บทที่ 180 การดูตัวของเฉินชิงและเฮ่อหย่วน
พอได้ฟังตรรกะความคิดที่ผิดแผกจากคนทั่วไป เฉินชิงก็มั่นใจอย่างสนิทใจเลยว่าเฮ่อหย่วนกับเฮ่ออวี้เสียงเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งน้าทั้งหลานช่างเป็นพวกบ้างานที่ถอดแบบกันมาเป๊ะๆ
เฮ่อหย่วนสังเกตเห็นว่าสีหน้าท่าทางของเฉินชิงดูดีขึ้นมาก เขาจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วบอกเธอ "ผมจะเข้าไปทำมื้อเที่ยงในครัวนะ"
"วันนี้มีอะไรให้กินบ้างคะ" เฉินชิงเอ่ยถามด้วยความสนใจ
"กระดูกหมูตุ๋นซอส หอยลายผัด แล้วก็ผัดผักกาดเขียวครับ"
"โห กับข้าวเยอะแยะเลย"
อาหารสามอย่าง มีเนื้อสัตว์ตั้งสองอย่าง วันนี้เป็นอีกวันที่ได้กินของดีๆ อีกแล้ว
เฮ่อหย่วนเดินเข้าไปในครัว เฮ่ออวี้เสียงก็เดินตามเข้าไปติดๆ เหมือนอยากจะเรียนรู้วิธีทำอาหารด้วย
เฉินชิงเดินไปหยิบขวดน้ำอัดลมยี่ห้อเป่ยปิงหยางขึ้นมา เธอใช้มุมโต๊ะไม้เป็นที่เปิด งัดฝาขวดดัง 'ปึ้ก' ทีเดียว ฝาจีบก็ร่วงหล่นลงมา เธอหยิบมันขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะยกขวดขึ้นดื่ม
รสชาติเปรี้ยวซ่าหวานชื่นใจของมันช่วยทำให้สมองปลอดโปร่งและผ่อนคลายได้ดีเหลือเกิน
แสงแดดอุ่นๆ ที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้เฉินชิงรู้สึกเปลือกตาหนักอึ้ง เธอจึงฟุบหน้าลงกับโต๊ะ กะว่าจะงีบหลับสักพัก
เมื่อเฮ่อหย่วนทำอาหารเสร็จเรียบร้อย เขาเดินออกมาเพื่อจะเรียกเฉินชิง แต่กลับพบว่าเธอหลับไปแล้ว ใบหน้าของเธอซบอยู่บนแขนตัวเองอย่างเงียบสงบ แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบลงบนผิวแก้มของเธอ
ทำให้ดูเหมือนมีละอองแสงสีทองจับอยู่ การมองเธอจากมุมนี้ให้ความรู้สึกราวกับกำลังชมภาพวาดสีน้ำมันที่งดงาม เปี่ยมไปด้วยสีสัน และสะกดทุกสายตา
เป็นภาพที่เฮ่อหย่วนไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เขายืนมองเธออย่างเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง อดไม่ได้ที่จะชื่นชมความสงบนิ่งของเธอ ก่อนจะตัดสินใจปลุกด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุด
"เฉินชิงครับ ได้เวลาทานข้าวแล้ว"
เฉินชิงที่ยังอยู่ในภวังค์ค่อยๆ ลืมตาที่พร่ามัวขึ้นมา เธอมองเห็นใบหน้าของเฮ่อหย่วนและแววตาที่อ่อนโยนคู่นั้น จึงเอ่ยเรียกชื่อเขาออกมา "เฮ่อหย่วน"
"ครับ" เขาขานรับ
"รอเดี๋ยวนะคะ" เฉินชิงลุกขึ้นเดินไปหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมายื่นให้กับเขา พร้อมกับรอยยิ้มกว้าง
"หนี้สินของฉันชำระหมดแล้วนะคะ"
"ยินดีด้วยนะครับ" เฮ่อหย่วนมองรอยยิ้มของเธอ ดวงตาสีเข้มของเขาก็พลอยเป็นประกายระยิบระยับตามไปด้วย
