บทที่ 182 จัดการกับเพื่อนบ้าน
“แล้วก็… ฉันมีความฝันอยู่อย่างหนึ่งที่อยากจะทำให้เป็นจริงมาตลอดเลยค่ะ”
เฉินชิงจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความตื่นเต้น จนคนที่ถูกมองอดที่จะสงสัยตามไปด้วยไม่ได้
เฮ่อหย่วนเลิกคิ้วเล็กน้อย “เรื่องอะไรครับ”
“คุณยื่นมือมาหน่อยสิ” เฉินชิงเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม
เขามองดอกไม้ในอ้อมแขนตัวเองสลับกับใบหน้าของเธอ ก่อนจะจัดท่าทางให้มั่นคงแล้วยื่นมือขวาออกไปตามคำขอ เฉินชิงเห็นดังนั้นจึงหยิบสายเชือกถักสีน้ำเงินเข้มที่ซ่อนไว้ขึ้นมา แล้วบรรจงผูกมันลงบนข้อมือที่แข็งแรงของเขาอย่างแผ่วเบา
เธอเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่ภาพจำในวัยเด็กของเธอก็มักจะมีเรื่องราวที่ว่า ถ้าผู้หญิงอยากจะแสดงความเป็นเจ้าของผู้ชายสักคน ก็ต้องมอบสายเชือกถักให้เป็นของแทนใจ
ด้วยความฝันที่อยากจะมีความรักดูสักครั้ง เธอถึงกับไปร่ำเรียนวิธีถักเชือกพวกนี้มาตั้งแต่เนิ่นๆ แต่สุดท้ายคนที่เธอเฝ้ารอก็ไม่เคยปรากฏตัว พอเข้ามหาวิทยาลัย ความฝันนั้นจึงถูกพับเก็บไป แล้วเปลี่ยนเป็นการหารายได้เสริมด้วยการตั้งแผงขายของแทน
แต่ใครจะไปคิดว่าพอได้มาพบกับเฮ่อหย่วน ทุกอย่างที่เคยฝันไว้ก็กลับมาเป็นใจให้เธออีกครั้ง มันช่างเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะลงตัวไปเสียหมด
สายเชือกถักที่เธอตั้งใจทำขึ้นมานี้ มีสีน้ำเงินเข้มเป็นสีหลัก เฉินชิงใช้เวลาอยู่นานกว่าจะหาหินไคยาไนต์สีน้ำเงินกับหินโอนิกซ์สีดำที่เข้ากันได้ดีมาสองสามเม็ดเพื่อร้อยมันขึ้นมาให้เขาโดยเฉพาะ
ตัวล็อกสีเงินที่อยู่ตรงกลางส่องประกายระยิบระยับยามต้องแสง หินโอนิกซ์สีดำขลับที่ถูกจัดวางอย่างลงตัวคั่นอยู่ระหว่างอัญมณีสีน้ำเงิน ทำให้มันดูเรียบง่ายแต่กลับแฝงไปด้วยรายละเอียดที่น่ามอง
และเมื่อมันไปอยู่บนข้อมือของเฮ่อหย่วนแล้ว ก็ยิ่งขับให้เขาดูดีขึ้นไปอีก
เฮ่อหย่วนพลิกข้อมือของตัวเองไปมาเพื่อสำรวจของขวัญชิ้นใหม่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาถาม
“นี่คุณทำเองเหรอครับ”
“ใช่ค่ะ เป็นยังไงบ้าง”
“สวยมากครับ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ถ้าคุณชอบก็ดีแล้วล่ะ” เฉินชิงยิ้มกว้างอย่างพอใจ
“ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ฉันจะเล่าแผนการสารภาพรักที่วางไว้ให้คุณฟังก็แล้วกัน”
เฮ่อหย่วนยิ้มรับ “ได้สิครับ”
