บทที่ 172 เรื่องบังเอิญกับตำรวจสิง
สวี่เหอฮวาตอบรับคำขอของเฉินชิงด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ที่พักของเธอเป็นอาคารสำหรับครอบครัวพนักงานของโรงงานเสื้อผ้า ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานมากนัก ห้องพักมีขนาดสองห้องนอนกับอีกหนึ่งห้องโถง
สวี่เหอฮวาต้องแบ่งห้องนอนห้องหนึ่งร่วมกับแม่เลี้ยงและน้องสาวต่างแม่ ส่วนพ่อของเธอกับน้องชายต่างแม่ก็ใช้อีกห้องหนึ่งร่วมกัน โชคยังดีที่พี่ชายอีกคนถูกส่งไปทำงานที่ชนบทแล้ว
ทำให้ความเป็นอยู่ภายในบ้านไม่ถึงกับเบียดเสียดจนเกินไปนัก เพราะในห้องนอนของพวกเธอยังมีพื้นที่เหลือพอให้วางตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ได้ถึงสามใบ สำหรับเก็บของใช้ส่วนตัวของแต่ละคน
ทันทีที่แม่เลี้ยงของสวี่เหอฮวาเห็นเถียนเมิ่งหย่าเดินเข้ามาในบ้าน เธอก็รีบปรี่เข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มประจบประแจง แต่เถียนเมิ่งหย่ากลับเมินเฉยใส่
สวี่เหอฮวาที่เห็นอย่างนั้นจึงรีบดันตัวแม่เลี้ยงออกไปให้พ้นทาง ก่อนจะผายมือเชิญให้เฉินชิงเดินชมห้องของเธอได้อย่างสะดวกใจ
แต่แล้วเสียงตวาดของพ่อเธอก็ดังลั่นมาจากนอกห้องจนทุกคนสะดุ้ง “แกหัดดูท่าทีของตัวเองซะบ้าง ทำงานทำการมาตั้งหลายปีแล้ว ยังไม่รู้จักให้ความเคารพผู้หลักผู้ใหญ่อีกหรือไง!”
แม้จะมีประตูไม้กั้นอยู่ แต่แรงอารมณ์ที่คุกรุ่นของพ่อสวี่ก็ยังแผ่มาถึงคนข้างในได้อย่างชัดเจน
สวี่เหอฮวามีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย เธอหันไปยิ้มแห้งๆ ให้กับเฉินชิง “พอดีฉันเก็บเงินสินสอดทั้งหมดที่คู่หมั้นให้ไว้กับตัวเองน่ะ พ่อเลยหัวฟัดหัวเหวี่ยงแบบนี้ เธออย่าไปใส่ใจเลยนะ”
เฉินชิงยิ้มกว้างพร้อมกับชูนิ้วโป้งให้เป็นกำลังใจ “คุณสุดยอดมากค่ะ!”
คำชมนั้นทำให้สวี่เหอฮวาหัวเราะออกมาเบาๆ ความกังวลบนใบหน้าจางหายไป ก่อนที่เธอจะเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าส่วนตัวของเธอ ตู้ใบนั้นมีแม่กุญแจล็อกอยู่ถึงสามชั้น สวี่เหอฮวาต้องใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าจะไขกุญแจทั้งหมดออกได้
เมื่อบานประตูตู้เปิดออก เฉินชิงก็ถึงกับตาโต ชั้นวางด้านบนสุดถูกแบ่งออกเป็นสองช่องใหญ่ๆ ช่องหนึ่งมีผ้าห่มนวมกองซ้อนกันอยู่จนเกือบเต็ม
ส่วนอีกช่องก็มีพวกของกินเล่นและของใช้กระจุกกระจิกตามประสาผู้หญิงวางเรียงรายอยู่ แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือพื้นที่ด้านล่างทั้งหมดนั้นอัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าจนแทบไม่มีที่ว่าง
ก่อนหน้านี้เฉินชิงคิดไว้อยู่แล้วว่าคนที่ทำงานในโรงงานเสื้อผ้าอย่างสวี่เหอฮวาจะต้องมีเสื้อผ้าเยอะกว่าคนทั่วไปแน่นอน แต่ภาพของเสื้อผ้าแขนยาวจำนวนมหาศาลที่อยู่ตรงหน้าก็ยังทำให้เธอทึ่งอยู่ดี
“นี่คุณมีเสื้อผ้าเยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ”