เฉินชิงเดินตามเขาเข้าไปในห้องโถงเพื่อทานอาหารมื้อเที่ยงด้วยกัน ขณะที่เธอกำลังเอร็ดอร่อยกับการแทะกระดูกหมูตุ๋นซอสรสเลิศ เธอก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมเขาซ้ำๆ
"เฮ่อหย่วน ฝีมือทำอาหารของคุณสุดยอดจริงๆ"
อวี้ถิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแข็งขัน กับข้าวฝีมืออาของเธออร่อยกว่าร้านอาหารของรัฐตั้งเยอะ
"กำลังกินข้าวกันอยู่เหรอ"
เสียงของลุงใหญ่ดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของเขาที่หน้าประตู
การกระทำของเฉินชิงหยุดชะงักไปเล็กน้อย "ลุงใหญ่มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ"
"ใช่แล้ว เรื่องของพวกเธอสองคนนั่นแหละ"
ลุงใหญ่มีท่าทีอึกอักเล็กน้อย "มีคนไปที่สำนักงานเขต แจ้งเรื่องของพวกเธอน่ะสิ"
เฉินชิงขมวดคิ้วเข้าหากัน "แจ้งเรื่องอะไรคะ"
ลุงใหญ่พยักหน้า "ก็เรื่องที่พวกเธอสองคนมีความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน แถมยังอยู่ด้วยกันสองต่อสองในห้องตอนกลางวันแสกๆ ชาวบ้านเขาพูดกันว่ามันดูไม่ดี"
เฮ่อหย่วนวางตะเกียบในมือลง เขาตอบกลับอย่างใจเย็น
"ผมมีเรื่องสำคัญต้องปรึกษากับเฉินชิง ซึ่งไม่สะดวกที่จะให้คนอื่นรับรู้ครับ แต่ต่อไปพวกเราจะระวังให้มากขึ้น ถ้าทางสำนักงานเขตต้องการให้เขียนรายงานชี้แจง ผมก็ยินดีที่จะเขียนครับ"
"ไม่ต้องเขียนอะไรทั้งนั้น ห้ามเขียนเด็ดขาด"
เฉินชิงพูดแทรกขึ้นมาทันที เธอรู้ดีว่ารายงานที่เขาหมายถึงคือรายงานประเภทไหน มันคือรายงานสำนึกผิดที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ประตูห้องเป็นเธอที่ปิดเอง ความรู้สึกดีๆ ก็มาจากฝั่งเธอ เฉินชิงไม่อยากให้เฮ่อหย่วน นักวิจัยผู้ทุ่มเทให้กับประเทศชาติ ต้องมาถูกทำให้เสื่อมเสียเกียรติเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้
ลุงใหญ่หันมาทางเฉินชิงแล้วขมวดคิ้ว "เสี่ยวชิง ถึงประวัติของเธอจะดี แต่เราก็ต้องเคารพกฎระเบียบของสังคมนะ จะทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้"
"แต่ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดนี่คะ"
"จะไม่ได้ทำได้ยังไง"
น้ำเสียงเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ คิดว่าเขาไม่ได้ยินหรือไงหาว่าเขาแก่จนหูหนวกไปแล้วหรือ
เฉินชิงเชิดหน้าตอบอย่างฉะฉาน
"ฉันปิดประตูเพื่อที่จะได้สารภาพรักกับเขาอย่างเป็นส่วนตัวค่ะ ฉันถามเขาว่าสนใจจะมาเป็นคู่ชีวิตร่วมปฏิวัติกับฉันไหม แต่เขาบอกว่าขอเวลาคิดดูก่อน”
“ถ้าจะว่ากันตามจริง การสารภาพรักของฉันก็ไม่ต่างอะไรกับการนัดบอดดูตัว การที่คนสองคนจะใช้เวลาทำความรู้จักกันสักสิบนาทีโดยมีเด็กๆ อยู่ด้วย มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอคะ"
เฮ่อหย่วน "!!!"
