บทที่ 178: ผมคืออาของพวกเขา
เมื่อความมืดของค่ำคืนคืบคลานเข้ามา เฮ่อหย่วนก็กลับมาถึงบ้านพักรวมที่คุ้นเคย วันอาทิตย์ที่เขาทั้งรอคอยและหวั่นใจในเวลาเดียวกันได้มาถึงแล้ว
เช้าวันอาทิตย์เริ่มต้นด้วยสายลมอ่อนๆ ที่พัดพาความสบายมาให้ อากาศกำลังดีไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป ทุกคนในบ้านพักรวมต่างตื่นขึ้นมาทำกิจกรรมของตัวเองกันแต่เช้า
จะมีก็แต่เฉินชิงที่ยังคงนอนขดตัวอยู่บนเตียง เธอปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนถึง 8 โมงเช้า ถึงได้ยอมฝืนใจลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับวันใหม่
เฮ่ออวี้ถิงกับเฮ่ออวี้เสียงจัดการอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว เด็กน้อยทั้งสองกำลังง่วนอยู่กับภารกิจของตัวเอง
เฉินชิงล้างหน้าล้างตาเสร็จก็เดินออกมานั่งที่โต๊ะอาหารอย่างเชื่องช้า มือหยิบมันเทศสีขาวขึ้นมากัด ก่อนจะเอ่ยปากบ่นกับหลานชาย
“เฮ่ออวี้เสียง น้าไม่ชอบกินมันเทศนี่เลย”
มันเทศสีขาวเป็นของที่หาได้ง่ายและมีราคาถูกในยุคนี้ ตอนที่เธอยังอยู่ในยุคปัจจุบัน เพื่อควบคุมน้ำหนัก เฉินชิงก็เคยกินมันเทศอยู่บ่อยๆ แต่ที่เธอกินมันไม่เคยมีเส้นใยเยอะขนาดนี้มาก่อนเลยสักครั้ง
แต่มันเทศที่เธอกำลังกินอยู่นี่กลับเต็มไปด้วยเส้นใยที่น่ารำคาญ พอกินเข้าไปก็ให้ความรู้สึกจืดชืดเหมือนเอาไปแช่น้ำมา รสชาติของมันแย่จนแทบกลืนไม่ลง
เฮ่ออวี้เสียงที่กำลังสาละวนอยู่กับการพรวนดินที่สวนหลังบ้านตะโกนตอบกลับมา
“ทนกินไปก่อนเถอะครับ เหลืออีกแค่ 5 วันเอง”
ก็เพราะมันเทศสีขาวมันจืดชืดและราคาถูกกว่ามันเทศสีแดง เขาถึงได้เห็นแก่ของถูกซื้อตุนมาตั้งเยอะ ผลก็คือช่วงนี้ทุกคนเลยต้องกินมันเทศเป็นอาหารเช้าไปโดยปริยาย
เฉินชิงทำหน้าเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต แต่เพราะเสียดายอาหาร เธอเลยต้องก้มหน้าก้มตากินมันเทศหัวนั้นต่อไปจนหมด
หลังจากจัดการอาหารเช้าเสร็จ เธอก็กลับเข้ามาในห้องนอน จัดการเปิดหน้าต่างออกให้กว้างที่สุดเพื่อรับลมเย็นๆ ที่พัดเข้ามา จากมุมนี้เธอมองเห็นความเคลื่อนไหวทุกอย่างที่เกิดขึ้นในลานบ้านได้อย่างชัดเจน
เธอวางแผนไว้ว่าช่วงเช้านี้จะนั่งเก็บรายละเอียดเสื้อผ้าที่ตัดให้เหมาเหมาให้เรียบร้อย
ยังไม่ทันจะได้เริ่มงาน เฮ่ออวี้ถิงก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาในห้อง “คุณน้าคะ วันนี้อากาศดีจังเลย เราเอาผ้าห่มออกมาซักกันดีไหมคะ หนูไปคุยกับลุงใหญ่มาแล้วนะคะ เขาบอกว่าให้เราไปตักน้ำตอนช่วงเวลาของเขาได้เลย”
“ความคิดดีนี่ งั้นเราไปซักผ้าห่มกันก่อนแล้วกัน”
การซักผ้าห่มผืนใหญ่เป็นงานที่ต้องใช้แรงไม่น้อย เฉินชิงจึงต้องลงมือทำด้วยตัวเอง ในจังหวะที่เฮ่อหย่วนกำลังจะเดินมาหาเฉินชิง เขาก็เห็นเธอเดินไปที่แถวก๊อกน้ำตรงปากซอยพอดี เขาจึงเอ่ยทัก
“คุณจะตักน้ำไปทำอะไรเหรอครับ”
