บทที่ 179 เกี่ยวก้อย
ในครอบครัวเดิม เฉินชิงมีพี่สาวสองคนกับน้องชายอีกหนึ่งคน แต่คำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวของเธอมาตลอดชีวิตก็คือ ทำไมคนที่ถูกทิ้งต้องเป็นเธอเสมอ
เธอไม่ดีตรงไหนกันแน่ ทั้งๆ ที่ร่างกายก็แข็งแรงสมบูรณ์ดีทุกอย่าง คุณป้าผู้อำนวยการที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้ายังเคยบอกเลยว่าเธอเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายมาก
พอได้ข้ามเวลามาอยู่ในยุค 70 และได้รู้ว่าตัวเองกลายเป็นผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่หลานๆ จะพึ่งพิงได้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกดีใจลึกๆ อย่างเห็นแก่ตัว
เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าตัวเองมี ‘บ้าน’ เป็นของตัวเองจริงๆ เสียที แต่แล้ว… การปรากฏตัวของเฮ่อหย่วนก็ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป
ลึกๆ แล้วเธอรู้สึกดีกับเขามาก ความรู้สึกที่เรียกว่าความคิดถึง อาการหวงแหนเวลาที่เขาอยู่ใกล้คนอื่น และความปรารถนาที่จะได้ใกล้ชิดกับเขามากขึ้นอีกนิด ทุกอย่างมันชัดเจนอยู่ในใจ แต่เรื่องกลับตาลปัตรเมื่อความจริงเปิดเผยว่าเขาคืออาแท้ๆ ของเด็กๆ
เฉินชิงไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกที่ซับซ้อนนี้ออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไร มันเหมือนกับบ้านที่เธอเคยปักใจเชื่อแล้วว่าเป็นของเธอ
แต่สุดท้ายมันอาจจะไม่ใช่ของเธอคนเดียวอีกต่อไป แม้ว่าคนที่เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตจะเป็นคนที่เธอรักมากแค่ไหน ความรู้สึกไม่มั่นคงก็ยังคงกัดกินใจอยู่ดี
แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง นี่อาจจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้วก็ได้ อย่างน้อยก็สำหรับอนาคตของหลานๆ
หญิงสาวถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะดึงร่างเล็กของเฮ่ออวี้ถิงเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน พลางใช้นิ้วเกลี่ยคราบน้ำตาบนแก้มให้อย่างอ่อนโยน
“ไม่ร้องไห้นะคะคนเก่ง”
เฮ่ออวี้ถิงกอดน้าสาวไว้แน่นจนตัวสั่น เด็กหญิงสูดน้ำมูกอยู่หลายครั้งกว่าจะเปล่งเสียงที่สั่นเครือออกมาได้
“คุณน้าอย่าทิ้งหนูไปนะ”
เฉินชิงหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู “โธ่ ที่นี่คือบ้านของน้านะคะ น้าจะหนีไปไหนได้ล่ะ”
เฮ่อหย่วนมองรอยยิ้มสบายๆ ของเธอแล้วรู้สึกปวดแปลบในใจ เขาสัมผัสได้ถึงความเสียใจที่เธอซ่อนไว้ เขาอยากให้เธอระเบิดอารมณ์โกรธออกมาเสียยังดีกว่าการที่เธอใช้เหตุผลมาข่มความรู้สึกของตัวเองเอาไว้แบบนี้
“เฉินชิงครับ”
“มีอะไรเหรอคะ”
“สำหรับผมแล้ว คุณคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต”
คำพูดนั้นทำให้ขอบตาของเฉินชิงร้อนผ่าวขึ้นมา หยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย เธอหันไปจ้องหน้าเขาเขม็ง
“แต่เราไม่ได้เป็นญาติกันสักหน่อย ถ้าเกิดวันไหนวันหนึ่งเราเลิกกันขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ”
เฮ่อหย่วนมีสีหน้าเหลือเชื่อ “เราจะเลิกกันได้ยังไง”
ในยุคสมัยนี้ คนที่ตกลงคบหากันก็ล้วนมุ่งไปสู่การแต่งงาน และการแต่งงานก็หมายถึงการใช้ชีวิตร่วมกันไปตลอดชีวิต
“ก็ถ้าเกิดมีใครสักคนหมดรักแล้วไปมีคนอื่นล่ะ”
“เฉินชิง!”
