บทที่ 164: ผ้าชั้นดีที่ไม่ต้องมีตั๋ว
เฮ่ออวี้เสียงกำลังจดจ่ออยู่กับการเดินหมากบนกระดานหมากรุกจีน เขาเอ่ยตอบโดยไม่ได้ละสายตาขึ้นมามอง “ฉันมีชุดแบบนั้นตั้งนานแล้ว”
น้าของเขาเริ่มลงมือตัดเย็บเสื้อผ้าชุดแรกๆ ก็เพื่อเขากับเฮ่ออวี้ถิงนี่แหละ!
เพียงแต่เขาไม่ใช่คนประเภทที่ชอบป่าวประกาศให้ใครต่อใครรู้ก็เท่านั้น
เหมาเจี้ยนกั๋วซึ่งกำลังนั่งประจันหน้าอยู่กับเฮ่ออวี้เสียงบนกระดานหมากรุก หันไปพูดกับเหมาเหมา ลูกชายของตัวเองอย่างภาคภูมิใจว่า
“เงินที่จ่ายไปทั้งหมดนั่นน่ะ ฝีมือพ่อของลูกทั้งนั้น”
ดวงตาของเหมาเหมาเป็นประกาย “โห พ่อสุดยอดไปเลยครับ”
“ไปเรียนรู้วิธีพูดจาประชดประชันแบบนี้มาจากที่ไหนกันหา”
เหมาเจี้ยนกั๋วค้อนให้ลูกชายหนึ่งวง ก่อนจะหันสมาธิกลับมาที่การแข่งขันอันดุเดือดตรงหน้า
ความตั้งใจเดิมของเขาคือการใช้เวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่หาได้ยากนี้กับลูกชายอย่างเต็มที่
แต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวเล็กจะอยู่นิ่งได้ไม่นาน เขาจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปชวนเฮ่ออวี้เสียงมาลับสมองประลองปัญญากันแทน
พอได้ยินเด็กชายบอกว่าเล่นไม่เป็น เหมาเจี้ยนกั๋วก็หัวเราะร่าด้วยความยินดีปรีดา พร้อมกับอาสาตัวเป็นอาจารย์สอนให้เอง
แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับตาลปัตร ตอนนี้เขาพ่ายแพ้ติดต่อกันมาถึง 5 กระดานรวดแล้ว!!
การสอนครั้งนี้ทำให้เขาถึงกับเหงื่อไหลไคลย้อยเลยทีเดียว!
“นี่เธอเพิ่งเคยเล่นหมากรุกจีนเป็นครั้งแรกจริงๆ น่ะเหรอ”
“ครับ แต่ว่าผมเคยดูคุณตาเล่นมาก่อน”
ครั้งหนึ่งในตอนที่เขายังเด็กกว่านี้ คุณตาเคยอุ้มเขาขึ้นมานั่งบนตักระหว่างที่กำลังเล่นหมากรุก แล้วให้เขาช่วยวางแผนการเดินหมาก ซึ่งคุณตาของเขานั้นเรียกได้ว่าเป็นนักเล่นหมากรุกที่ฝีมือเข้าขั้นธรรมดามากๆ คนหนึ่งเลยทีเดียว
เหมาเจี้ยนกั๋วสรุปอย่างมั่นอกมั่นใจ “ถ้าอย่างนั้นคุณตาของเธอก็ต้องเป็นเซียนหมากรุกตัวยงแน่นอน”
เฮ่ออวี้เสียงตอบกลับไปเพียงสั้นๆ “อาจจะใช่นะครับ”
เมื่อการแข่งขันดำเนินมาถึงกระดานที่ 10 เหมาเจี้ยนกั๋วก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาหันไปส่งเสียงบอกเฉินชิงที่นั่งอยู่ไม่ไกล
“คุณควรจะสอนให้ลูกหลานรู้จักการวางตัวในสังคมบ้างนะครับ”
เขาเป็นผู้ใหญ่แท้ๆ แต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับเด็กน้อยติดต่อกันถึง 10 กระดานซ้อน
มันน่าขายหน้าสิ้นดี!
เฮ่ออวี้เสียงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ผมออมมือให้คุณมาหลายกระดานแล้วนะครับ”
เหมาเจี้ยนกั๋วเบิกตากว้าง “!!!”
แววตาของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง
มือที่กำตัวหมากรุกเอาไว้แน่นถึงกับสั่นระริก
เสียงหัวเราะของเหมาเหมาดังลั่นขึ้นมาทันที
เมื่อเฮ่ออวี้ถิงเห็นน้าเล็กและน้าทาเลียพากันหัวเราะ เธอก็กอดท้องกลมๆ ของตัวเองไว้แล้วหัวเราะออกมาอย่างสดใส
“ตลกจังเลยค่ะ”
เฮ่ออวี้เสียงถอนหายใจออกมาเบาๆ “พอเถอะครับ เราเลิกเล่นกันดีกว่า”
ขืนเล่นต่อไป มีหวังได้ดูเหมือนเขากำลังเล่นอยู่กับผู้ใหญ่ที่เอาแต่ใจตัวเอง
เขาไม่มีอารมณ์จะมาทำอะไรแบบนี้จริงๆ
“ไม่ยอม! วันนี้ฉันจะต้องเอาชนะเธอให้ได้” เหมาเจี้ยนกั๋วประกาศกร้าวอย่างไม่ยอมแพ้
เฮ่ออวี้เสียงเริ่มรู้สึกอ่อนล้า เขาจึงจงใจเดินหมากพลาด ปล่อยให้คู่ต่อสู้รุกคืบเข้ามาได้อย่างง่ายดาย และในที่สุดเหมาเจี้ยนกั๋วก็เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะไปได้
ชายหนุ่มยืดอกพูดอย่างภูมิใจ “เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าผยองให้มันมากนักนะ”
“เป็นผู้ใหญ่ก็อย่าทำตัวอวดเบ่งเหมือนกันสิครับ” เฮ่ออวี้เสียงค่อยๆ บรรจงเก็บตัวหมากรุกแต่ละตัวลงในกล่องอย่างใจเย็น
ริมฝีปากของเหมาเจี้ยนกั๋วสั่นระริกด้วยความโมโห
เหมาเหมากลับรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะลูกกตัญญู เขาก้าวไปยืนเคียงข้างเฮ่ออวี้เสียงแล้วกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า
“พ่อของฉันชอบพูดอยู่เสมอว่าตัวเองเป็นคนที่ฉลาดที่สุด แต่ฉันกลับคิดมาโดยตลอดว่านายต่างหากที่ฉลาดที่สุด สายตาของฉันนี่ช่างเฉียบคมจริงๆ!”
เฮ่ออวี้เสียงนำกล่องหมากรุกไปวางเก็บไว้ในตู้ตามเดิม แล้วเอ่ยขึ้นเรียบๆ ว่า
“อันที่จริง ฉันก็ไม่ได้ถนัดเรื่องหมากรุกสักเท่าไหร่หรอก”
เหมาเจี้ยนกั๋วรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมตรงนี้ไม่เหมาะกับเขาอีกต่อไปแล้ว
“ที่รัก ผมขอตัวออกไปข้างนอกสักครู่นะ”
ทาเลียซึ่งกำลังให้ความสนใจกับการเย็บผ้าของเฉินชิงอยู่นั้น ตอบรับในลำคอ “อืม”
“มองหน้าผมหน่อยสิ” เหมาเจี้ยนกั๋วเอ่ยอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
ทาเลียปรายตามองเขาแวบหนึ่งอย่างเสียไม่ได้ “ไปได้แล้ว”
เหมาเจี้ยนกั๋วกลับยิ้มร่า “ได้เลย ผมไปเดี๋ยวนี้แหละ”
หลังจากที่เขาเดินจากไป เฉินชิงก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นอย่างจริงใจ
“รองหัวหน้าเหมาเขาไม่มีรสนิยมส่วนตัวที่มันแปลกๆ ใช่ไหม”
ทาเลียกะพริบตาปริบๆ “หมายถึงแบบไหนเหรอ”
เฉินชิง “…”
“ช่างเถอะจ้ะ”
ทาเลียใช้มือข้างหนึ่งเท้าคางไว้ ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางเบาออกมา
ใบหน้าของเฉินชิงร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
เธอรีบก้มหน้าก้มตาเย็บผ้าต่อไปเพื่อซ่อนความเขินอาย
เสียงรายงานข่าวจากเครื่องเล่นเทปดังคลอเคล้าบรรยากาศ เฉินชิงนั่งฟังอย่างมีความสุข เพราะนี่คือความบันเทิงเพียงไม่กี่อย่างที่เธอสามารถเข้าถึงได้ในยุคนี้
ถ้าถามถึงโทรทัศน์ล่ะก็?
ตอนนี้ก็พอจะมีวางขายอยู่บ้าง ราคาเครื่องหนึ่งก็ตกอยู่ที่ราวๆ พันกว่าหยวนเท่านั้น
ซึ่งเทียบเท่ากับเงินเดือนที่เธอต้องทำงานเก็บสะสมถึง 3 ปี!