“วันนี้อากาศดีน่ะ เลยว่าจะซักผ้าห่มค่ะ” เฉินชิงหยุดฝีเท้าแล้วหันมาถามเขาบ้าง
“แล้วนี่ช่วงหลายวันที่ผ่านมาคุณหายไปไหนมาล่ะคะ”
บ้านของทั้งสองคนก็อยู่ใกล้กันแค่นี้ แต่เธอกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของเขาเลย
เฮ่อหย่วนเดินเข้าไปช่วยถือถังไม้ให้เธอ พร้อมกับอธิบายเรื่องที่ตัวเองหายหน้าไป
“พอดีที่โรงงานเครื่องจักรได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญมาจากทางรัฐบาลน่ะครับ กลุ่มวิจัยของผมเลยต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมายการทำงานกันใหม่หมด”
“ต้องเริ่มโครงการตัวใหม่กันตั้งแต่ต้นเลย ช่วงเริ่มต้นโครงการก็เลยจะวุ่นๆ หน่อย ต่อไปก็น่าจะดีขึ้นแล้วล่ะครับ”
เฉินชิงพยักหน้ารับรู้ เฮ่อหย่วนช่วยเธอถือถังไม้ไปเทน้ำใส่ในกะละมังที่เฮ่ออวี้เสียงกำลังขยี้ผ้าอยู่ ก่อนจะเดินกลับไปตักน้ำมาเพิ่ม เฉินชิงเห็นแบบนั้นเลยบอกให้เฮ่ออวี้เสียงลุกขึ้น
“พอแล้ว เดี๋ยวฉันมาทำต่อเอง”
“ครับ” เฮ่ออวี้เสียงรับคำแล้วลุกออกไปดูแลแปลงผักของเขาที่สวนหลังบ้านต่อทันที
เขาอยากจะเห็นผักที่เขาปลูกเติบโตอย่างแข็งแรง ถ้าทำสำเร็จ ครึ่งปีหลังนี้พวกเขาก็ไม่ต้องไปเสียเวลายืนรอต่อคิวซื้อผักที่สหกรณ์การค้าและการตลาดอีกแล้ว
เฮ่ออวี้ถิงยืนอยู่หน้าบ้าน คอยช่วยน้าของเธอขยี้ชายผ้าห่มอย่างแข็งขัน เฉินชิงสังเกตเห็นว่าหลานสาวตัวน้อยของเธอมีเรี่ยวแรงเยอะขึ้นมาก
“เสี่ยวอวี้ ที่บ้านเรายังมีนมมอลต์สกัดเหลืออยู่ไหมจ้ะ”
เมื่อก่อนเฮ่ออวี้ถิงเป็นเด็กที่ร่างกายอ่อนแอมาก เฉินชิงกลัวว่าหลานจะเจ็บป่วยได้ง่าย ตั้งแต่ที่เธอเริ่มซื้อนมมอลต์สกัดมาให้เด็กๆ กิน เธอก็ไม่เคยปล่อยให้มันขาดบ้านเลยสักวัน
แถมยังบังคับให้เฮ่ออวี้ถิงกินไข่วันละฟองอย่างสม่ำเสมอ ถ้าไข่ที่บ้านหมด เธอก็จะรีบไปหาซื้อมาติดบ้านไว้ให้เด็กน้อยเสมอ ผลของการบำรุงอย่างเต็มที่ก็คือตอนนี้เฮ่ออวี้ถิงวิ่งเร็วปรู๊ดปร๊าด พอได้เห็นเรี่ยวแรงตอนที่หลานสาวซักผ้า เฉินชิงก็รู้สึกภูมิใจในผลงานการเลี้ยงดูของตัวเองขึ้นมา
เฮ่ออวี้ถิงเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เธอ “ยังมีอยู่ค่ะ”
“ดีมากจ้ะ ถ้าหมดเมื่อไหร่บอกน้านะ เดี๋ยวจะไปซื้อมาให้อีก”
เสื่อไม้ไผ่ ผ้าปูที่นอน และปลอกหมอนของทั้งสามคนไม่ได้ซักยากเหมือนตอนหน้าหนาว พอได้เฮ่อหย่วนมาช่วยตักน้ำ เฉินชิงกับเฮ่ออวี้ถิงก็รับหน้าที่ซักผ้ากันไป ไม่ถึงชั่วโมงทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย
เมื่อผ้าทุกชิ้นถูกนำไปตากบนราว ลมที่พัดมาเบาๆ ก็ทำให้มันพลิ้วไหว เฉินชิงมองภาพนั้นแล้วรู้สึกว่าชีวิตแบบนี้ก็สงบสุขดีเหมือนกัน
หลังจากยืนชื่นชมผลงานของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็เดินไปรินน้ำให้เฮ่อหย่วนหนึ่งแก้ว
“พักเหนื่อยก่อนสิคะ”
เฮ่อหย่วนรับแก้วน้ำมาถือไว้ในมือ ก่อนจะทำทีเป็นเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ
“วันนี้ตอนบ่ายคุณว่างหรือเปล่าครับ”