“ฉันกำลังเสียใจอยู่นะ คุณยังจะมาขึ้นเสียงใส่ฉันอีกเหรอ ดูสิ่งที่คุณทำสิ!” เฉินชิงปาดน้ำตาทิ้งอย่างลวกๆ
“ทัศนคติของคุณตอนนี้มันแย่มากรู้ไหม”
เฮ่อหย่วนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ “ผมขอโทษ ผมผิดเอง”
เฉินชิงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังงอแงอย่างไร้เหตุผล แต่ก็น่าแปลกที่พอได้โวยวายออกไปแบบนั้นแล้ว ในใจกลับรู้สึกโล่งขึ้นอย่างประหลาด เธอบ่นอุบอิบต่อ
“ในเมื่อคุณเป็นอาของเด็กๆ ต่อไปนี้คุณก็ต้องช่วยฉันออกค่าใช้จ่ายคนละครึ่งนะ แล้วก็ต้องหาเวลามารับมาส่งพวกเขาด้วย เรื่องอาหารการกินก็ต้องช่วยกันดูแล”
เฮ่ออวี้ถิงขยี้ตาแดงๆ ของตัวเองแล้วถามเสียงอู้อี้ “คุณน้าคะ คุณน้าจะไม่เอาพวกเราแล้วเหรอ”
เฉินชิงรีบปฏิเสธ “ไม่ใช่สักหน่อย มีผู้ใหญ่มาช่วยดูแลหนูเพิ่มอีกคนไม่ดีหรือไงคะ”
เด็กหญิงส่ายหน้าทันควัน “ไม่ดีค่ะ ที่หนูมีชีวิตอยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะคุณน้านะคะ หนูรักแค่คุณน้าคนเดียว”
คำพูดนั้นทำให้เฉินชิงถึงกับชาวาบไปทั้งตัว เด็กคนนี้กำลังพูดเรื่องอะไรกัน!
เฮ่ออวี้ถิงซบหน้าลงกับอกของน้าสาว “คุณน้าคะ หนูรักคคุณน้าจริงๆ นะคะ”
เฉินชิงอ้าปากพะงาบๆ “น้า… น้ารู้แล้วจ้ะ”
ให้ตายเถอะ ตอนนี้สมองของเธอขาวโพลนไปหมดแล้ว เดี๋ยวก่อนนะ ประโยคเมื่อกี้ของเสี่ยวอวี้มันหมายความว่ายังไงกันแน่ หรือว่าเด็กคนนี้จะรู้ความลับเรื่องที่เธอทะลุมิติมา ไม่น่าจะเป็นไปได้ เด็กตัวแค่นี้เนี่ยนะ
ขนาดเฮ่ออวี้เสียงที่ว่าฉลาดๆ ยังไม่เคยสงสัยเลยสักนิด แต่ก็อย่างที่คนเฒ่าคนแก่ว่ากัน เด็กมักจะมีลางสังหรณ์พิเศษ ในนิยายบอกไว้แค่ว่าเฮ่ออวี้เสียงเป็นตัวร้ายที่ไอคิวสูง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเฮ่ออวี้ถิงที่อายุสั้นจะต้องฉลาดน้อยกว่าพี่ชายสักหน่อย
ความคิดมากมายตีกันในหัวของเฉินชิงจนปวดหนึบ เธอหลอกเฮ่อหย่วนกับเฮ่ออวี้เสียงที่ฉลาดเป็นกรดได้ หลอกคนอื่นๆ มาได้ตั้งมากมาย แต่กลับมาจนมุมกับเด็กหญิงตัวน้อยที่น่ารักน่าเอ็นดูคนนี้เนี่ยนะ
คิดได้ดังนั้น เฉินชิงก็เผลอหลุดหัวเราะออกมา เธอยกมือขึ้นขยี้ผมนุ่มๆ ของหลานสาว “น้ารู้แล้วจ้ะ น้าไม่ไปไหนทั้งนั้นแหละ งั้นเรื่องนี้ให้เป็นความลับของเราสองคนดีไหม”
เฮ่ออวี้ถิงเงยหน้าขึ้นมาทันที ดวงตาของเธอทอประกายแห่งความยินดี เด็กหญิงยื่นนิ้วก้อยเล็กๆ ออกมาตรงหน้า
“เกี่ยวก้อยกันนะคะ”
เฉินชิงยิ้มกว้าง ก่อนจะยื่นนิ้วก้อยของตัวเองออกไปเกี่ยวไว้
“ได้สิ เกี่ยวก้อยกัน”
