปนั่งที่ของตัวเอง เหมาเหมาวางสมุดการบ้านลงบนโต๊ะของเฮ่ออวี้เสียง ก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“เมื่อคืนพอกลับถึงบ้านแล้วมันน่าเบื่อมากเลย”
บ้านของเขาเป็นบ้านสไตล์ตะวันตกหลังเล็ก
มันคับแคบเกินไป
จะวิ่งเล่นกระโดดโลดเต้นก็ไม่ได้เลยสักนิด!
แถมพ่อของเขายังบอกอีกว่าเป็นถึงผู้บริหารระดับสูง แต่กลับต้องมาอาศัยอยู่ในบ้านเก่าๆ โทรมๆ แบบนี้!
เหมาเหมาคิดแล้วก็หงุดหงิดจนแทบบ้า
เฮ่ออวี้เสียงปรามเขาเบาๆ “เงียบได้แล้ว จะเริ่มเรียนแล้วนะ”
เฮ่ออวี้ถิงซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าสุด เงยหน้าขึ้นมองคุณครูที่หน้าชั้นเรียนอย่างตั้งอกตั้งใจ
ซินเสี่ยวฉี เพื่อนร่วมโต๊ะของเธอแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “สร้างภาพ!”
พูดจบเธอก็หันหลังไปชวนเพื่อนคนข้างหลังคุยต่ออย่างไม่สนใจ
ขนตาของเฮ่ออวี้ถิงสั่นระริก ความน้อยใจเริ่มก่อตัวขึ้นในอก
ครั้งหนึ่งเธอเคยพยายามที่จะเป็นเพื่อนกับซินเสี่ยวฉี แต่เด็กคนนั้นกลับพยายามชวนเธอคุยในเวลาเรียนตลอดเวลา พอเธอไม่เล่นด้วย ซินเสี่ยวฉีก็ต่อว่าเธอเสียๆ หายๆ
แล้วหลังจากนั้น...
หยางอี้เหอก็มาชวนเธอไปเล่นกับกลุ่มเพื่อนของเขา ทำให้เธอได้มีเพื่อนใหม่
นั่นยิ่งทำให้ซินเสี่ยวฉีเกลียดขี้หน้าเธอมากขึ้นไปอีก
เฮ่ออวี้ถิงอยากจะขอเปลี่ยนที่นั่งใจจะขาด แต่คุณครูหลินบอกว่าการสลับที่นั่งจะทำได้เดือนละครั้งเท่านั้น
สำหรับเธอแล้ว หนึ่งเดือนมันช่างยาวนานเหลือเกิน
[จบบท]