บทที่ 166 ตำแหน่งที่ใครก็อยากได้
"จริงเหรอคะ"
เฉินชิงที่กำลังจรดปากกาลงบนกระดาษถึงกับเงยหน้าขึ้นมองหัวหน้าหลินทันที เมื่อได้ยินคำว่า 'สวัสดิการ' เธอก็รู้สึกเหมือนมีแรงฮึดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก มือที่จับปากกาอยู่ก็ยิ่งมีแรงกดลงไปบนกระดาษมากขึ้น
"ฉันจะตั้งใจเขียนใบสมัครอย่างดีที่สุดเลยค่ะ"
"ดีแล้วล่ะ งั้นเธอทำงานต่อเถอะ ฉันขอตัวกลับก่อน"
หัวหน้าหลินถอนหายใจเบาๆ ในช่วงที่ผ่านมาครอบครัวของเธอเจอมรสุมชีวิตถาโถมไม่หยุดหย่อน คนในบ้าน 3 คนถูกจับเข้าคุกพร้อมกัน
เรื่องวุ่นวายพวกนี้ทำให้เธอไม่มีสมาธิทำงานเลยสักนิด พวกลูกน้องที่สหพันธ์สตรีก็ยังบารมีไม่ถึงพอที่จะจัดการกับปัญหาเฉพาะหน้าได้เวลาที่เธอไม่อยู่
เหตุการณ์ล้มป่วยในครั้งนี้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้เธอรู้ว่า พลังของคนคนเดียวนั้นมีขีดจำกัดเสมอ
เธอจึงต้องรีบปั้นคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนในช่วงที่ตัวเองยังพอมีแรงและอำนาจ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกคนในสหพันธ์สตรีเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง
เมื่อร่างของหัวหน้าหลินลับสายตาไป ไม่นานนักหัวหน้าหลิวก็ก้าวเข้ามาในห้องทำงานแทน
"เมื่อกี้นี้หัวหน้าหลินมาคุยกับเธอเรื่องการสมัครเป็นสมาชิกพรรคใช่หรือเปล่า"
"ใช่ค่ะ" เฉินชิงไม่ได้ปิดบัง เธอยกใบสมัครสมาชิกพรรคที่ยังเขียนไม่เสร็จในมือให้เขาดูเป็นหลักฐาน
"นี่ค่ะ กำลังเขียนอยู่พอดี"
อันที่จริงรูปแบบของใบสมัครก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ทุกฉบับล้วนขึ้นต้นด้วยประโยคที่ว่า "เรียนองค์กรพรรคที่เคารพ" จากนั้นจึงสาธยายถึงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพรรค แรงจูงใจที่ทำให้อยากเข้าร่วมอุดมการณ์
ตามด้วยประวัติส่วนตัว รายงานแนวคิดทางการเมือง การแสดงจุดยืนและความมุ่งมั่นตั้งใจ ก่อนจะปิดท้ายด้วยบทสรุปที่กินใจเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของตนเอง
เพียงเท่านี้ใบสมัครก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์
หัวหน้าหลิวรับกระดาษแผ่นนั้นมาพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบทุกตัวอักษร สีหน้าของเขาบ่งบอกถึงความพึงพอใจ "ค่อยๆ แก้ไปนะ ไม่ต้องรีบ พรุ่งนี้ค่อยเอามาส่งให้ฉัน"
หากเขียนเสร็จในรวดเดียว อาจจะทำให้ดูเหมือนไม่ใส่ใจและขาดความจริงใจได้
เฉินชิงพยักหน้ารับคำอย่างเข้าใจ "ได้ค่ะ"
ในยุคสมัยนี้ การจะได้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์นั้นยากเย็นแสนเข็ญ การเป็นสมาชิกพรรคจึงเปรียบเสมือนเครื่องหมายเชิดชูเกียรติอย่างหนึ่ง ต่อให้เธอจะยื่นใบสมัครในวันนี้ แต่ก็ยังต้องผ่านการประเมินผลที่ยาวนานถึง 1 ปีเต็ม กว่าจะได้รับการยอมรับให้เป็นสมาชิกพรรคอย่างเต็มตัว
เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่ได้ยินบทสนทนาก็หันมาถามหัวหน้าหลิวด้วยความสนใจ
“หัวหน้าครับ แล้วพวกเราจะสมัครได้บ้างไหม”
“ถ้าประวัติขาวสะอาดและเคยสร้างคุณประโยชน์ให้กับองค์กรก็ไปยื่นใบสมัครได้เลย” หัวหน้าหลิวให้คำตอบที่เหมือนจะเปิดกว้าง