ผมไม่ได้บอกว่าจะขอคิดดูก่อนนะ เดี๋ยวก่อน เธอไม่ได้สารภาพรักกับผมสักหน่อย
ลุงใหญ่ตกใจจนตาโต "นี่เธอ... เธอเป็นผู้หญิงนะ จะมาพูดจาอะไรแบบนี้ได้ยังไง ฉันไม่ยุ่งด้วยแล้ว พวกเธอจัดการกันเองเถอะ แต่ก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน ฉันกลับก่อนล่ะ"
เฉินชิงเห็นท่าทีรีบร้อนของลุงใหญ่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ "ลุงใหญ่เดินดีๆ นะคะ ระวังจะหกล้ม"
เธอไม่พูดเสียยังจะดีกว่า พอได้ยินคำเตือนของเธอ ลุงใหญ่ที่กำลังจะก้าวข้ามธรณีประตูเตี้ยๆ ก็ถึงกับเสียหลักจนเกือบล้ม
เด็กคนนี้นี่มันจริงๆ เลย เรื่องแบบนี้กล้าพูดออกมาได้ยังไงกัน
เฉินชิงมองตามหลังแล้วคิดในใจว่าลุงใหญ่ต้องฝึกสภาพจิตใจให้แข็งแกร่งกว่านี้หน่อย "ลุงใหญ่คะ ระวังตัวด้วยนะคะ"
ลุงใหญ่ไม่ได้หันกลับมา เพียงแค่โบกมือไล่หลัง แล้วก็รีบเดินจ้ำอ้าวกลับห้องของตัวเองไป
พอคล้อยหลังลุงใหญ่ไป บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็กลับมาเงียบเชียบอีกครั้ง เฮ่อหย่วนจ้องมองเฉินชิงด้วยสายตาที่ลึกล้ำ
ส่วนเฉินชิงก็แสร้งทำเป็นไม่สนใจ ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป ขณะที่เฮ่ออวี้เสียงกลับมีสีหน้าที่บ่งบอกว่าเขารู้อยู่แล้วว่าเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้น
มีเพียงอวี้ถิงที่เบิกตากว้าง มองหน้าน้าชายสลับกับน้าสาวของตัวเอง ก่อนจะเอ่ยถามออกมาด้วยความใสซื่อ
"พวกน้าจะแต่งงานกันเหรอคะ"
เฉินชิงเกือบจะสำลักอาหาร เธอรีบปฏิเสธ "เปล่าๆ เราแค่ดูตัวกันเฉยๆ"
อวี้ถิงขมวดคิ้วมุ่น ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วก็ปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ของตัวเอง "ก็ได้ค่ะ ถ้างั้นหนูจะเป็นแม่สื่อให้เอง พวกน้าเริ่มแนะนำตัวเองได้เลย"
เธอเคยเห็นคนดูตัวกันมาหลายครั้งแล้วนะ บอกเลยว่าประสบการณ์แน่นปึ้ก
"หา" เฉินชิงอุทานออกมา
"หา" เฮ่อหย่วนก็เช่นกัน
ทั้งสองคนต่างพากันงงเป็นไก่ตาแตก
อวี้ถิงกอดอก ทำท่าทางเป็นผู้ใหญ่ แล้วยื่นมือขวาชี้ไปทางเฮ่อหย่วน
"ฝ่ายชายเริ่มแนะนำตัวก่อนค่ะ ต้องบอกชื่อ อายุ ส่วนสูง เงินเดือน อนาคตในหน้าที่การงาน แล้วก็ข้อมูลเกี่ยวกับญาติพี่น้องด้วยนะคะ"
เฮ่ออวี้เสียงที่นั่งเงียบอยู่นานก็ช่วยเสริมขึ้นมา
"ต้องบอกแผนในอนาคตด้วยนะ ว่าอยากมีลูกกี่คน ทำงานบ้านเป็นหรือเปล่า รู้สึกยังไงกับอีกฝ่าย แล้วก็เรื่องสำคัญที่สุด ใครจะเป็นคนเก็บเงิน"
คราวนี้ทั้งสองคนถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว
เฉินชิงอ้ำๆ อึ้งๆ ทั้งที่เธอเตรียมของขวัญสำหรับสารภาพรักไว้พร้อมแล้ว
ส่วนเฮ่อหย่วนก็ทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน ทั้งที่เขาวางแผนทุกอย่างไว้หมดแล้ว
แต่ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะไม่ยอมเป็นไปตามที่พวกเขาคิดไว้เสมอไป โดยเฉพาะในสถานการณ์เช่นนี้ ที่ทั้งสองคนต้องมานั่งตัวตรงเกร็งอยู่ต่อหน้าแม่สื่อตัวน้อย
เฮ่อหย่วนกระแอมในลำคอเบาๆ
อวี้ถิงทำเสียงเข้ม "ต้องจริงจังนะคะ ตอนนี้หนูคือท่านแม่สื่อ"
เฮ่อหย่วนรับคำ "ครับ สวัสดีครับท่านแม่สื่อ"
อวี้ถิงส่ายหน้าอย่างไม่พอใจ "คุณต้องหันไปพูดกับฝ่ายหญิงสิคะ"
ธรรมเนียมปฏิบัติมันเป็นแบบนี้ เธอไม่ได้มั่วซั่วเสียหน่อย
เฮ่อหย่วนจึงหันไปมองเฉินชิง ซึ่งกำลังก้มหน้างุดด้วยความเขินอาย
"สวัสดีครับสหาย"
"สะ...สวัสดีค่ะ"