พูดจบเขาก็เสมองไปทางอื่น ใบหูเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ มือไม้ก็เกะกะไปหมดจนไม่รู้จะวางไว้ตรงไหนดี
เฉินชิงพอจะเดาได้ว่าเขาต้องการอะไร เธอใช้เวลาคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“ตอนบ่ายฉันว่างค่ะ แต่ถ้าเราจะออกไปข้างนอกกันสองคน คงต้องลองไปถามทาเลียกับเหมาเจี้ยนกั๋วดูก่อน ว่าพวกเขาจะสะดวกช่วยดูเด็กๆ ให้ฉันได้ไหม”
เฮ่ออวี้เสียงที่ได้ยินบทสนทนาแทรกขึ้นมาทันที
“ไม่ต้องหรอกครับน้า พวกเราอยู่บ้านกันเองได้”
พวกเขาโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีใครมาคอยดูแล ที่สำคัญคือเขาไม่อยากไปบ้านเหมาเจี้ยนกั๋วเพื่อเล่นเป็นเพื่อนเหมาเหมา
ตอนแรกเฉินชิงก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่พอนึกถึงเหตุการณ์ที่เฮ่ออวี้เสียงเกือบจะประสบอุบัติเหตุ เธอก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
“งั้นเดี๋ยวน้าไปฝากพี่จางตงเหมยไว้ให้ช่วยดูหน่อยก็แล้วกัน วันนี้เธอหยุดพอดี ถ้าเกิดมีใครมารังแกพวกเธอ จะได้วิ่งไปหลบที่บ้านเขาก่อนได้”
“ก็ได้ครับ” เฮ่ออวี้เสียงพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี
เฉินชิงหันกลับไปมองเฮ่อหย่วน แล้วพูดเรื่องที่สำคัญกับเขา
“ชีวิตของฉันตอนนี้คงแยกจากเด็กสองคนนี้ไม่ได้แล้วนะคะ ในอนาคตข้างหน้า ก็อาจจะต้องรบกวนให้คุณเข้ามาช่วยดูแลพวกเขาด้วย”
เฮ่อหย่วนหันไปมองเฮ่ออวี้เสียงด้วยความประหลาดใจ สายตาของเขามีคำถามส่งไปถึงหลานชาย ‘นี่เธอยังไม่ได้บอกน้าของเธออีกเหรอ’
เฮ่ออวี้เสียงทำได้เพียงยักไหล่ให้เขาทีหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ปลีกตัวออกจากสถานการณ์น่าอึดอัดตรงหน้าไปอย่างเงียบๆ
เฉินชิงที่เห็นสายตาแปลกๆ ที่พวกเขาส่งให้กันก็อดสงสัยไม่ได้
“พวกคุณมีอะไรกันหรือเปล่าคะ”
เฮ่อหย่วนตัดสินใจอธิบาย “คือที่ผมไปปักกิ่งครั้งนี้ นอกจากเรื่องงานแล้ว ผมยังอยากจะไปตรวจสอบให้แน่ใจด้วยว่าผมกับเด็กสองคนนี้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกันจริงหรือเปล่า”
เฉินชิงขมวดคิ้วมุ่น “นั่นมันหมายความว่ายังไงกันคะ”
เฮ่อหย่วนสบตาเธอนิ่ง ก่อนจะพูดความจริงออกมา
“ผมเป็นอาแท้ๆ ของพวกเขาสองคนครับ”
คำพูดของเขาเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของเฉินชิง มันทำให้เธอรู้สึกมึนงงไปหมดทั้งหัว
“คุณ…เป็นอาแท้ๆ ของพวกเขาอย่างนั้นเหรอคะ”
“ครับ แต่ผมสาบานได้เลยว่าก่อนที่ผมจะตรวจสอบเรื่องนี้ให้แน่ใจ ผมไม่เคยคิดว่าการมีอยู่ของเด็กๆ จะเป็นปัญหาสำหรับเราเลย”
เฮ่อหย่วนเห็นเฉินชิงก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว สัญญาณอันตรายก็ดังขึ้นในใจของเขาทันที
เฉินชิงพยายามควบคุมสติอารมณ์ของตัวเองแล้วพูดออกไป “คุณช่วยเล่าเรื่องของคุณกับพี่เขยของฉันให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ แล้วคุณไปรู้มาได้ยังไงว่าเด็กๆ คือหลานของคุณ”
