บทที่ 176 ท่าฮิตติดลมบน
หัวหน้าหลิวเดินคอตกกลับเข้ามาในห้องทำงาน ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขาเงยหน้าขึ้นมองเฉินชิงที่กำลังง่วนอยู่กับงานเอกสารแล้วเอ่ยปากชวน
"เฉินชิง ไปข้างนอกกับฉันหน่อยสิ"
"ไปไหนเหรอคะหัวหน้า" เธอถามกลับไปโดยที่ยังไม่ละสายตาจากกองกระดาษ
"ไปโรงพยาบาลน่ะ ไปเยี่ยมลูกทีมที่โดนลูกหลงจนเจ็บตัวเมื่อเช้า" หัวหน้าหลิวบ่นอุบ
"ฉันเหนื่อยใจจะขาดแล้ว เดี๋ยวเธอไปถึงก็ช่วยพูดอะไรดีๆ แทนฉันหน่อยแล้วกัน ถือว่าช่วยคนแก่นะ... แล้วนี่เธอชอบกินเผ็ดไม่ใช่เหรอ กลับไปฉันจะให้เมียฉันตักพริกสับสูตรเด็ดให้กระปุกนึงเลย"
ข้อเสนอเย้ายวนใจเสียขนาดนี้ มีหรือที่เฉินชิงจะปฏิเสธ
"รับประกันเลยค่ะหัวหน้า! ภารกิจนี้สำเร็จลุล่วงแน่นอน!"
เธอรับคำอย่างแข็งขันแล้วเดินตามหลังหัวหน้าหลิวออกจากโรงงานไปอย่างอารมณ์ดี
การไปเยี่ยมคนป่วยที่โรงพยาบาลแล้วกล่าวคำชื่นชมเยินยอไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยสำหรับเฉินชิง แต่ติดอยู่ตรงที่คนเจ็บเป็นผู้ชาย จะให้เธอเข้าไปตีสนิททำตัวเป็นกันเองมากไปก็คงดูไม่เหมาะ
เธอเลยเลือกที่จะยืนสำรวมอยู่ข้างเตียง ประสานมือไว้ด้านหน้าอย่างเรียบร้อย แล้วแหงนหน้าทำมุม 45 องศา ก่อนจะเปล่งเสียงหวานใสราวกับผู้ประกาศข่าวในวิทยุที่เพิ่งไปร่ำเรียนมาหมาดๆ
สรรเสริญวีรกรรมความกล้าหาญของเขาเสียยกใหญ่ ทำเอาคนเจ็บถึงกับหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย ส่วนบรรดาญาติพี่น้องที่มาเยี่ยมก็พากันหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง คนไข้เตียงข้างๆ ก็อดขำตามไปด้วยไม่ได้
ภาพที่เห็นทำเอาหัวหน้าหลิวอยากจะเอาหน้ามุดดินหนี เขารู้สึกขายหน้าจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
แต่คนต้นเรื่องอย่างเฉินชิงกลับยืดอกภูมิใจในผลงานของตัวเองเสียเต็มประดา
"ไปๆ กลับได้แล้ว" หัวหน้าหลิวรีบตัดบทแล้วเดินนำออกจากห้องผู้ป่วยไป
"ค่า" เฉินชิงขานรับอย่างอารมณ์ดี ในที่สุดเธอก็ทำภารกิจพิชิตพริกสับมาได้สำเร็จหนึ่งกระปุก
ระหว่างทางกลับโรงงาน หัวหน้าหลิวเหลือบมองนาฬิกาแล้วพบว่าเหลืออีกแค่สองชั่วโมงก็จะถึงเวลาเลิกงาน เขาเลยใจดีอนุญาตให้เธอกลับบ้านก่อนได้
เฉินชิงถึงกับโค้งตัวคำนับให้เขาอย่างสวยงาม พร้อมกับเอ่ยชมด้วยใบหน้าสุดแสนจะจริงจัง
"โธ่ หัวหน้าหลิว คุณนี่เป็นคนดีจริงๆ เลย"
"ไปได้แล้วน่า" หัวหน้าหลิวโบกมือไล่ด้วยความเอ็นดู
"งั้นฉันกลับก่อนนะคะ"
พอได้รับอิสรภาพก่อนเวลาอันควร เฉินชิงก็ไม่รอช้า รีบตรงดิ่งไปยังโรงเรียนประถมของโรงงานเครื่องจักรทันที เพราะอีกไม่กี่นาทีก็จะสี่โมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาเลิกเรียนของเด็กๆ พอดิบพอดี
ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังชุลมุนวุ่นวายอยู่หน้าประตูโรงเรียน สายตาของเฉินชิงไม่ได้มองหาผมสีทองสว่างของเหมาเหมาเป็นอันดับแรก แต่กลับไปสะดุดเข้ากับร่างของเด็กชายคนหนึ่งที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ใบหน้าเล็กได้รูปราวกับสวรรค์ปั้นแต่ง โครงหน้าคมคาย ดวงตาคู่นั้นลุ่มลึกเกินวัย ตัดกับผมสั้นเกรียนที่ชี้ตั้งราวกับขนเม่น
เพียงแค่เขายืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น ก็กลับแผ่รังสีแห่งความโดดเด่นออกมา เหมือนมีดเล่มงามที่ถูกชักออกจากฝัก พร้อมจะสะกดทุกสายตา
เฉินชิงอดชื่นชมในใจไม่ได้ เจ้าหลานชายตัวดีของเธอนี่มันหล่อเหลาเอาการจริงๆ
ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกว่าทำไมในหนังสือนิยาย เขาถึงได้กลายเป็นทั้งตัวร้ายที่ใครๆ ก็เกลียดชัง และเป็นรักแรกในใจของใครหลายคนที่ไม่อาจลืมเลือน
เฮ่ออวี้เสียงในบทบาทหัวหน้าห้อง กำลังยืนกอดอกตักเตือนเพื่อนๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"อย่าวิ่งซี้ซั้ว ตอนนี้คนเยอะแยะไปหมด พวกเราตัวก็เล็กนิดเดียว เดี๋ยวก็โดนคนอื่นชนล้มกันพอดี"
คุณครูหลินที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็ช่วยพูดเสริมขึ้นมา "หัวหน้าห้องพูดถูกแล้วนะ! อย่าไปวิ่งแข่งกับพวกพี่ๆ โตๆ เขา เดี๋ยวก็ได้หกล้มเจ็บตัวกันจริงๆ หรอก"
ดูเหมือนว่าเพื่อนร่วมชั้นจะคุ้นชินกับภาพแบบนี้กันหมดแล้ว ทุกคนเลยยืนรอผู้ปกครองของตัวเองอย่างสงบเสงี่ยม
เมื่อเห็นว่าทุกคนเงียบเสียงลง เฮ่ออวี้เสียงก็คลายมาดหัวหน้าห้องลง แล้วเอนตัวไปพิงกำแพงอิฐเก่าๆ ที่มีร่องรอยของกาลเวลาปรากฏอยู่ทั่ว
ใครจะรู้ว่าท่าทางสบายๆ ที่เขาทำจนติดเป็นนิสัย กลายเป็นท่าสุดเท่ที่เด็กผู้ชายในห้องพากันเลียนแบบหลังเลิกเรียนไปเสียแล้ว
กระแสความนิยมนี้เริ่มต้นจากในห้องเรียนของเขา ก่อนจะลุกลามไปทั่วทั้งชั้นปี แล้วก็แพร่กระจายไปทั่วมัธยมต้น มัธยมปลาย
จนกระทั่งกลายเป็นท่าฮิตติดลมบนไปทั่วทั้งโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ชายวัยไหน ก็ต้องเคยลองทำท่าเอนตัวพิงกำแพง ทำหน้าขรึมๆ สร้างมาดเท่ๆ กันทั้งนั้น
ท่าทางเล็กๆ น้อยๆ ที่เจ้าตัวทำไปโดยไม่รู้เรื่อง กลับกลายเป็นแฟชั่นสุดฮิตที่ใครๆ ก็ทำตาม
แต่คนที่รู้ดีที่สุดคนหนึ่งก็คือหยางอี้เหอ เธอลอบมองแผ่นหลังของเฮ่ออวี้เสียงแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า เขาเป็นคนที่ทำท่านี้ได้ดูดีที่สุดในโรงเรียนแล้วจริงๆ
แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อจู่ๆ เขาก็หันกลับมาสบตากับเธอเข้าพอดี หยางอี้เหอตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่รีบหลบสายตาไปทางอื่น
เฮ่ออวี้เสียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองกลุ่มนักเรียนรุ่นพี่ที่เริ่มบางตาลงแล้ว แล้วจึงหันกลับมาบอกเพื่อนๆ
"เก็บกระเป๋าได้แล้ว เตรียมตัวกลับบ้านกัน"
"พี่จ๋า เรากลับบ้านกันเถอะค่ะ" เฮ่ออวี้ถิงวิ่งเข้ามาหาพี่ชายทันที
เฮ่ออวี้เสียงเอื้อมมือไปจูงมือน้องสาวแล้วพากันเดินออกจากโรงเรียน
คุณครูหลินได้แต่ตะโกนไล่หลังเด็กๆ "เดินกันดีๆ นะ!"