“แผนของฉันก็คือ อย่างแรกเลยนะ ดอกไม้ช่อนี้คุณต้องรับไปสถานเดียว จากนั้นฉันจะขู่ให้คุณยอมตกลงเป็นแฟนกับฉัน ถ้าไม่ยอมล่ะก็เจอดีแน่ เตรียมตัวโดนซ้อมได้เลย แล้วเพื่อเป็นการไถ่โทษที่ทำให้คุณเจ็บตัว ฉันก็จะเอาเชือกถักเส้นนี้ปลอบใจคุณ”
“แต่ถ้าตอนนั้นคุณยังงอนไม่หาย ฉันก็จะงัดไม้ตายสุดท้ายออกมา นั่นก็คือสมุดบันทึกสามกันเล่มนี้”
สมุดบันทึกที่ว่านี้เป็นยุทธภัณฑ์ของทหารที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน เพราะมันสามารถกันได้ทั้งน้ำ ฝุ่น และแรงกระแทก
เฉินชิงต้องออกแรงไปขอร้องให้เหล่าหลิวช่วยหามาให้เป็นกรณีพิเศษ เพราะเธอคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์และเหมาะกับเฮ่อหย่วนมากที่สุด
เธอพูดพลางยื่นสมุดบันทึกให้เขา “พอเจอของดีขนาดนี้เข้าไป คุณก็น่าจะใจอ่อนยอมตกลงเป็นแฟนกับฉันได้แล้วใช่ไหมล่ะ”
สมุดบันทึกปกผ้าใบสีเขียวที่เสริมความแข็งแกร่งด้วยแผ่นอะลูมิเนียมเป็นของที่หาได้ยากในยุคนี้ เฮ่อหย่วนรับมันมาถือไว้ในมือ ก่อนจะพยักหน้ายอมรับในสิ่งที่เธอพูดแต่โดยดี
ณ วินาทีนี้ เขาสัมผัสได้ถึงความรักที่เธอมีให้เขาอย่างหมดหัวใจ
“เฉินชิง คุณต้องรักผมแบบนี้ไปตลอดนะ”
“เรื่องนั้นก็ต้องขอดูพฤติกรรมของคุณก่อนนะ” เฉินชิงแกล้งเย้ากลับไป พลางหัวเราะคิกคัก ใบหน้าที่งดงามอยู่แล้วยิ่งดูสดใสเปล่งประกายมากขึ้นไปอีก
แสงแดดยามบ่ายของฤดูใบไม้ร่วงที่สาดส่องลงมานั้นช่างอบอุ่นและสว่างไสว เป็นบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของดินแดนทางใต้ที่หาจากที่ไหนไม่ได้ เฮ่อหย่วนยิ้มกว้างก่อนจะรับปากอย่างหนักแน่น
“ผมจะพยายามทำตัวดีๆ ครับ”
ทั้งสองคนสบตากันแล้วส่งยิ้มให้กันอย่างมีความสุข หลังจากนั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศอยู่ครู่หนึ่ง พวกเขาก็ตัดสินใจเดินออกไปข้างนอก
แน่นอนว่าการที่เฮ่อหย่วนเดินถือช่อดอกไม้ช่อโตไปไหนมาไหนด้วยนั้น ทำให้เขากลายเป็นจุดสนใจของผู้คนในทันที
เฉินชิงเองก็แสนจะร้ายกาจ
พอเห็นว่ามีคนเริ่มหันมามองเฮ่อหย่วนกันมากขึ้น
เธอก็รีบตีตัวออกห่างจากเขาทันที
ในสถานการณ์แบบนี้ คนที่จะต้องอับอายก็ควรจะมีแค่คนเดียวก็พอแล้ว
แต่ดูเหมือนเฮ่อหย่วนจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น เขาจงใจเดินเข้ามาใกล้เธอมากขึ้นแล้วแกล้งถาม “คุณจะหลบหน้าผมทำไมครับ”
เฉินชิงแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “ฉันเปล่าสักหน่อย ฉันแค่คิดว่าวิวตรงนี้น่าสนใจดี”
ทั้งๆ ที่เบื้องหน้าของเธอคือถนนดินเหลืองที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยแม้แต่น้อย
เฮ่อหย่วนพยักหน้ารับ “ผมก็คิดว่าวิวฝั่งคุณสวยกว่าเหมือนกัน”
บทสนทนาของพวกเขายิ่งทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาหันมามองด้วยความสนใจมากขึ้นไปอีก
เฉินชิงรู้สึกว่าแก้มของเธอร้อนผ่าวไปหมดด้วยความอับอาย เธอรีบจ้ำอ้าวเดินกลับบ้านแล้วบอกให้เฮ่อหย่วนเอาดอกไม้กับของขวัญทั้งหมดกลับเข้าไปเก็บในบ้านให้เรียบร้อย
แต่ในทางกลับกัน เฮ่อหย่วนกลับกำลังเพลิดเพลินกับสายตาของผู้คนเหล่านั้น สมองของเขาประมวลผลไปโดยอัตโนมัติว่านั่นคือสายตาของความอิจฉาและคำอวยพรจากใจจริง
เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าในชีวิตนี้จะได้รับของขวัญที่แสนวิเศษมากมายขนาดนี้จากใครสักคน
คำว่า ‘เซอร์ไพรส์’ ที่เคยเป็นเพียงนามธรรม บัดนี้ได้ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในความคิดของเขาแล้ว
เมื่อเขาก้าวเท้ากลับเข้ามาในบ้านพักรวมพร้อมกับช่อดอกไม้ ก็ทำเอาเหล่าคุณลุงคุณป้าที่กำลังจับกลุ่มคุยกันอยู่ถึงกับแตกตื่น พวกเขาอยากจะรู้ใจจะขาดว่าเฮ่อหย่วนไปได้ดอกไม้สวยๆ แบบนั้นมาจากที่ไหน
แต่ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ บุคลิกที่เย็นชา และตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงส่งของเขา ทำให้ไม่มีใครกล้าพอที่จะเดินเข้าไปทักทายเขาตรงๆ
สุดท้ายแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจเบนเป้าหมายไปที่เฉินชิงแทน
ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นเด็กสาวที่ปากคอเราะร้ายไปสักหน่อย
แต่อย่างน้อยเธอก็เป็นเด็กที่พวกเขาเห็นมาตั้งแต่เล็กจนโต จึงรู้สึกสนิทใจที่จะพูดคุยด้วยมากกว่า
“เสี่ยวชิงจ๊ะ ดอกไม้ที่นักวิจัยเฮ่อถืออยู่นั่นไปได้มาจากไหนเหรอ”
เฉินชิงตอบกลับไปสั้นๆ “ก็ลองไปถามเขาดูเองสิคะ”
ในฐานะที่เป็นฝ่ายตั้งรับมาตลอด เฉินชิงไม่มีทางยอมปล่อยให้โอกาสในการโต้กลับหลุดลอยไปแน่ เธอสวนกลับไปทันที
“ว่าแต่ลูกชายของลุงได้งานทำหรือยังล่ะคะ ระวังให้ดีเถอะ เดี๋ยวจะต้องเรียกตัวลูกสาวที่แต่งงานมีครอบครัวไปแล้วกลับมารับโควตาไปทำงานลำบากที่ต่างเมืองแทนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเอานะ”
“เธอนี่มันพูดจาเหลวไหลสิ้นดี!”