น้ำเสียงของเธอเย็นชาจนเฮ่อหย่วนรู้สึกหวาดหวั่น “เฉินชิงครับ…”
เฉินชิงย้ำคำเดิม “เล่ามาเถอะค่ะ”
“คือตอนนั้นสถานการณ์ที่บ้านผมมันค่อนข้างฉุกเฉินน่ะครับ เรามีโควต้าไปต่างประเทศได้แค่คนเดียว ผมกับพี่ชายเลยต้องจับฉลากกัน แล้วพี่ชายผมก็เป็นคนที่จับได้”
“เขาเลยเอาทรัพย์สินทั้งหมดของที่บ้านไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศ ส่วนเหตุผลที่เขามาที่มณฑลกวางตุ้งนี่ผมเองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน แล้วที่ผมมารู้ว่าเด็กๆ เป็นหลาน”
“ก็เพราะตอนที่ผมเข้าไปช่วยคุณหยิบของในห้องเก็บของ แล้วบังเอิญไปเห็นรูปถ่ายของพี่ชายผมเข้าน่ะครับ” เฮ่อหย่วนพยายามเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้สั้นที่สุด
เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว อยากจะเข้าไปอยู่ใกล้ๆ เธอให้มากกว่านี้ แต่สายตาที่เย็นชาและเต็มไปด้วยแรงกดดันของเฉินชิงก็ทำให้เขาต้องหยุดอยู่กับที่
เฉินชิงเดินไปปิดประตูใหญ่ของบ้าน ก่อนจะเรียกเด็กทั้งสองคนเข้ามาหา
“เฮ่ออวี้เสียง เธอรู้มาตลอดใช่ไหมว่าเขาเป็นอาแท้ๆ ของเธอ”
สัญชาตญาณร้องเตือนเฮ่ออวี้เสียงว่าตอนนี้น้าของเขากำลังโกรธจัด เขาจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับเบาๆ
เฉินชิงหลับตาลงช้าๆ เพื่อระงับอารมณ์ ก่อนจะถามต่อด้วยเสียงที่เย็นเยียบ
“แล้วเฮ่ออวี้ถิงรู้เรื่องนี้ด้วยไหม”
เฮ่ออวี้ถิงเบะปากร้องไห้ออกมาทันที เธอกลัวเหลือเกิน นานมากแล้วที่น้าไม่ได้พูดกับเธอด้วยน้ำเสียงเย็นชาแบบนี้
เฮ่ออวี้เสียงรีบตอบ “น้องไม่รู้ครับ”
เฮ่ออวี้ถิงยกหลังมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาป้อยๆ พลางพูดเสียงสะอื้น “คุณน้าคะ คุณน้าอย่าโกรธเลยนะคะ”
เฮ่อหย่วนมองเฉินชิงด้วยความเป็นห่วง เขาพยายามพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด
“คุณไม่พอใจตรงไหนบอกผมได้ไหมครับ เรามาคุยกันดีๆ นะ เรื่องนี้พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังคุณจริงๆ”
“ฉันรู้ค่ะ” เธอไม่ได้โกรธเรื่องนั้น เธอแค่รู้สึกน้อยใจอย่างบอกไม่ถูก
ตั้งแต่ที่เธอมาอยู่ที่นี่ในยุค 70 เธอก็ทุ่มเทความรักและความเอาใจใส่ทั้งหมดให้กับเด็กสองคนนี้ จนเธอรู้สึกผูกพันกับพวกเขาเหมือนเป็นครอบครัวที่สวรรค์ส่งมาให้ แต่แล้ววันนี้เธอกลับได้รู้ความจริงว่าเธอไม่ใช่ญาติเพียงคนเดียวที่เด็กๆ มี
ยอมรับเถอะว่าเธอเสียใจมากจริงๆ
หากวันใดวันหนึ่งความสัมพันธ์ของเธอกับเฮ่อหย่วนต้องจบลง เด็กสองคนนี้จะยังเลือกอยู่กับเธอไหม ในเมื่อเจ้าของร่างเดิมเคยทำร้ายจิตใจของพวกเขาเอาไว้มากมาย ในขณะที่เฮ่อหย่วนไม่เคยทำอะไรแบบนั้นเลย
เขาจะต้องเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับเด็กๆ อย่างแน่นอน
และนับจากนี้ไป เธอก็จะไม่ใช่ตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว
[จบบท]