ดังนั้น ต่อให้มีใครมาทุบตีเธอจนตาย เธอก็ไม่มีวันยอมควักเงินก้อนโตขนาดนั้นเพื่อซื้อมันมาอย่างแน่นอน
หลังจากที่ใช้เวลาทั้งวันที่บ้านของทาเลีย เฉินชิงก็กลับมาปฏิบัติหน้าที่ของเธอตามเดิมในวันรุ่งขึ้น
หัวหน้าหลิวเดินเข้ามาหาเธอพร้อมกับเอ่ยชม “ช่วงวันชาติที่ผ่านมา เธอทำผลงานได้ดีมากเลยนะ”
เฉินชิงถามกลับไปอย่างตรงไปตรงมา “แล้วมีรางวัลอะไรให้ฉันบ้างไหมคะ”
“เธอถ่อมตนสักหน่อยได้ไหม มีที่ไหน พนักงานมาทวงรางวัลซึ่งๆ หน้าแบบนี้!”
สหายคนอื่นๆ เมื่อได้รับการชื่นชมจากองค์กร ก็มักจะแสดงท่าทีว่าไม่ได้ใส่ใจในเรื่องของรางวัล
มีเพียงเฉินชิงคนเดียวเท่านั้นที่กล้าหาญพอที่จะเรียกร้องมันออกมาตรงๆ
“เป็นคนตรงๆใช่ว่าจะดีนะ มันไม่น่ารักรู้ตัวไหม”
“โอ๊ยหัวหน้า อย่าพูดให้มันดูดีไปหน่อยเลยค่ะ ถ้าฉันไม่ทวง ก็คงลืมอยู่ดี เมื่อเทียบกับความไม่น่ารัก ฉันอยากได้ของเป็นชิ้นมากกว่าค่ะ”
เฉินชิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “หัวหน้าหลิวคะ เรามาคุยแบบตรงไปตรงมากันดีกว่า”
หัวหน้าหลิวเห็นท่าทีที่ดูไม่ยี่หระต่อสิ่งใดของเธอก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ
“เอาเถอะ เธอน่ะเก่งอยู่แล้ว องค์กรเห็นผลงานที่ดีของเธอ เลยมอบรางวัลเป็นตั๋วผ้าจำนวน 7 ใบให้เธอ”
หากเป็นคนอื่น องค์กรอาจจะไม่ได้มอบรางวัลให้ง่ายๆ แบบนี้
แต่ผลงานของเฉินชิงนั้นโดดเด่นและเป็นที่ประจักษ์อย่างแท้จริง ถึงแมต้องค์กรจะมอบรางวัลให้เธอ คนรอบข้างต่างก็รู้สึกว่าเธอคู่ควรกับมันแล้ว
แม้แต่เลขาธิการพรรคหยางเองก็ดูจะคุ้นเคยกับนิสัยของเธอเป็นอย่างดี นอกจากการกล่าวชื่นชมเธอในที่ประชุมใหญ่ เขายังจัดการเรื่องรางวัลให้เธออย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย
แม้ปากของเหล่าหลิวจะพร่ำบ่นว่าเฉินชิงไม่ควรเห็นแก่ของรางวัลจากองค์กร แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขากลับเป็นคนที่ไปต่อรองเพื่อขอตั๋วผ้าเพิ่มให้เธออีกถึง 2 ใบ
เฉินชิงรับตั๋วผ้ามาเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้ออย่างดี “ขอบคุณสำหรับรางวัลค่ะ”
หัวหน้าหลิวกล่าวต่อ “คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมเดินทางกลับไปแล้ว แต่สหายซูม่านม่านแจ้งว่าไม่ค่อยสบาย จึงขออนุญาตพักอยู่ที่โรงงานของเราต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง”
เฉินชิงพยักหน้ารับรู้ “อ้อ ค่ะ”
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเธอไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย หัวหน้าหลิวก็รู้สึกโล่งใจ
“ช่วงนี้คงไม่มีอะไรเป็นพิเศษแล้ว เธอก็กลับไปทำงานของเธอตามปกติได้แล้วไป”
เฉินชิงรับคำ “ค่ะ”
หัวหน้าหลิวประสานมือไว้ด้านหลังแล้วเดินออกจากห้องไปตรวจงานที่แผนกอื่นต่อ
เถียนเมิ่งหย่าค่อยๆ ย่องเข้ามาใกล้ๆ อย่างมีลับลมคมใน ก่อนจะกระซิบด้วยเสียงที่เบาที่สุด
“ลูกพี่ลูกน้องของฉันทำงานอยู่ที่โรงงานเสื้อผ้า เขาสามารถพาเราเข้าไปเลือกซื้อผ้ามีตำหนิได้นะ เธอสนใจไปด้วยกันไหม”
“จริงเหรอ”
ดวงตาของเฉินชิงลุกวาวขึ้นมา
ผ้ามีตำหนิในยุคนี้ถือเป็นผ้าคุณภาพดีที่สุดในประเทศจีนเลยก็ว่าได้ ไม่มีผ้าชนิดไหนจะเทียบเทียมได้!
