บทที่ 18: ปัญญาชนถูกส่งไปชนบท
โรงงานเครื่องจักรคือแหล่งรวมผู้คนนับหมื่นชีวิต ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนที่เข้มงวดของรัฐ การขาดแคลนวัตถุดิบและความต้องการของตลาดจึงเป็นเหมือนเชื้อไฟที่โหมให้ตลาดมืดลุกโชนขึ้นมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
แหล่งชุมนุมลับแห่งนี้มีอยู่หลายจุด ไม่ว่าจะเป็นตรอกซอกซอยเล็กๆ ลานบ้านส่วนตัว หรือแม้แต่โกดังร้าง
ตรอกเล็กๆ คือจุดที่คึกคักที่สุด มีสินค้าหลากหลายให้เลือกสรร แต่ก็เป็นจุดที่เสี่ยงต่อการถูกตรวจค้นมากที่สุดเช่นกัน เจ้าของร่างเดิมต้องจบชีวิตลงก็เพราะมาที่นี่ เฉินชิงจึงไม่คิดจะย่างเท้าเข้าไปเหยียบที่นั่นอีก
หญิงสาวจัดการเอาเถ้าถ่านมาป้ายหน้า เปลี่ยนสภาพเส้นผมให้ยุ่งเหยิงไม่ต่างอะไรกับขอทาน ก่อนจะเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยจนถึงโกดังร้างแห่งหนึ่ง
บนกำแพงอิฐของโกดังปรากฏคำขวัญ ‘รับใช้ประชาชน’ ที่บวมเป่งเพราะถูกน้ำฝนกัดเซาะ ปูนขาวที่ลอกร่อนเผยให้เห็นร่องรอยของตะไคร่น้ำด่างดวง บรรยากาศโดยรอบชวนให้รู้สึกวังเวงและน่าขนลุก ทุกอณูในอากาศล้วนอบอวลไปด้วยกลิ่นอายที่ทำให้ผู้มาเยือนต้องใจสั่น
ด้านนอกโกดังมีชายฉกรรจ์ร่างกำยำหลายคนยืนคุมเชิงอยู่ สายตาเย็นชาของพวกเขากวาดมองสำรวจทุกคนที่เดินผ่านเข้าออก แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าที่นี่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบและมีระเบียบวินัยเคร่งครัด
ฝ่ามือของเฉินชิงชื้นเหงื่อขึ้นมาเล็กน้อย
เธอนึกทึ่งในความใจกล้าของตัวเองอยู่เหมือนกัน ไม่รู้ว่าต้องรักการกินมากขนาดไหน ถึงได้ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อของอร่อยได้ถึงเพียงนี้
ทว่าทันทีที่ก้าวผ่านประตูโกดังเข้าไป ราวกับว่าได้หลุดเข้ามาอยู่อีกโลกหนึ่ง ทุกซอกทุกมุมอัดแน่นไปด้วยสินค้านานาชนิด ทั้งธัญพืช เสื้อผ้า ยารักษาโรค ไปจนถึงของฟุ่มเฟือยที่ดูไม่ออกว่ามาจากไหน
ผู้คนต่างเจรจากันด้วยเสียงที่แผ่วเบา ดวงตาเต็มไปด้วยความระแวดระวังภัย เพราะกลัวว่าตัวตนที่แท้จริงจะถูกเปิดเผย
เฉินชิงกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดลงที่แผงขายตั๋วปันส่วนแห่งหนึ่ง แล้วเอ่ยถามเสียงเบา “มีตั๋วปันส่วนเนื้อไหมคะ”
“มีสิ จะเอาเท่าไหร่ล่ะ”
“ตั๋วปันส่วนเนื้อขายยังไงเหรอคะ”
“สี่เหมา”
“งั้นขอ 5 ใบค่ะ”