การมีนักเรียนที่เก่งกาจและมีความรับผิดชอบสูงเกินวัย ก็ทำให้ครูอย่างเขารู้สึกเหมือนตัวเองไร้ประโยชน์ไปเลย
ขณะที่กำลังจะเดินพ้นประตูโรงเรียน เฮ่ออวี้ถิงก็ปล่อยมือจากพี่ชาย แล้ววิ่งพรวดพราดไปหาน้าของเธอที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่
"คุณน้าคะ! ทำไมคุณน้ามาอยู่ที่นี่ได้ล่ะคะ"
เฉินชิงย่อตัวลงรับร่างเล็กๆ ของหลานสาวเข้ามากอดไว้เต็มอ้อมแขน
"พอดีน้าเลิกงานเร็วน่ะสิ เลยแวะมารับเราสองคนกลับบ้าน"
"จริงเหรอคะ! ดีใจที่สุดเลย!" เฮ่ออวี้ถิงยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นแถว
เด็กๆ ในห้องส่วนใหญ่รู้ดีว่าสองพี่น้องเฮ่อไม่มีพ่อกับแม่แล้ว แต่พวกเขาก็มีน้าที่แสนดีที่สุดในโลกคอยดูแลอยู่เสมอ ที่รู้กันถ้วนทั่วขนาดนี้ก็เพราะเฮ่ออวี้ถิงกับเหมาเหมาช่วยกันโฆษณาประชาสัมพันธ์สรรพคุณของน้าตัวเองเสียจนเพื่อนๆ ในห้องพากันเรียกเฉินชิงว่าน้าตามไปด้วย
"สวัสดีครับน้า"
"สวัสดีค่ะน้า!"
"สวัสดีครับน้า!!!"
เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ดังแข่งกันจนเฉินชิงอดหัวเราะไม่ได้ "สวัสดีจ้ะเด็กๆ"
"กลับบ้าน" เฮ่ออวี้เสียงพูดขึ้นสั้นๆ แต่ได้ใจความ
เด็กๆ หน้าจ๋อย พากันเดินคอตกออกจากโรงเรียนไป
หยางอี้เหอรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เดินเข้ามาโบกมือให้เฉินชิงเบาๆ
"สวัสดีค่ะน้า"
"อ้าว เสี่ยวเหอนี่เอง" เฉินชิงยิ้มให้เด็กสาวอย่างเอ็นดู แม้ในใจจะรู้สึกซับซ้อนอยู่บ้างเพราะเรื่องของพ่อเธอ
หยางอี้เหอยิ้มตอบบางๆ "หนูกลับก่อนนะคะ"
"จ้ะ" เฉินชิงมองตามแผ่นหลังเล็กๆ ของเด็กสาวไปจนลับสายตา ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วจูงมือเฮ่ออวี้ถิงเดินกลับบ้าน
"น้าครับ! ผมไปด้วยได้ไหม" เหมาเหมาวิ่งเข้ามาเกาะแขนเธอ
"ได้สิจ๊ะ เมื่อวานอาเฮ่อหย่วนกลับมาแล้วนะ เขาซื้อขนมอร่อยๆ มาฝากพวกเราเพียบเลย ไปกินด้วยกันสิ"
"เย้!" เหมาเหมาดีใจจนกระโดดโลดเต้น เขาหันไปจูงมือเฮ่ออวี้ถิง แล้วเด็กทั้งสามคนก็พากันเดินแกว่งแขนกลับบ้านอย่างมีความสุข
เฮ่ออวี้เสียงเดินล่วงหน้ากลับไปถึงบ้านก่อนใครเพื่อน เขาเป็นเด็กที่ไม่ชอบการรอคอยและไม่พิสมัยความอ่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น พอกลับถึงบ้านปุ๊บก็วางกระเป๋าแล้วเริ่มลงมือทำงานทันที
เมื่อวานเขาอุตส่าห์ไปขอให้เฉินชิงช่วยหาเศษผ้ามาให้หน่อย แต่เธอกลับบอกว่าของที่เขาอยากได้มันราคาถูกเกินไป ไม่กล้าไปเอ่ยปากขอให้เสียหน้าเขาเปล่าๆ
สุดท้ายเขาก็ต้องจนปัญญา เช้านี้เลยต้องเอาเงินไปฝากให้หวังเหวินหมิงช่วยไปซื้อมาให้แทน ซึ่งกว่าจะได้ของก็คงเป็นพรุ่งนี้เช้า