“แต่ว่าจะผ่านการคัดเลือกหรือเปล่า นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
ระยะเวลาในการประเมินผล 1 ปีนั้นถือว่าสั้นมากแล้วสำหรับกระบวนการคัดเลือกที่เข้มข้น
ผู้สมัครหลายต่อหลายคนต้องใช้เวลานานกว่านั้นมาก เพราะรายงานแนวคิดที่เขียนส่งไปไม่ผ่านเกณฑ์
ทำให้ต้องถูกเรียกตัวไปเข้ารับการอบรมเพื่อปรับทัศนคติทางการเมืองอยู่เป็นประจำ จากนั้นก็ต้องกลับมาเริ่มต้นกระบวนการยื่นใบสมัครใหม่อีกครั้ง วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เถียนเมิ่งหย่าเองก็มีความคิดที่จะสมัครอยู่ลึกๆ
ครอบครัวของเธอสืบเชื้อสายมาจากชนชั้นแรงงานโดยแท้จริง เรื่องความขาวสะอาดของประวัตินั้นไม่มีอะไรต้องกังวล แต่ปัญหาคือเธอไม่เคยสร้างคุณูปการที่โดดเด่นอะไรให้กับองค์กรเลย
โอกาสที่จะได้รับคัดเลือกจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ เผลอๆ อาจจะโดนผู้ใหญ่ตำหนิเอาได้ง่ายๆ หากเนื้อหาที่เขียนในใบสมัครไม่เป็นที่น่าพอใจ
เมื่อชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียดูแล้ว เธอก็ตัดสินใจล้มเลิกความคิดนั้นไป
ชีวิตที่เป็นอยู่ในตอนนี้ก็สงบสุขดีอยู่แล้ว จะหาเรื่องใส่ตัวไปทำไมกัน
สายตาของหัวหน้าหลิวเหลือบไปเห็นหูไท่หงที่เอาแต่นั่งเงียบๆ อยู่มุมห้อง
“ในฐานะเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการโรงงาน นายหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับพ่อของนายไม่ได้หรอกนะ”
“วันนี้พอกลับถึงบ้านก็ไปเปิดอกคุยกับเขาให้รู้เรื่องซะ อย่าให้เรื่องของพ่อลูกต้องมาสร้างความวุ่นวายในโรงงานอีก ไม่อย่างนั้นถ้าถูกหักเงินเดือนขึ้นมาจริงๆ จะลำบากกันทั้งบ้าน เพราะที่บ้านนายมีเด็กๆ ต้องดูแลอีกตั้งหลายคน”
“ครับ ผมเข้าใจแล้วครับ” หูไท่หงรับคำเสียงแผ่ว
หัวหน้าหลิวพยักหน้ารับรู้
เขาไม่ใช่ไม่รู้ว่าหูไท่หงใช้เส้นสายของพ่อเข้ามาทำงาน แต่เรื่องแบบนี้มันกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไปแล้ว เขาจึงทำได้แค่ตักเตือนไปตามหน้าที่เท่านั้น
จากนั้นหัวหน้าหลิวก็หันกลับมาทางเฉินชิง “ใกล้ถึงกำหนดเบิกของใช้ในสำนักงานแล้วนะ พวกสมุดบันทึก หมึกปากกา แล้วก็ของใช้อื่นๆ เดี๋ยวส่งตัวแทนไปรับที่แผนกพลาธิการได้เลย”
“รับทราบค่ะ”
ทันทีที่หัวหน้าหลิวคล้อยหลังไป เฉินชิงก็มอบหมายหน้าที่นี้ให้หวังเจี่ยฟ่างทันที
หวังเจี่ยฟ่างเองก็ไม่รอช้า เขารีบลากแขนหูไท่หงให้ลุกตามไปด้วยกัน
ของที่เบิกมาในแต่ละครั้งมีจำนวนไม่มากนัก แต่สำหรับสมุดบันทึกแล้ว ทุกคนต่างรู้ดีว่าไม่มีทางใช้หมดอย่างแน่นอน ดังนั้นทุกครั้งที่มีการเบิกของ ทุกคนก็จะถือโอกาสหยิบติดมือกลับบ้านไปคนละเล่มสองเล่ม
ครั้งที่แล้วเฉินชิงก็ได้มาแล้วเล่มหนึ่ง ครั้งนี้ได้เพิ่มมาอีกเล่ม ก็เท่ากับว่าเด็กๆ ที่บ้านจะมีสมุดไว้ใช้ทำการบ้านคนละเล่มพอดี
เสียงเพลง “เราเหล่ากรรมกรผู้ทรงพลัง” อันคุ้นเคยดังกระหึ่มออกมาจากสถานีวิทยุกระจายเสียงของโรงงานเครื่องจักร เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าถึงเวลาเลิกงานแล้ว
ระหว่างทางกลับบ้าน เถียนเมิ่งหย่าที่เดินเคียงข้างมากับเฉินชิงก็เปรยขึ้นมาว่า
“ได้ยินว่าที่สถานีวิทยุของเรากำลังจะรับคนเพิ่มนะ”
“จริงเหรอ ถ้าอย่างนั้นตำแหน่งนี้ต้องมีคนแย่งกันน่าดูเลยสิ” เฉินชิงคาดเดา