ราคาสี่เหมาถือเป็นราคามาตรฐานของตลาด ก่อนหน้านี้ตอนที่เจ้าของร่างเดิมติดต่อกับหยางซิวจิ่นก็ได้ราคาเดียวกันนี้ หลังจากเก็บตั๋วปันส่วนเนื้อทั้งห้าใบใส่กระเป๋าเรียบร้อย เฉินชิงก็เอ่ยถามต่อ “แล้วมีตั๋วซื้อจักรเย็บผ้าไหมคะ”
“ตอนนี้ยังไม่มี ถ้ามีเข้ามา ราคาน่าจะอยู่ที่ประมาณห้าสิบหยวน”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการครบถ้วนแล้ว เฉินชิงก็ไม่คิดจะอยู่นานไปกว่านี้ เธอรีบหมุนตัวเดินจากไปทันที
แต่ด้วยท่าทีที่ดูเด็ดขาด ประกอบกับความเป็นหญิงสาว แม้ใบหน้าจะถูกเถ้าถ่านบดบัง แต่แววตาคู่นั้นก็ยังคงฉายความงดงามออกมาอย่างเด่นชัด ทำให้เธอตกเป็นเป้าสายตาของใครบางคน และในไม่ช้าก็มีคนย่างฝีเท้าตามเธอมา
ทันทีที่ก้าวพ้นออกจากตรอกแคบ เฉินชิงก็สัมผัสได้ถึงเงาตะคุ่มที่ตามติดอยู่ด้านหลังไม่ยอมห่าง เรื่องแบบนี้เธอเคยเจอมาแล้ว
ในฐานะผู้หญิงที่อาศัยอยู่ตัวคนเดียว เฉินชิงเคยถูกคุกคามมานับครั้งไม่ถ้วน บางคนถึงกับอุกอาจคิดจะตามเธอกลับไปถึงบ้าน
เฉินชิงยังคงก้าวเดินต่อไปข้างหน้า
อีกฝ่ายก็ยังคงเดินตาม
จนกระทั่งเธอมาหยุดอยู่ที่หน้าสถานีตำรวจ เสียงฝีเท้าด้านหลังพลันเงียบกริบ เฉินชิงยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
จากนั้นเธอก็แทรกตัวหายเข้าไปในฝูงชนแล้วมุ่งหน้ากลับบ้านอย่างรวดเร็ว
ส่วนคนที่สะกดรอยตามมาได้แต่สบถด่าอย่างหัวเสียแล้วเดินจากไป
พอกลับถึงบ้าน เฉินชิงก็เรียกเฮ่ออวี้เสียงให้ไปจัดการเรื่องอาหารเย็น “วันนี้ที่ร้านอาหารของรัฐมีเมนูซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน ถ้าหมดแล้วก็ซื้อหมูผัดมาแทนนะ แล้วจำไว้ด้วยว่าให้เดินไปทางที่คนน้อยๆ อย่าให้ใครเห็นว่าบ้านเราได้กินของดีอีกแล้วล่ะ”
“ทำไมเราไม่ซื้อเนื้อกลับมาทำที่บ้านล่ะครับ ไปสั่งที่ร้านอาหารของรัฐแพงกว่าตั้งเยอะ”
เฮ่ออวี้เสียงเคยคำนวณดูแล้ว ถ้าไปที่ร้านอาหารของรัฐจะต้องใช้ตั๋วปันส่วนเนื้อหนึ่งใบสำหรับเนื้อหนึ่งจิน แต่กลับได้เนื้อมาจริงๆ แค่เจ็ดเหลี่ยง แต่ถ้าไปซื้อที่สหกรณ์การค้าและการตลาด ก็จะได้เนื้อมาเต็มๆ หนึ่งจิน
แถมเนื้อหมูหนึ่งจินที่นั่นก็ราคาแค่แปดเหมาเท่านั้น คิดยังไงการซื้อที่สหกรณ์การค้าและการตลาดก็คุ้มค่ากว่าเห็นๆ
เฉินชิงเข้าใจความคิดของเฮ่ออวี้เสียงดี เพราะมันคือวิถีปฏิบัติที่เหมาะสมกับยุคสมัยนี้ที่สุด นั่นคือเน้นกินให้อิ่มท้อง ไม่ได้เน้นกินให้อร่อย
แต่เธอมาจากศตวรรษที่ 21 ที่ไม่เคยต้องเผชิญกับความอดอยาก ตรงกันข้าม กลับมีชีวิตที่สุขสบายเรื่องการกินมาโดยตลอด