เฮ่ออวี้เสียงสำรวจวัตถุดิบในครัว ก่อนจะตัดสินใจออกไปซื้อเต้าหู้มาเพิ่มอีกหนึ่งก้อน ตั้งใจว่าจะทำเมนูเต้าหู้คลุกต้นหอมกับผักแห้งนึ่ง
เขาวุ่นวายอยู่ในครัวพักใหญ่ กว่าที่ทั้งสามคนจะเดินตามกลับมาถึงบ้าน เฮ่ออวี้ถิงเห็นพี่ชายกำลังยุ่งอยู่ก็รีบเข้าไปช่วยงานอย่างแข็งขัน
มีเพียงเหมาเหมาที่ยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจแอบย่องเข้าไปในห้องนอนของเฉินชิง
ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เฉินชิงกำลังจะลงมือตัดชุดใหม่ให้เขาพอดี
"เป็นชุดสามชิ้นนะ มีเสื้อกั๊กสีน้ำเงินแบบเท่ๆ คล้ายๆ กับของเฮ่ออวี้เสียงเลย ชอบไหม"
"ชอบมากเลยครับ!" แค่ได้ใส่ชุดเหมือนกับไอดอลในดวงใจ เขาก็มีความสุขแล้ว
เฉินชิงหยิบขนมให้เขากินเล่นระหว่างรอ แล้วจึงลงมือตัดเย็บเสื้อผ้าอย่างตั้งใจ เหมาเหมานั่งดูอยู่ได้ไม่นานก็เริ่มออกลาย วิ่งเล่นไปทั่วบ้าน แถมยังไปป่วนสองพี่น้องที่กำลังง่วนอยู่กับมื้อเย็นอีกต่างหาก แต่ก็ดูเหมือนว่าทุกคนจะมีความสุขดี
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ เหมาเจี้ยนกั๋วก็เดินหน้าเครียดมาตามลูกชายกลับบ้าน
"ทำไมมาวุ่นวายน้าเขาอีกแล้ว กลับบ้านเดี๋ยวนี้เลยนะ"
"พ่อน่ารำคาญ" เหมาเหมาสะบัดแขนพ่อออกอย่างไม่พอใจ
"ไอ้ลูกคนนีหนิ! พ่อตามใจลูกมากไปหน่อยใช่ไหม ถึงได้ปีนเกลียวขนาดนี้ กลับบ้านเดี๋ยวนี้!" เหมาเจี้ยนกั๋วเริ่มขึ้นเสียง
เหมาเหมาเบะปากเตรียมจะร้องไห้
เฉินชิงเห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาห้ามทัพ "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คราวหน้าถ้าเขาจะมา ฉันจะให้เขาไปบอกที่บ้านก่อน จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง"
"เขาดื้อเกินไปแล้วครับ" เหมาเจี้ยนกั๋วบ่นอุบ
เขาเห็นว่าพี่น้องบ้านนี้ขยันขันแข็งช่วยกันทำงาน แต่ลูกชายตัวดีของเขากลับเอาแต่นั่งกินนอนกินสบายใจเฉิบ ถ้าไม่ใช่เพราะเกรงใจที่เฉินชิงกับทาเลียเป็นเพื่อนรักกัน ป่านนี้เขาคงได้ลงไม้ลงมือไปแล้ว
ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห "กลับบ้านเดี๋ยวนี้! เดี๋ยวพ่อจะฟาดให้หลังลาย จะได้รู้สำนึกซะบ้าง!"
คำพูดข่มขู่ที่คุ้นหูทำให้เฮ่ออวี้เสียงที่นั่งเงียบมาตลอดถึงกับหน้าเปลี่ยนสี
"อย่าเสียงดังใส่เขาสิครับ"
เหมาเจี้ยนกั๋วถึงกับพูดไม่ออก
เฮ่ออวี้เสียงลุกขึ้นยืนแล้วดึงตัวเหมาเหมามาหลบอยู่ข้างหลัง
"คุณลุงกลับไปก่อนเถอะครับ คืนนี้เหมาเหมาจะนอนที่นี่... ไม่คิดเงินหรอกครับ"
เหมาเหมาได้ยินดังนั้นก็ปล่อยโฮออกมาทันที
"ฮือๆ เฮ่ออวี้เสียง ฉันรู้อยู่แล้วว่านายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน"
[จบบท]