บทที่ 185: อรุณรุ่งแห่งความหวัง
เหมาเจี้ยนกั๋วแทบจะกระโจนเข้าใส่คู่สนทนา เขาขึ้นเสียงอย่างไม่พอใจ
"นี่นายฟังที่ฉันพูดหน่อยสิ! ฉันเป็นหัวหน้าครอบครัวนะ ต้องหาเลี้ยงคนที่บ้าน!"
ทว่าเฮ่อหย่วนกลับมีท่าทีสงบนิ่ง เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่ชัดเจน
"ผมก็เหมือนกันครับ"
ประโยคสั้นๆ นั้นกลับทรงพลังราวกับค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางใจของเหมาเจี้ยนกั๋ว ใช่แล้ว...เฮ่อหย่วนก็มีครอบครัวที่ต้องดูแล
เฉินชิง แฟนสาวของเขาโปรดปรานอาหารรสเลิศเป็นชีวิตจิตใจ การจะทำให้เธอมีความสุขกับการกินได้ตลอดไปนั้นหมายความว่าเขาต้องทำงานให้หนักขึ้น หาเงินให้มากขึ้น
ความคิดนั้นทำให้เหมาเจี้ยนกั๋วรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่ลำคอ ความอึดอัดแล่นปราดไปทั่วแผ่นอกจนแทบหายใจไม่ออก เขาหันหลังเดินกลับไปยังห้องทำงานของตัวเองด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้ ปิดประตูลง
ก่อนจะทรุดตัวลงบนเก้าอี้แล้วซบหน้ากับฝ่ามือ ปล่อยให้น้ำตาแห่งความคับแค้นใจไหลออกมาเงียบๆ
หากวันใดวันหนึ่งเขาถูกลดตำแหน่งจริงๆ การต้องกลับไปเป็นแค่หัวหน้าทีมอีกครั้งคงเป็นเรื่องน่าอัปยศอดสูเกินกว่าจะรับไหว เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเพื่อนร่วมงานคงจะตามหลอกหลอนเขาไปทุกหนทุกแห่ง
เพื่อป้องกันไม่ให้ฝันร้ายนั้นกลายเป็นจริง สมองของเหมาเจี้ยนกั๋วจึงเริ่มทำงานอย่างหนักเพื่อหาหนทางกำจัดเสี้ยนหนามอย่างหัวหน้าสถาบันวิจัยคนปัจจุบันออกไปให้พ้นทาง
แล้วเขาก็นึกขึ้นได้! กฎเหล็กของสถาบันวิจัยที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าผู้ที่จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าได้นั้น จะต้องมีประสบการณ์ทำงานในโรงงานเครื่องจักรอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป เฮ่อหย่วน...คุณสมบัติยังไม่ถึงเกณฑ์!
ความคิดนี้จุดประกายความหวังให้เหมาเจี้ยนกั๋วอีกครั้ง เขายิ้มเยาะกับตัวเองในความมืด อย่างน้อยเขาก็สามารถซื้อเวลาต่อไปได้อีก 3 ปี
แต่เมื่อคิดไปคิดมา เขาก็อดไม่ได้ที่จะยอมรับความจริงที่ว่า เขากับเฉินชิงนั้นเป็นเหมือนขั้วแม่เหล็กที่ผลักกันอยู่เสมอ ตั้งแต่ก่อนที่เธอจะคบหากับเฮ่อหย่วน สถานะของเขาในบ้านก็ง่อนแง่นเต็มที
พอเธอเริ่มมีความรัก อาชีพการงานของเขาก็พลอยสั่นคลอนไปด้วย หรือนี่จะเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘ศัตรูคู่แค้น’ ที่ฟ้าลิขิตมาให้เจอกัน? แต่ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ครั้งไหน เขาก็มักจะเป็นฝ่ายที่ต้องลิ้มรสความพ่ายแพ้เสมอ มันช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!