เมื่อได้ลิ้มรสอาหารชั้นเลิศแล้ว เฉินชิงก็กลายเป็นคนที่พิถีพิถันเรื่องอาหารการกินไปโดยปริยาย โดยเฉพาะอาหารรสมือเชฟฝีมือดี
“น้าทำอาหารประเภทเนื้อไม่เป็น แล้วเธอล่ะ ทำเป็นไหม”
เฮ่ออวี้เสียงขมวดคิ้วมุ่น “ผมเรียนรู้ได้นี่ครับ”
“ถ้างั้นก็รอให้เธอผัดผักให้ออกมาดูเป็นผักปกติได้ก่อนแล้วกันนะ วันนั้นแหละน้าถึงจะยอมไปซื้อเนื้อที่สหกรณ์การค้าและการตลาด”
ตัวเธอเองทำอาหารไม่ได้เรื่อง
ส่วนเฮ่ออวี้เสียงก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก
ผักที่เขาผัดจนเละเป็นโจ๊กนั้น แค่มองก็ชวนให้หมดความอยากอาหารแล้ว ซึ่งในแง่หนึ่ง มันอาจจะเหมาะกับสถานการณ์ของครอบครัวในตอนนี้ก็ได้ เพราะถ้าอาหารอร่อยเกินไปจนติดใจ ต่อให้เธอทำงานเสริมหนักแค่ไหนก็คงหาเงินมาปรนเปรอความอยากไม่ไหวแน่
“ผม… ผมจะต้องทำอาหารให้อร่อยให้ได้เลย คอยดูสิครับ”
เฮ่ออวี้เสียงประกาศกร้าว ทว่าตอนที่หันหลังกลับดันสะดุดธรณีประตูเข้าจนเกือบหน้าคะมำ รองเท้าสานที่บางเหมือนแผ่นกระดาษเหยียบลงบนต้นหญ้าที่แทรกขึ้นมาตามร่องพื้นเต็มๆ ความชื้นสีเขียวเปรอะเปื้อนติดเท้าทำให้รู้สึกคันยุบยิบ ไม่เพียงแต่เท้าที่คัน แต่ใบหน้าของเขาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาด้วย
เฉินชิงเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไปจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ของบ้าน
แม้ของอร่อยจะเย้ายวนใจ แต่ค่าใช้จ่ายในบ้านก็สูงเกินไป จะปล่อยตามใจปากตลอดไปก็คงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่เธอยังมีหนี้สินติดตัว
เฉินชิงหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาขีดเขียนคำนวณรายรับรายจ่าย
รายได้จากงานเสริมน่าจะอยู่ที่ประมาณเดือนละสี่สิบหยวน ส่วนงานหลักก็ได้อีกสามสิบหกหยวน เมื่อรวมกับเงินอุดหนุนของเด็กทั้งสองคนอีกคนละแปดหยวน ก็จะมีรายรับรวมทั้งสิ้นเก้าสิบสองหยวน
อีกไม่นานหลานๆ ก็ต้องเข้าโรงเรียนแล้ว ไหนจะเสื้อผ้ากันหนาวและผ้าห่มนวมที่ยังไม่ได้เตรียมไว้อีก นี่ล้วนเป็นรายจ่ายก้อนโตทั้งสิ้น
ถ้าหากต้องแบ่งเงินไปใช้หนี้เดือนละสามสิบหยวน ก็จะเหลือเงินใช้จ่ายหกสิบสองหยวน
เท่ากับว่าต้องกันเงินไว้ออมอีกอย่างน้อยสิบห้าหยวน
เธอจึงวางแผนคร่าวๆ ว่าจะนำเงินอุดหนุนของเด็กๆ มาเป็นเงินออมสำหรับของใช้จำเป็นในฤดูหนาว ส่วนรายได้จากงานเสริมจะเอาไว้จ่ายหนี้ และใช้เงินเดือนจากงานหลักเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