“ก็แน่สิ ฉันเป็นถึงหัวหน้าทีมในแผนกตัดเย็บนะ เลยหาซื้อผ้ามีตำหนิได้ง่ายหน่อย เวลาได้เงินหรือได้ผ้ามา นอกจากจะแบ่งส่งไปให้พี่ชายครึ่งหนึ่งแล้ว ที่เหลือฉันก็เอามาทำเสื้อผ้าใส่เองทั้งหมด มันก็เลยออกมาเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ”
สวี่เหอฮวาอธิบายพลางยิ้มเขินๆ การที่เธอหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเสื้อผ้าทำให้ถูกคนอื่นนินทาว่าเป็นพวกผลาญเงิน
แต่เธอก็หาได้สนใจไม่ เพราะเธอตั้งใจทำแบบนั้นอยู่แล้ว เธอยอมเอาเงินไปใช้ให้หมดสิ้น ดีกว่าจะปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือของคนที่บ้านแม้แต่เฟินเดียว
ในใจของเฉินชิงกลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก “มีเสื้อผ้าเยอะๆ แบบนี้แหละดีเลยค่ะ ฉันกำลังอยากจะเอาเสื้อผ้าเก่าๆ ของคุณมาออกแบบเป็นชุดเจ้าสาวให้พอดี”
“เอาเสื้อผ้าเก่ามาทำใหม่เหรอ ฟังดูน่าสนใจนะ”
“ใช่แล้วค่ะ ฉันจะเอาเสื้อผ้าสวยๆ ของคุณหลายๆ ตัวมายำรวมกันให้กลายเป็นชุดเจ้าสาวที่งดงามและมีเพียงชุดเดียวในโลก ฉันรับประกันเลยว่าวันแต่งงานของคุณจะต้องพิเศษกว่าใคร!”
“และที่สำคัญ พอจบงานแล้ว วันรุ่งขึ้นฉันสามารถมาช่วยเธอแยกชิ้นส่วนทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ เสื้อผ้าทุกตัวก็จะยังอยู่ครบเหมือนเก่า แบบนี้ก็ไม่เป็นการสิ้นเปลือง แถมยังตอบโจทย์ที่คุณบอกว่าอยากได้ชุดที่ใส่แค่งานเดียวเป๊ะเลยค่ะ”
เฉินชิงอธิบายแนวคิดของเธออย่างกระตือรือร้น เพราะในยุคนี้การใส่ชุดเจ้าสาวซ้ำๆ เป็นเรื่องปกติ เธอจึงมั่นใจว่าข้อเสนอนี้จะต้องถูกใจสวี่เหอฮวาอย่างแน่นอน
คำพูดของเฉินชิงทำให้ดวงตาของสวี่เหอฮวาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น
“ฉันเข้าใจแล้ว! เป็นความคิดที่เจ๋งมากเลย งั้นเธอลองดูเลยว่าจะใช้ตัวไหนบ้าง”
“แล้วคุณมีแบบที่อยากได้เป็นพิเศษในใจไหมคะ” เฉินชิงถามเพื่อความแน่ใจ
สวี่เหอฮวาใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ขอแค่สวยก็พอแล้วมั้ง อ้อ แล้วก็ขอแบบที่ไม่รัดจนอึดอัดนะ เพราะวันนั้นฉันคงต้องเดินวุ่นไปหมด”
“ไม่มีปัญหาค่ะ” เฉินชิงรับคำ ก่อนจะนั่งยองๆ ลงตรงหน้าตู้เสื้อผ้าแล้วเริ่มพิจารณาเสื้อผ้าแต่ละตัวอย่างละเอียด
ในหัวของเธอมีภาพร่างคร่าวๆ ของชุดเจ้าสาวอยู่แล้ว ทำให้เธอใช้เวลาไม่นานในการเลือกเสื้อผ้าสี่ชิ้นที่เข้าตา อันได้แก่ ชุดกระโปรงสีแดงสด, ชุดกระโปรงสีกรมท่า, เสื้อเชิ้ตที่ทำจากผ้าเต็กเหลียงสีกรมท่า และเสื้อคอตั้งสีแดงเข้ม
“เพื่อให้ชุดออกมาดูทันสมัยเข้ากับยุคปฏิวัติใหม่ ฉันคงต้องดัดแปลงเสื้อผ้าบางส่วนนะคะ” เฉินชิงชี้ไปที่เสื้อเชิ้ตผ้าเต็กเหลียง
“ตัวนี้ฉันจะเย็บดาวห้าแฉกเพิ่มเข้าไป แล้วก็ต้องเลาะปกเสื้อออกก่อน แต่คุณไม่ต้องกังวลไปนะ ฉันจะใช้วิธีเดินตะเข็บซ่อนในการเย็บกลับคืนให้ รับรองว่าเนียนกริบจนไม่มีใครดูออกแน่นอน เธอโอเคไหมคะ”
“โอเคเลย”