“เกี่ยวก้อยสัญญา ร้อยปีก็ห้ามเปลี่ยนแปลง!” สองน้าหลานพูดขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ทิ้งให้เฮ่อหย่วนและเฮ่ออวี้เสียงยืนมองหน้ากันอย่างงุนงง
เฉินชิงหันไปถลึงตาใส่เฮ่อหย่วนอีกรอบ “ต่อไปนี้หน้าที่ทำอาหารเป็นของคุณนะ คุณอาของเด็กๆ”
เฮ่อหย่วนรับคำ “ได้เลยครับ ผมจะไปตลาดเดี๋ยวนี้ แล้ว... น้าของเด็กๆ อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม”
“เรียกซะฉันแก่เลย” เฉินชิงทำหน้ายู่
“ต่อไปนี้ห้ามเรียกฉันแบบนี้นะ”
ชายหนุ่มมองเธออย่างคาดไม่ถึง เฉินชิงเชิดหน้าตอบอย่างไม่ยอมแพ้
“มีปัญหาหรือเปล่า”
“ไม่มีครับ” เฮ่อหย่วนหัวเราะในลำคอ ขนาดตอนเอาแต่ใจยังน่ารักขนาดนี้
หลังจากสอบถามความต้องการของทั้งสามคนแล้ว เฮ่อหย่วนก็เตรียมจะมุ่งหน้าไปยังสหกรณ์การค้าและการตลาด แต่แล้วเขาก็ชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันมาพูดกับหลานทั้งสอง
“ต่อไปนี้เรียกอาว่าอาเฮ่อหย่วนเถอะนะ อย่าเรียกว่าอาเลย”
เฉินชิงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “ทำไมล่ะ”
เฮ่อหย่วนทอดสายตาลงต่ำ เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย
“สถานะทางครอบครัวของผม อาจจะทำให้ชื่อเสียงและผลงานที่พี่ชายเคยสร้างไว้ต้องมัวหมอง”
คำพูดนั้นทำให้เฉินชิงนึกถึงภูมิหลังครอบครัวนายทุนของเขาขึ้นมาได้ เธอจึงเงียบไป ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี
เมื่อเฮ่อหย่วนตกลงกับหลานๆ เรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินตรงไปยังประตูใหญ่ ทว่าทันทีที่เขาเปิดประตูออก สายตานับสิบคู่ที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นก็พุ่งตรงมาที่เขาทันที
“มีเรื่องอะไรกันครับ”
บรรดาเพื่อนบ้านต่างซักไซ้ว่าพวกเขาแอบทำอะไรกันอยู่หลังประตูที่ปิดสนิท
เฉินชิงจึงตะโกนสวนกลับไปเสียงดังฟังชัด
“กำลังนั่งนับกันอยู่ว่ามีตากี่คู่ที่คอยสอดส่องเรื่องของเราอยู่ แล้วก็วางแผนกันว่าต่อไปนี้เราจะจับตาดูบ้านทุกหลังเป็นการตอบแทน หวังว่าคงจะไม่มีใครทำอะไรผิดพลาดให้เราเห็นไปตลอดชีวิตนะ!”
“เสี่ยวอวี้ ไปหยิบกระดาษกับปากกามาเร็วเข้า!”
“ได้เลยค่ะ!” เฮ่ออวี้ถิงวิ่งแจ้นเข้าไปในห้องทันที
เพียงเท่านั้น กลุ่มคนที่มุงอยู่หน้าประตูก็แตกฮือสลายตัวไปในพริบตา
เฉินชิงส่ายหน้าอย่างระอา “พวกนี้ฝีมืออ่อนหัดจริงๆ”
เฮ่อหย่วนได้แต่หัวเราะแห้งๆ ก่อนจะเดินออกไปซื้อของตามที่ตั้งใจไว้
เฮ่ออวี้ถิงโผล่หน้าออกมาจากประตูห้องนอนแล้วพูดอย่างภูมิใจ
“ฮึ! เห็นไหมล่ะ คุณน้าของหนูสุดยอดไปเลย!”