เถียนเมิ่งหย่าพยักหน้าเห็นด้วย “ก็ใช่น่ะสิ งานสบายแถมยังได้หน้าได้ตาขนาดนี้ มีเหรอใครจะไม่อยากได้ แต่สุดท้ายแล้วใครจะได้ตำแหน่งนี้ไปครองก็ยังไม่มีใครรู้”
แต่ถ้าให้เดาตามธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา ก็คงหนีไม่พ้นลูกหลานของพวกผู้บริหารระดับสูงเหมือนเคย
ยิ่งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ปัญญาชนกลับไปพัฒนาชนบท ก็ยิ่งทำให้การแข่งขันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งงานดีๆ แบบนี้ทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
เฉินชิงรับฟังเรื่องราวเหล่านั้นอย่างไม่ใส่ใจนัก
เพราะเธอรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเธอ
วันนี้เป็นวันที่เธอรู้สึกดีเป็นพิเศษ เพราะเพิ่งจะได้เงินก้อนใหญ่มาถึง 15 หยวน พอกลับมาถึงบ้าน สิ่งแรกที่เธอทำคือการนำเงินเก็บทั้งหมดที่มีอยู่ออกมานับ
เมื่อหักลบกลบหนี้ที่ยังค้างจ่ายเฮ่อหย่วนอยู่สามสิบกว่าหยวน กับค่าเสื้อผ้าของเหมาเหมาที่ทาเลียเป็นคนออกให้ก่อน ตอนนี้เธอมีเงินเหลือเก็บอยู่ทั้งหมด 57 หยวน
จำนวนเงินเท่านี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตของเธอเลยก็ว่าได้
จากที่เคยมีหนี้สินรุงรัง ตอนนี้เธอมีเงินออมเป็นของตัวเองแล้ว แม้ว่าจะเป็นช่วงต้นเดือนที่ยังมีรายจ่ายรออยู่อีกมาก แต่เธอก็สามารถเริ่มรับงานพิเศษอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้เสริมได้แล้ว หลังจากนี้ไปเธอเชื่อว่าสถานะทางการเงินของเธอจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน
“คุณน้าคะ มาทานข้าวได้แล้วค่ะ”
เสียงเล็กๆ ของเฮ่ออวี้ถิงดังขึ้นมาขัดจังหวะความคิดของเธอ
“วันนี้มีอะไรทานบ้างล่ะจ๊ะ” เฉินชิงเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดี
“มีผัดผักกาดหอมน้ำมันใส แล้วก็เหมยไช่กานค่ะ”
“เรามีเหมยไช่กานด้วยเหรอจ๊ะ ไปเอามาจากไหนกันเหรอ”
เฉินชิงแปลกใจ เพราะที่บ้านไม่เคยทำผักตากแห้งเก็บไว้เลย
“พอดีพวกเราไปเจอคุณป้าจางมาค่ะ ที่บ้านของเขาเพิ่งส่งผักมาให้พอดี คุณป้าก็เลยแบ่งมาให้พวกเรานิดหน่อย พี่ชายเลยเอามานึ่งให้ทานค่ะ” เฮ่ออวี้ถิงอธิบาย
“คุณป้ากับครอบครัวของเขานี่ใจดีกันจริงๆ เลยนะ”
เฉินชิงนึกย้อนไปถึงตอนที่ไปร่วมงานฉลองครบเดือนของลูกชายจางตงเหมย เธอก็รู้สึกประทับใจในความมีน้ำใจของครอบครัวนี้มาตลอด
โดยปกติแล้ว เวลาที่ลูกสาวได้แต่งงานไปอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะดี พ่อแม่ของฝ่ายหญิงก็มักจะเข้ามาพึ่งพิงเหมือนเป็นปลิง คอยเกาะกินไม่ยอมปล่อย
แต่สำหรับพ่อแม่ของจางตงเหมยแล้ว พวกเขากลับพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนลูกสาว ไม่ให้เธอต้องถูกใครรังแกหรือดูถูกได้
“แต่เมื่อกี้คุณป้าจางเพิ่งโดนด่ามาด้วยนะคะ” เฮ่ออวี้ถิงเบะปากเล่า
“โดนด่าเรื่องอะไรเหรอจ้ะ”
“ก็เรื่องที่พ่อแม่ของคุณป้าส่งผักมาให้ช้าน่ะสิคะ พวกเขาเลยหาเรื่องด่าคุณป้าใหญ่โต จนคุณป้าต้องทะเลาะกับพ่อแม่ของสามีเลยค่ะ” เฮ่ออวี้ถิงเล่าด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว
เฉินชิงฟังแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ
“คนบ้านนั้นนี่แปลกคนจริงๆ”
“นั่นสิคะ!”