ชายคนนั้นหน้าดำคร่ำเครียดขึ้นมาทันที
“อ้าว ฉันก็แค่ถามดูเฉยๆ เองนะคะ พวกเราก็เป็นเพื่อนบ้านกันทั้งนั้น ทำไมต้องทำตัวแบบนี้ด้วยล่ะ แค่คุยกันไม่กี่คำก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปได้ ล้อเล่นแค่นี้ก็ไม่ได้”
เฉินชิงส่ายหน้าอย่างระอา
คำพูดของเธอทำเอาชายคนนั้นหน้าแดงก่ำ แต่ก็ไม่สามารถหาคำพูดใดๆ มาโต้ตอบได้แม้แต่คำเดียว
บรรดาผู้คนที่กำลังจะเอ่ยปากถามคนอื่นๆ ก็เริ่มชั่งใจ พวกเขาคุ้นเคยกับเฉินชิงก็จริงอยู่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอเป็นคนที่ปากร้ายกาจเกินไปจริงๆ
เฉินชิงส่งยิ้มหวานให้ “มาคุยกันต่อสิคะ มาสานสัมพันธ์เพื่อนบ้านให้แน่นแฟ้นกันดีกว่า”
แต่คราวนี้ไม่มีใครสนใจเธออีกต่อไป ทุกคนต่างพากันเดินกลับไปรวมกลุ่มคุยกันที่ปากซอยเหมือนเดิม
กลุ่มคนเหล่านั้นยังคงปลอบใจชายที่เพิ่งถูกเฉินชิงเล่นงานไปอยู่
เฉินชิงเบ้ปากอย่างไม่ใส่ใจ
เฮ่อหย่วนหยิบตั๋วซื้อจักรยานและเงินสดออกมาจากบ้าน เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์ของเฉินชิงก็อดที่จะถามไม่ได้ “เป็นอะไรไปครับ”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ไปกันเถอะ”
เฉินชิงเดินนำหน้าเขาไปที่ปากซอยก่อน
เมื่อเห็นว่าบรรดาคุณลุงคุณป้าพากันเมินหน้าหนีเธอ เฉินชิงก็จงใจเอ่ยทักขึ้นมาเสียงดัง
“อ้าว นั่นใช่คุณลุงผู้ดูแลบ้านพักรวมหมายเลข 2 หรือเปล่าคะ ได้ยินเขาพูดกันว่าลุงไปเที่ยวยืมเงินคนอื่นไปทั่วเพื่อเอาไปเล่นการพนันกินเหล้า แถมยังชอบทุบตีภรรยาอีกด้วย ลุงทำตัวแย่ขนาดนี้แล้วยังเป็นผู้ดูแลได้ยังไงกันคะ หรือว่ามีเส้นสายดี”
คุณลุงผู้ดูแลบ้านพักรวมหมายเลข 2 โกรธจนหนวดกระดิก
“ฉันยังไม่ได้พูดอะไรกับเธอเลยนะ”
เฉินชิงยิ้มร่า “ก็แค่คุยกันเล่นๆ เองนี่คะ จะโกรธไปทำไม พวกเราเป็นเพื่อนบ้านกันนะ ฉันก็แค่ออกความเห็นด้วยความเป็นห่วง”
เธอทำหน้าใสซื่อบริสุทธิ์
แต่คำพูดของเธอกลับทำให้คุณลุงหมายเลข 2 โกรธจนจุกอก
เฉินชิงยังคงไม่หยุด “มีใครอยากจะคุยกับฉันอีกไหมคะ ฉันรู้จักเรื่องของทุกคนดีเลยนะ”
เพียงแค่สิ้นเสียงของเธอ ทุกคนก็พร้อมใจกันหันหลังให้ทันที
เฉินชิงแสร้งทำเป็นถอนหายใจอย่างผิดหวัง “ฉันยังนึกว่าอุตส่าห์ได้หยุดพักผ่อนทั้งที จะได้ใช้โอกาสนี้สร้างความสัมพันธ์อันดีกับทุกคนซะอีก”
“แต่ในเมื่อทุกคนไม่ต้อนรับเพื่อนบ้านอย่างฉัน ฉันก็พอจะเข้าใจได้ค่ะ พวกคุณไม่ต้องกังวลไปนะคะ ต่อไปนี้ฉันจะคอยติดตามข่าวคราวและใส่ใจเรื่องราวในครอบครัวของทุกคนให้มากขึ้น จะได้มีเรื่องมาพูดคุยกันเยอะๆค่ะ!”
ณ วินาทีนั้น บรรดาคุณลุงคุณป้าต่างก็อยากจะตะโกนใส่หน้าเธอพร้อมกันว่า: ไม่ต้อง! เธอไม่จำเป็นต้องรู้! รีบๆ ไปให้พ้นหน้าพวกเราซะ!