เฉินชิงที่ถูกชมจนแก้มปริ เดินไปหยิกแก้มกลมๆ ของหลานสาวด้วยความมันเขี้ยว ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องของตัวเอง
เรื่องราวในวันนี้มันถาโถมเข้ามามากเกินไป จนถึงตอนนี้เธอก็ยังรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นเรื่องบังเอิญที่น่าเหลือเชื่อ
แต่พอได้รู้ความจริงว่าพี่เขยของเธอมาจากครอบครัวนายทุน ข้อสงสัยทั้งหมดที่เคยมีก็คลี่คลายลงทันที ถ้าไม่ใช่เพราะมีฐานะร่ำรวย เด็กกำพร้าธรรมดาๆ จะมีทองคำเก็บไว้กับตัวได้อย่างไร
เฉินชิงหมดอารมณ์จะเย็บผ้าต่อ เธอนั่งเท้าคางมองผ้าห่มที่แขวนอยู่บนราวซึ่งกำลังไหวไปมาตามแรงลมอย่างเหม่อลอย
“มองอะไรอยู่เหรอครับ” เสียงของเฮ่อหย่วนดังขึ้นจากข้างหลัง
เฉินชิงที่กำลังใจลอยสะดุ้งสุดตัว “กลับมาเร็วจังเลยนะ”
เฮ่อหย่วนพยักหน้ารับ เขาเดินมาหยุดอยู่นอกหน้าต่างแล้วยื่นขวดน้ำอัดลมยี่ห้อเป่ยปิงหยางส่งให้เธอ
หญิงสาวรับขวดมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะใช้คางเกยบนฝาขวดแล้วพูดขึ้น
“ฉันรู้สึกว่ามันมหัศจรรย์มากเลยที่คุณกลายเป็นอาของเด็กๆ ไปได้ ถ้าวันนั้นคุณไม่ได้ย้ายมาทำงานที่โรงงานเครื่องจักร บางทีชั่วชีวิตนี้พวกคุณอาจจะไม่มีวันได้เจอกันเลยก็ได้นะ”
“นั่นสินะครับ” เขายังจำความรู้สึกตอนที่เห็นรูปถ่ายของพี่ชายครั้งแรกได้ดี ตอนนั้นเขาตกใจจนพูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่
เฮ่อหย่วนเห็นเธอทำหน้าเหม่อๆ ก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าแล้วหยิบลูกอมนมยี่ห้อต้าไป๋ทู่ออกมาส่งให้เธออีกหนึ่งเม็ด
เฉินชิงเหลือบตามอง “นี่เห็นฉันเป็นเด็กหรือไง”
ปากก็พูดไปอย่างนั้น แต่มือกลับเอื้อมไปหยิบลูกอมมาจากฝ่ามือของเขาอย่างรวดเร็ว เธอแกะกระดาษห่อออกแล้วยื่นลูกอมสีขาวนวลไปตรงหน้าเขา
“อ่ะ ฉันให้”
เธอใช้ปลายนิ้วคีบปลายด้านหนึ่งของลูกอมไว้ ทำให้เฮ่อหย่วนต้องสัมผัสปลายนิ้วของเธอหากจะรับมันไป ชายหนุ่มยกมือขึ้นอย่างลังเล ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
เฉินชิงสั่ง “ยื่นมือมาสิ”
เฮ่อหย่วนทำตามอย่างว่าง่าย
เธอบรรจงวางลูกอมลงบนฝ่ามือของเขา “กินได้แล้ว”
เฮ่อหย่วนหยิบลูกอมเข้าปาก ความหวานละมุนแผ่ซ่านไปทั่วทั้งโพรงปาก
เฉินชิงยิ้มจนตาหยี
“ว่าแต่… คุณชอบกินกับข้าวอะไรเป็นพิเศษไหม”
เขาใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ผมกินง่ายอยู่ง่ายน่ะ ไม่ได้มีเมนูไหนที่ชอบเป็นพิเศษ”
“แล้วคุณชอบอะไรล่ะ”
เฮ่อหย่วนเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ ดวงตาของเขาฉายแววลุ่มลึก หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาก็ตอบ “ที่จริงแล้ว… ผมชอบทำงานที่สถาบันวิจัยมาก”
[จบบท]