สวี่เหอฮวาตอบตกลงโดยไม่ลังเล เธอเคยเห็นฝีมือการตัดเย็บของเฉินชิงจากชุดที่ทำให้เถียนเมิ่งหย่าแล้ว มันงดงามจนเธอเคยทุ่มเงินเป็นสองเท่าเพื่อขอซื้อต่อ แต่ก็ถูกปฏิเสธกลับมาอย่างไร้เยื่อใย
เธอจึงเชื่อมั่นในฝีมือของเฉินชิงอย่างเต็มที่และตั้งตารอที่จะได้เห็นชุดเจ้าสาวของตัวเองใจจะขาด
“ฉันจะวาดแบบร่างคร่าวๆ ให้คุณดูก่อนนะคะ อีกสักสองวันจะฝากเถียนเมิ่งหย่าเอามาให้…” เฉินชิงกล่าวเสริม
“ไม่ต้องลำบากหรอกจ้ะ ฉันเชื่อใจเธอเต็มที่”
“ยังไงก็ต้องดูค่ะ” เฉินชิงยืนกรานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะชอบจริงๆ เราต้องตกลงเรื่องแบบกันให้เรียบร้อยก่อนค่ะ”
การได้รับคำยืนยันจากลูกค้าตั้งแต่เนิ่นๆ คือหลักประกันที่ดีที่สุดว่าจะไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับการแก้ไขที่ไม่จบไม่สิ้นในภายหลัง
เมื่อเห็นความตั้งใจของเฉินชิง สวี่เหอฮวาจึงยอมพยักหน้า “ก็ได้จ้ะ”
หลังจากที่ตกลงรายละเอียดกันเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามคนก็เตรียมตัวกลับ แม่เลี้ยงของสวี่เหอฮวาเหลือบไปเห็นกองเสื้อผ้าในอ้อมแขนของเฉินชิงพอดีจึงเอ่ยทักขึ้นด้วยความแปลกใจ
“อ้าว นี่มายืมเสื้อผ้ากันเหรอ”
เฉินชิงพยักหน้ารับ ทันใดนั้นสีหน้าของหญิงวัยกลางคนก็เปลี่ยนไปทันที เธอปรายตามองเฉินชิงตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาดูแคลน
ตอนแรกที่เห็นหน้าตาสะสวยและยังมาพร้อมกับเถียนเมิ่งหย่า เธอก็นึกว่าเป็นคุณหนูจากบ้านไหน ที่แท้ก็เป็นแค่ยัยคนจนที่มาขอยืมเสื้อผ้าคนอื่นใส่
สวี่เหอฮวารีบคว้าแขนเฉินชิงแล้วดึงออกมาจากตรงนั้น “อย่าไปเสียเวลาคุยกับคนแบบนี้เลย”
เธอเดินออกมาส่งเพื่อนทั้งสองคนที่หน้าประตู จากนั้นเฉินชิงและเถียนเมิ่งหย่าก็พากันกลับไปที่โรงงานเสื้อผ้าอีกครั้งเพื่อขนผ้าที่สั่งซื้อไว้
ระหว่างทาง เถียนเมิ่งหย่ามองกองผ้าในอ้อมแขนของเฉินชิงด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“เธอถือไหวแน่นะ มือไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” เฉินชิงลองขยับแขนเพื่อประเมินน้ำหนักผ้า ในกองนั้นมีผ้าขนสัตว์รวมอยู่ด้วย ทั้งหมดน่าจะหนักราวๆ สี่ห้าจิน
เถียนเมิ่งหย่าทำหน้าเศร้า “แย่จัง ฉันเห็นแม่ขี่จักรยานมารอรับอยู่ตรงโน้นแล้ว คงต้องขอตัวก่อนนะ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ”
เฉินชิงโบกมือลาเถียนเมิ่งหย่า ก่อนจะออกเดินทางกลับบ้านเพียงลำพัง ในหัวของเธอตอนนี้มีแต่เรื่องการออกแบบชุดเจ้าสาวและการใช้ประโยชน์จากผ้าที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด
เธอคิดเพลินจนกระทั่งรู้สึกว่าสมองเริ่มตื้อไปหมด น้ำหนักสี่ห้าจินในอ้อมแขนที่ตอนแรกไม่รู้สึกว่าหนักหนาอะไร บัดนี้กลับเริ่มทำให้หัวไหล่ของเธอปวดร้าวขึ้นมา หลังจากที่ต้องเดินเท้าเป็นระยะทางเกือบสองกิโลเมตร
“สหายเฉิน” เสียงทุ้มลึกที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เฉินชิงต้องหยุดเดิน