เฮ่ออวี้ถิงกระทืบเท้าอย่างขัดใจ
เฉินชิงเห็นท่าทางของหลานสาวแล้วก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ เธอเอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของเด็กน้อยเบาๆ ก่อนจะยื่นสมุดบันทึกเล่มใหม่ให้
เฮ่ออวี้ถิงรับมาด้วยความดีใจพร้อมกับกล่าวขอบคุณเสียงหวาน เธอกอดสมุดเล่มนั้นไว้แนบอกราวกับเป็นของล้ำค่า
จากนั้นเฉินชิงก็จูงมือหลานสาวเดินเข้าไปในห้องโถง เธอยื่นสมุดอีกเล่มให้กับเฮ่ออวี้เสียง
เฮ่ออวี้เสียงรับมาแล้วเปิดดูหน้าแรก เขาสังเกตเห็นตราประทับสีแดงของโรงงานเครื่องจักร และเมื่อเห็นว่าน้องสาวก็ได้รับสมุดเหมือนกัน เขาก็พอจะเดาได้ในทันที
น้าคงจะรอจนกว่าจะเก็บสะสมสมุดได้ครบสองเล่ม ถึงได้นำมามอบให้เขากับน้องสาวพร้อมกัน
น้าไม่ได้มองข้ามเขาเพียงเพราะว่าเขาเป็นเด็กผู้ชายที่โตกว่า แต่กลับใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และพยายามปฏิบัติต่อพวกเขาทั้งสองคนอย่างเท่าเทียมกันเสมอมา
เฮ่ออวี้เสียงเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“กินข้าวเถอะครับ”
เฉินชิงถึงกับพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
เธอทำได้เพียงแค่นั่งลงแล้วเริ่มทานอาหารมื้อนั้นเงียบๆ
รสชาติของเหมยไช่กานนั้นอร่อยกลมกล่อมสมกับขั้นตอนการทำที่แสนจะยุ่งยากและต้องใช้ความอดทนสูง เพราะต้องผ่านการนึ่งถึงสามครั้งและตากแดดอีกสามครั้งกว่าจะได้ที่
หลังจากทานอาหารเสร็จ เฉินชิงก็เดินเข้าไปในครัวเพื่อสำรวจดูปริมาณของเหมยไช่กานที่จางตงเหมยให้มา เมื่อเห็นถุงขนาดใหญ่ เธอก็ลองยกขึ้นมาประเมินน้ำหนักดู คาดว่าน่าจะหนักราวๆ 1 จิน
เธอไม่รอช้า รีบกลับเข้าไปในห้องนอนแล้วหยิบคูปองอุตสาหกรรม 2 ใบ ออกมายื่นให้กับเฮ่ออวี้เสียง
“เดี๋ยวถ้าเจอป้าจางอีกครั้ง ฝากเอาคูปองนี้ไปให้ด้วยนะ”
สำหรับชาวบ้านในชนบทแล้ว คูปองอุตสาหกรรมถือเป็นของหายากและมีค่ามาก
ในเมื่ออีกฝ่ายมีน้ำใจอยากจะผูกมิตรกับเธอ เธอก็ควรที่จะแสดงน้ำใจตอบกลับไปเช่นกัน
เฮ่ออวี้เสียงรับคูปองมาแล้วตอบกลับทันที “งั้นเดี๋ยวผมเอาไปให้ตอนนี้เลยแล้วกันครับ”
“จะไปตอนนี้เลยเหรอ ทำไมถึงรีบร้อนขนาดนั้น” เฉินชิงถามด้วยความแปลกใจ
“ครับ”
พูดจบเฮ่ออวี้เสียงก็เดินมุ่งหน้าไปยังสำนักงานเขตในทันที
เฮ่ออวี้ถิงที่กำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานอยู่หลังบ้าน ตะโกนถามพี่ชายเสียงดัง
“พี่จะออกไปข้างนอกเหรอคะ”
“ใช่” เฮ่ออวี้เสียงตอบกลับสั้นๆ
วินาทีต่อมา ร่างเล็กๆ ของเฮ่ออวี้ถิงก็พุ่งออกมาจากสวนหลังบ้านด้วยความเร็วราวกับสายลม
เฉินชิงมองภาพนั้นแล้วก็ได้แต่ทึ่งในใจ
ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากที่ได้ทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน พละกำลังของเด็กคนนี้จะพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดขนาดนี้
[จบบท]