เฉินชิงหันไปพูดกับเฮ่อหย่วนด้วยรอยยิ้ม “ไปกันเถอะค่ะ”
ทันทีที่เธอเดินจากไป
ทุกคนก็พากันถอนหายใจออกมาพร้อมกันอย่างโล่งอก
เฮ่อหย่วนที่คอยสังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลาถึงกับหลุดขำออกมา
เฉินชิงหันไปถามเขา “คุณคงไม่ค่อยได้เจอกับเรื่องจุกจิกของเพื่อนบ้านแบบนี้ใช่ไหมคะ”
“ไม่เลยครับ ผมเจอบ่อยมากด้วยซ้ำไป เมื่อหลายปีก่อน ครอบครัวของเราสามคนพ่อแม่ลูกต้องอยู่กันอย่างแออัดในห้องเล็กๆ ที่วางเตียงได้แค่เตียงเดียว ผมต้องนอนเบียดเสียดอยู่บนชั้นลอยที่สูงไม่ถึงสองเมตร”
“รอบๆ ที่พักของเรามีเพื่อนบ้านอาศัยอยู่เต็มไปหมด พวกเขาพยายามทำตัวห่างเหินกับครอบครัวเรา แต่กลับชอบใช้งานพวกเราอยู่เสมอ พ่อผมยังพอรับมือกับสถานการณ์แบบนั้นได้ แต่แม่ผมนิสัยอ่อนโยนอยู่แล้ว เลยมักจะถูกรังแกได้ง่าย”
“ส่วนพ่อผมก็ยังคงหลงระเริงอยู่กับความสำเร็จในอดีตของตัวเอง ไม่เคยคิดที่จะลดตัวลงไปพูดคุยกับเพื่อนบ้านเหล่านั้นเลย ดังนั้นคนที่ต้องออกไปจัดการกับเพื่อนบ้านก็เลยเป็นผมมาโดยตลอด”
“แล้วคุณไปทะเลาะกับพวกเขาเหรอคะ”
“เปล่าครับ ผมแค่ทำให้พวกนั้นไม่มีงานทำ” เฮ่อหย่วนยิ้มบางๆ
คำตอบของเขาทำให้เฉินชิงรู้สึกเย็นสันหลังวาบไปทั้งตัว
เธอหยุดนิ่งไปชั่วครู่เพื่อรวบรวมสติ ก่อนจะเอ่ยปากถาม “คุณทำให้พวกเขาตกงานได้ยังไงคะ”
“มันก็ต้องมีวิธีของมันสิครับ ไม่มีใครในโลกนี้ที่ไม่มีศัตรู และยิ่งไม่มีใครที่ไม่มีจุดอ่อน”
ในสถานการณ์ที่เขามีอำนาจอยู่ในมือ เขามักจะเลือกที่จะกำจัดปัญหาให้สิ้นซากตั้งแต่เนิ่นๆ
เฉินชิงยังคงสงสัย “ทำแบบนั้นบ่อยๆ ไม่ทำให้คนอื่นสงสัยเหรอคะ”
เฮ่อหย่วนพยักหน้ารับ “ก็มีบ้างครับ ดังนั้นเราก็เลยต้องทำให้พวกเขาแตกคอกันเอง”
เฉินชิงรู้สึกเหมือนกับว่าเธอไม่เคยรู้จักผู้ชายคนนี้มาก่อนเลย เรื่องราวที่เขาเล่ามันเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้
แต่ในชั่วพริบตานั้นเอง ภาพของเฮ่อหย่วนที่เธอพบในครั้งแรกก็ผุดขึ้นมาในความคิด เขาก็เป็นคนเย็นชาและหยิ่งทะนงในตัวเองแบบนี้มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
เพียงแต่เฮ่อหย่วนในตอนนี้ปฏิบัติต่อเธอดีมากจนเกินไป จนเธอเกือบลืมตัวตนที่แท้จริงของเขาไปแล้ว
เมื่อสัมผัสได้ถึงความเงียบที่ผิดปกติของเฉินชิง เฮ่อหย่วนก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม
[จบบท]