แม้จะยังหาเงินไม่ได้ตามเป้า แต่เฉินชิงก็วางแผนการเงินไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว
หลังจากจัดการเรื่องเงินในบ้านเสร็จ เฉินชิงก็ออกไปกินข้าว
ระหว่างมื้ออาหาร เฮ่ออวี้เสียงก็เสนอความคิดของเขาขึ้นมา “เรื่องเสื้อผ้าของน้า ผมยังคิดไม่ออกว่าจะแก้ปัญหายังไง แต่ผมนึกอีกเรื่องหนึ่งออกแล้วนะ”
“ไหนลองว่ามาสิ”
“ถ้าน้าจะเย็บผ้า ก็ต้องใช้ด้ายกับเข็มเยอะมากใช่ไหมครับ ผมไปสืบมาแล้ว ถ้าเราไปซื้อส่งที่สหกรณ์การค้าและการตลาดแห่งใหญ่ที่สุด จะได้ราคาถูกกว่าร้านแถวบ้านเราตั้งสามเหมาแน่ะ น้าต้องใช้ของพวกนั้นเยอะอยู่แล้ว ถ้าซื้อแบบขายส่งจะช่วยประหยัดเงินไปได้เยอะเลยนะครับ”
“ผมถามค่ารถเมล์มาแล้วด้วย แค่สองเฟินเอง ถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ รับรองว่าประหยัดเงินได้หลายหยวนแน่ๆ”
“ซื้อแบบขายส่งเหรอ”
เฉินชิงนึกขึ้นได้ว่าเจ้าของร่างเดิมเองก็ชอบนั่งรถไปซื้อของที่สหกรณ์การค้าและการตลาดแห่งนั้นอยู่บ่อยๆ ของที่นั่นมีขายเป็นห่อใหญ่ๆ ทั้งนั้น การเย็บผ้าของเธอต้องใช้ด้ายหลายสี การซื้อแบบขายส่งจึงช่วยประหยัดเงินได้จริงๆ
“เป็นความคิดที่ดีมาก งั้นน้าให้รางวัลหนึ่งเหมา”
“เย้! ขอบคุณครับ”
กระปุกออมสินส่วนตัวมีเงินเข้าเพิ่มอีกแล้ว
เฮ่ออวี้เสียงดีใจจนเจริญอาหารมากกว่าเดิม
ทั้งสามคนจัดการอาหารมื้อนั้นจนเกลี้ยงจาน แม้แต่ซอสที่เหลือติดอยู่ก็ยังถูกกวาดจนหมด ไม่เหลือคราบมันทิ้งไว้ให้เห็นแม้แต่น้อย
เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว เฉินชิงก็รีบใช้เวลาช่วงที่ฟ้ายังสว่างอยู่ลงมือเย็บผ้าต่อ
แต่แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังมาจากข้างนอก เฉินชิงชะโงกหน้าออกไปมอง แล้วหันไปถามหลานทั้งสองที่กำลังจะไปตักน้ำ “บ้านไหนร้องไห้กันน่ะ”
เฮ่ออวี้ถิงซึ่งรู้เรื่องราวความเป็นไปของเพื่อนบ้านดีกว่าจึงเป็นคนตอบ
“อีกไม่นานพวกปัญญาชนจะต้องถูกส่งไปชนบทแล้วค่ะ มีหลายคนไม่อยากไป พี่สาวคนหนึ่งในบ้านพักหลวงก็เพิ่งหมั้นไป”
“แต่ถ้าบ้านของพี่เขาไม่มีใครยอมไป น้องชายก็จะต้องเป็นคนไปแทน พ่อแม่ก็เลยบังคับให้พี่สาวเขายกเลิกงานหมั้นเพื่อให้น้องชายไม่ต้องไป พี่สาวคนนั้นถึงกับจะฆ่าตัวตายเลยนะคะ หนูเห็นกับตาเลย น่ากลัวมากๆ”
“น่ากลัวขนาดนั้นเชียวเหรอ แล้วเขาเป็นอะไรหรือเปล่า”
“ไม่เป็นอะไรค่ะ มีคนห้ามไว้ทัน แม่ของพี่สาวคนนั้นยังบอกอยู่เลยว่าจะต้องให้ลูกสาวไปชนบทให้ได้ ยังไงก็ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ”
[จบบท]