ให้ตายเถอะ ทำไมเธอถึงได้ตื่นเต้นขนาดนี้ ตอนที่เตรียมใจจะสารภาพรักกับเขายังไม่หัวใจเต้นแรงเท่านี้มาก่อนเลย
อวี้ถิงเร่งเร้า "พูดสิคะ ต้องพูดจาฉะฉาน มั่นใจ"
เฮ่ออวี้เสียงก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มอย่างสุดความสามารถ น้องสาวของเขาเวลาทำตัวเป็นผู้ใหญ่นี่มันน่าขำจริงๆ
เฮ่อหย่วนไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์มันดำเนินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แต่เขาก็เลือกที่จะปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เขายื่นมือไปโอบหลังอวี้ถิงไว้เบาๆ เพื่อกันเธอตกจากเก้าอี้ ก่อนจะหันไปแนะนำตัวเองกับเฉินชิงอย่างเป็นทางการ
"ผมชื่อเฮ่อหย่วน อายุ 23 ปี สูง 186 เซนติเมตร เงินเดือนปัจจุบันคือ 83 หยวน ส่วนตั๋วปันส่วนต่างๆ สามารถขอเบิกเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา หน้าที่การงานของผมค่อนข้างมั่นคงและมีโอกาสเติบโตครับ”
“สำหรับญาติพี่น้อง ผมมีแค่หลานสองคนนี้ ส่วนเพื่อนฝูงส่วนใหญ่ก็เป็นนักวิจัยด้วยกัน หลายคนเราติดต่อกันผ่านทางจดหมาย ซึ่งคุณสามารถเปิดอ่านได้ทุกฉบับครับ"
"สำหรับแผนในอนาคต ผมตั้งใจที่จะลบล้างมลทินให้กับตัวเองและอุทิศตนเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ส่วนแผนครอบครัวนั้น ผมหวังว่าเราจะได้ร่วมกันวางแผนจะดีที่สุดครับ”
“เรื่องงานบ้าน ตอนนี้ผมสามารถรับผิดชอบทำอาหารได้ทั้งสามมื้อ ส่วนงานบ้านอื่นๆ ก็ขึ้นอยู่กับภาระงานในแต่ละวัน แต่ถ้ามีเวลาว่างผมก็จะทำแน่นอน หรืออย่างน้อยที่สุด เรื่องส่วนตัวของผม ผมก็จะจัดการให้เรียบร้อยครับ”
“สำหรับเรื่องลูก ผมหวังว่าเราจะมีสักคนหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณเป็นหลักครับ ความรู้สึกที่มีต่อสหาย ผมรู้สึกดีมากๆ ครับ และเรื่องเงินในบ้าน ผมยินดีให้คุณเป็นคนจัดการทั้งหมด"
เฉินชิงต้องยกมือขึ้นมาปิดใบหน้าที่ร้อนผ่าวของตัวเอง ให้ตายสิ เธอเขินจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว
อวี้ถิงที่ยืนคุมเชิงอยู่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ฝ่ายชายแนะนำตัวเรียบร้อย ต่อไปเป็นตาของฝ่ายหญิงนะคะ ต้องยืดอก เงยหน้า พูดอย่างมั่นใจค่ะ"
เฉินชิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมความกล้า เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มของเฮ่อหย่วน เธอแอบค้อนให้เขาหนึ่งวง ก่อนจะรู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย
"ฉันชื่อเฉินชิง อายุครบ 20 ปีพอดีค่ะ สูง 168 เซนติเมตร เงินเดือน 42 หยวน ส่วนตั๋วปันส่วนก็ได้รับตามปกติเหมือนพนักงานทั่วไป”
“นอกจากตั๋วอาหารกับคูปองอุตสาหกรรมที่พอมีพอใช้แล้ว อย่างอื่นก็ขาดแคลนอยู่ค่ะ อนาคตในหน้าที่การงานก็เรื่อยๆ ค่ะ สำหรับญาติพี่น้อง ก็มีแค่เด็กสองคนนี้ ส่วนเพื่อนสนิทตอนนี้มีอยู่สามคนค่ะ"
"แผนในอนาคตของฉันคือค่อยๆ หันไปให้ความสำคัญกับงานเสริมมากขึ้น เพราะฉันรักการวาดรูปกับการตัดเย็บเสื้อผ้าค่ะ ส่วนแผนครอบครัวในตอนนี้คือตั้งใจเลี้ยงดูเด็กสองคนนี้ให้เติบโตอย่างดีที่สุด”
“อ้อ...เรื่องงานบ้าน ฉันทำไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ค่ะ สำหรับเรื่องลูก ฉันก็คิดเหมือนกันว่ามีคนเดียวก็น่าจะเพียงพอแล้ว ส่วนเรื่องการจัดการเงิน ถ้าให้ฉันเป็นคนดูแล ฉันก็ยินดีมากค่ะ เพราะฉันจดบันทึกบัญชีเป็น"
"อ้อ...เกือบลืมค่ะ ความรู้สึกที่มีต่อฝ่ายชาย ก็ดีมากๆ เช่นกันค่ะ"
[จบบท]