เพียงแค่คุณสมบัติที่ไม่ต้องใช้ตั๋วผ้าในการซื้อ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้คนต่างพากันไขว่คว้าหามาครอบครอง
นับตั้งแต่ที่เธอได้ย้อนเวลากลับมาอยู่ในยุค 70 เฉินชิงก็ได้แต่เฝ้าฝันถึงผ้ามีตำหนิมาโดยตลอด และในที่สุดวันนี้ โอกาสนั้นก็มาถึงมือเธอแล้ว!!
เถียนเมิ่งหย่าเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจ “แน่นอนสิ นี่เป็นสวัสดิการพิเศษสำหรับพนักงานของที่นั่นเลยนะ ถึงตอนนั้นเธอแค่เตรียมเงินไปจ่ายค่าผ้าก็พอแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นฉันไปด้วย” เฉินชิงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล โอกาสทองแบบนี้ใครจะยอมปล่อยให้หลุดมือไปได้ เธอนึกขึ้นได้จึงถามต่อ
“แล้วเราต้องเตรียมอะไรไปให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอเป็นการตอบแทนหรือเปล่า”
“เอ่อ… ที่ผ่านมาฉันก็ไปตัวเปล่าตลอดเลยนะ แต่ครั้งนี้ฉันบอกเขาว่าจะพาเพื่อนไปด้วยอีกคน เขาก็ตอบตกลง แต่ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาอยากจะได้อะไร” เถียนเมิ่งหย่าเกาแก้มแก้เก้อ
“เดี๋ยวฉันจะลองกลับไปถามเขาดูอีกทีนะ”
เฉินชิงไม่มีปัญหาอยู่แล้ว
“ได้เลย เธอกลับไปถามให้แน่ใจแล้วค่อยมาบอกฉันก็ได้ ฉันจะได้เตรียมของไว้ล่วงหน้า”
“ตกลง”
การได้รับข่าวดีตั้งแต่เช้าตรู่ทำให้จิตใจของเฉินชิงเบิกบานเป็นพิเศษ
เธอเดินไปตรวจความเรียบร้อยที่แผนกการผลิตด้วยอารมณ์ที่สดใส
หูไท่หงรีบก้าวตามเธอไปติดๆ
การลงพื้นที่ตรวจงานในแผนกการผลิตถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของคณะกรรมการโรงงาน
แต่ทุกครั้งที่เขาต้องมาที่นี่ เขากลับรู้สึกประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก!
นั่นก็เพราะว่าพ่อของเขาคือหัวหน้าแผนกการผลิต ทำให้พนักงานหลายคนรู้จักเขาเป็นอย่างดี เมื่อพวกเขาเห็นท่าทางที่ดูหงอๆ ของเขา ก็มักจะเข้ามาพูดคุยและบอกให้เขาทำตัวให้สง่าผ่าเผยสมกับเป็นลูกชายของหัวหน้า อย่าทำให้พ่อต้องอับอายขายหน้า
แต่ยิ่งได้ยินคำว่า ‘สง่าผ่าเผย’ หูไท่หงก็ยิ่งรู้สึกกดดันมากขึ้น จนบางครั้งถึงกับเดินผิดๆ ถูกๆ มือและเท้าไม่สัมพันธ์กัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับพ่อโดยตรงและสบเข้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของท่าน เขาก็รู้สึกราวกับว่าลมหายใจของตัวเองกำลังจะหยุดลง
เหตุการณ์เหล่านี้วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ความประหม่าของเขาทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นเขาจึงพยายามหาโอกาสที่จะได้ลงพื้นที่พร้อมกับหัวหน้าทีมเฉินอยู่เสมอ เพราะเธอไม่เคยล้อเลียนเรื่องของเขากับพ่อเหมือนกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ
แต่ถึงแม้จะมีหัวหน้าทีมเฉินอยู่เคียงข้าง
เขาก็ยังไม่อยากจะเจอหน้าพ่อของตัวเองอยู่ดี!
หูไท่หงได้แต่ภาวนาอยู่ในใจซ้ำไปซ้ำมา ‘ขออย่าให้เจอพ่อเลยนะ ได้โปรดเถอะ อย่าให้เจอพ่อเลย’
“หูไท่หง ยืดแผ่นหลังของแกให้มันตรงๆ เดี๋ยวนี้!!!”
[จบบท]