เธอหันกลับไปก็พบกับร่างสูงใหญ่ของสิงเจี้ยนไป่ “อ้าว ตำรวจสิง”
ท่ามกลางแสงสลัวของยามค่ำคืน ร่างกายที่กำยำสมส่วนของเขาดูราวกับภูเขาลูกย่อมๆ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า
สิงเจี้ยนไป่เดินเข้ามาหาพร้อมกับพยักหน้าทักทาย สายตาของเขาเหลือบไปเห็นม้วนผ้าในอ้อมแขนของเธอด้วยความสนใจ “ไปโรงงานเสื้อผ้ามาเหรอ”
เฉินชิงยิ้มรับ “ใช่ค่ะ พอดีลูกพี่ลูกน้องของเพื่อนร่วมงานฉันทำงานอยู่ที่นั่น”
สิงเจี้ยนไป่สังเกตเห็นว่าหัวไหล่ของเธอกำลังสั่นเทาเล็กน้อย เขาจึงเสนอความช่วยเหลือ
“กำลังจะกลับบ้านใช่ไหม ให้ผมช่วยถือของให้เถอะ ถือเป็นการขอบคุณสำหรับของขวัญวันไหว้พระจันทร์ที่เธออุตส่าห์เตรียมให้ผม”
“ไม่ต้องเลยค่ะ ของนั่นฉันตั้งใจให้เพื่อตอบแทนที่คุณเคยช่วยฉันไว้อยู่แล้ว” เฉินชิงรีบปฏิเสธ
“ให้ผมช่วยเถอะน่า” ไม่พูดเปล่า สิงเจี้ยนไป่เอื้อมมือมารับม้วนผ้าไปจากเธออย่างรวดเร็ว
เฉินชิงได้แต่กล่าวขอบคุณในความมีน้ำใจของเขา “ว่าแต่ตำรวจสิงมาทำอะไรแถวนี้หรือคะ”
“พอดีมาสืบสวนอะไรนิดหน่อยน่ะ แล้วก็เป็นทางผ่านกลับบ้านพอดี เลยว่าจะเดินไปส่งเธอด้วยเลย” เขาตอบด้วยถ้อยคำกระชับ
“อ๋อค่ะ” หลังจากนั้นความเงียบก็เข้าปกคลุม เฉินชิงไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไรดี
ค่ำคืนนี้อากาศเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยมาเป็นระลอก ทำให้หญิงสาวที่สวมเพียงเสื้อผ้าบางๆ ถึงกับขนลุกซู่
“ช่วงนี้สบายดีอยู่ใช่ไหม” สิงเจี้ยนไป่เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ
“สบายดีค่ะ” เฉินชิงตอบกลับด้วยความประหลาดใจ
“ผมแค่สงสัยน่ะ” เขาพูดต่อ
“ก่อนหน้านี้ผมเห็นนักวิจัยเฮ่อยืนอยู่ข้างๆ คุณบ่อยๆ ก็นึกว่าพวกคุณเป็นแฟนกันแล้วซะอีก สรุปว่ายังไม่ได้คบกันใช่ไหม”
คำถามของเขาทำเอาเฉินชิงถึงกับพูดไม่ออก เธอทำได้เพียงเม้มริมฝีปากแน่นแล้วตอบกลับไปสั้นๆ
“ค่ะ...” อากาศที่ว่าหนาวเย็น ยังไม่สามารถเทียบได้กับความเยียบเย็นในหัวใจของเธอในตอนนี้
เมื่อได้ยินคำยืนยันที่ชัดเจน มุมปากของสิงเจี้ยนไป่ก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆ “ในเมื่อเป็นแบบนั้น แล้วคุณพอจะเปิดใจพิจารณาคนอื่นดูบ้างได้ไหม”
ประโยคคำถามนั้นดังขึ้นพร้อมกับที่ทั้งสองก้าวเข้าสู่ตรอกแคบๆ แห่งหนึ่ง ตรอกนี้อยู่นอกเขตของโรงงานเครื่องจักรจึงไม่มีแสงไฟจากเสาไฟฟ้า สองข้างทางมีเพียงแสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องลงมาพอให้เห็นทางเดินข้างหน้าเท่านั้น บรรยากาศที่ทั้งแคบ มืด และเงียบสงัด ประกอบกับระยะห่างที่ใกล้ชิดจนแทบจะหายใจรดกัน ทำให้ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มแผ่รังสีคุกคามออกมาอย่างไม่ตั้งใจ
หัวใจของเฉินชิงกระหน่ำเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เธอหรี่ตามองใบหน้าของเขาที่อยู่ในเงามืด แววตาที่เคยอ่อนโยนกลับแข็งกร้าวขึ้นในบัดดล
“คุณหมายความว่ายังไงคะ”
[จบบท]