หลังจากคร่ำครวญกับโชคชะตาของตัวเองอยู่พักใหญ่ เหมาเจี้ยนกั๋วก็ปาดน้ำตา ลุกขึ้นยืนแล้วปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะเดินออกจากห้องเพื่อไปหารือเรื่องการประชุมแลกเปลี่ยนที่กำลังจะมาถึงกับหัวหน้าสถาบันวิจัยต่อไป
การประชุมแลกเปลี่ยนในครั้งนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของหัวหน้าหลิวด้วยตัวเอง หลังจากบทเรียนราคาแพงจากความผิดพลาดน่าอายในครั้งก่อน ทำให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นและเป็นระเบียบเรียบร้อย
เมื่อวันประชุมใกล้เข้ามา อากาศก็เริ่มเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด ลมหนาวที่พัดมาในยามเช้าทำให้เฉินชิงต้องคอยเตือนให้หลานๆ สวมเสื้อผ้าให้อบอุ่นอยู่เสมอ
"น้าทำชุดใหม่ให้คนละสองชุดนะ เป็นแบบง่ายๆ ไปก่อน เสื้อคลุมมีตัวเดียว เอาไว้ใส่กันหนาวนะจ๊ะ" เฉินชิงพูดขณะยื่นเสื้อผ้าที่เพิ่งตัดเย็บเสร็จใหม่ๆ ให้กับเด็กทั้งสอง
สำหรับเฮ่ออวี้เสียง เธอออกแบบเสื้อเชิ้ตแขนยาวโดยใช้ผ้าสองสีตัดกัน ตัวเสื้อหลักเป็นสีน้ำเงินเข้มขรึม แต่เพิ่มลูกเล่นด้วยผ้าลายสก็อตสีน้ำเงินขาวที่ปกและปลายแขน เข้าชุดกับกางเกงทำงานทรงเท่ๆ
ส่วนอีกชุดเป็นเสื้อเชิ้ตคอตั้งเรียบง่ายที่ปักลายดาวห้าแฉกเล็กๆ ไว้ที่อก และกางเกงทรงตรงที่ดูทะมัดทะแมง
ส่วนของเฮ่ออวี้ถิง ชุดหนึ่งถูกออกแบบให้คล้ายกับของพี่ชาย เป็นเสื้อเชิ้ตคอตั้งปักดาวและกางเกงทรงเดียวกัน
แต่อีกชุดหนึ่งนั้นแตกต่างออกไป เป็นเสื้อแขนยาวคอกลมสีอ่อนหวานที่ประดับด้วยดอกไม้เล็กๆ ถักจากไหมพรมหลากสีสัน ซึ่งเธอบรรจงเย็บติดเข้าไปทีละดอก ทำให้มันดูมีมิติและน่ารักน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ
เฮ่ออวี้ถิงตกหลุมรักเสื้อลายดอกไม้ของเธอในทันทีที่เห็น เธอรีบสวมมันแล้วหมุนตัวไปรอบๆ ให้เฉินชิงดูด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็ทำท่าทางน่ารักน่าชังโดยการพนมมือก่อนจะเปลี่ยนเป็นรูปดอกไม้แล้วนำไปวางไว้ใต้คาง ดวงตากลมโตเป็นประกายพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง "คุณน้าคะ...หนูน่ารักไหม"
"น่ารักที่สุดเลยจ้ะ!" เฉินชิงอดใจไม่ไหวต้องรวบตัวหลานสาวเข้ามากอดแน่น
"เด็กหญิงน่ารักคนนี้เป็นของใครกันนะ...อ๋อ ของน้านี่เอง" หัวใจของเธอพองโตไปด้วยความเอ็นดู
เฮ่ออวี้เสียงที่ยืนกอดอกมองอยู่นานจึงเอ่ยขัดขึ้น
"น้าครับ จะไปทำงานสายแล้วนะครับ"
ใบหน้าที่นิ่งขรึมประกอบกับชุดใหม่ยิ่งขับเน้นให้เขาดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ราวกับนักธุรกิจหนุ่มน้อยที่สุขุมและเยือกเย็น
เฉินชิงเหลือบมองนาฬิกาแล้วก็ต้องตกใจ เธอรีบปล่อยอวี้ถิงแล้วคว้ากระเป๋าของตัวเอง
"จ้าๆ พวกเธอสองคนเอาเสื้อคลุมใส่กระเป๋าไปด้วยนะ ถ้าหนาวก็หยิบมาใส่เลย" เธอตะโกนบอกขณะวิ่งออกจากบ้าน
เฮ่ออวี้เสียงพยักหน้ารับคำแล้วจัดการนำเสื้อคลุมของเขากับน้องสาวยัดใส่กระเป๋าหนังสือจนเรียบร้อย เขาหันไปมองเฮ่ออวี้ถิงที่ยังคงหมุนตัวชื่นชมเสื้อตัวใหม่อย่างไม่รู้จักเบื่อ ก่อนจะเดินเข้าไปใช้นิ้วจิ้มที่ดอกไม้ไหมพรมนุ่มนิ่มบนเสื้อของเธอเบาๆ
"พี่ทำอะไรคะ" อวี้ถิงถามพลางทำแก้มป่อง
"ไหมพรมพวกนี้คงแพงน่าดูเลยนะ" เฮ่ออวี้เสียงพึมพำ เขารู้ดีว่าน้าของพวกเขาต้องตั้งใจมากแค่ไหนถึงได้ทำเสื้อผ้าที่สวยงามและใส่ใจในรายละเอียดขนาดนี้ให้
"แน่นอนสิคะ! คุณน้าใจดีกับพวกเราที่สุดเลย" เฮ่ออวี้ถิงยืดอกตอบอย่างภาคภูมิใจ
เช้าวันนั้น สองพี่น้องออกจากบ้านเร็วกว่าปกติเล็กน้อย ในใจลึกๆ ของทั้งคู่ต่างก็อยากจะอวดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ใครต่อใครได้เห็น บรรดาคุณลุงคุณป้าที่กำลังนั่งคุยกันอยู่ที่ปากซอยต่างหันมามองเป็นตาเดียวกันเมื่อเห็นสองพี่น้องเดินผ่านมา
"เสื้อสวยๆ นี่ น้าของพวกเธอทำให้เหรอจ๊ะ" คุณป้าคนหนึ่งเอ่ยทักขึ้นก่อน
"ใช่แล้วค่ะ!" อวี้ถิงตอบด้วยรอยยิ้มหวานหยด
"สวยจริงๆ เลยนะ" ทุกคนต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกัน
เสื้อผ้าที่เฉินชิงทำนั้นดูดีมีสไตล์จนทำให้พวกเขาเผลอลืมเรื่องความซนของหลานๆ ที่บ้านไปชั่วขณะ หากหลานสาวของพวกเขาแต่งตัวน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบอย่างอวี้ถิงบ้างก็คงจะดีไม่น้อย
เสื้อผ้าของเฮ่ออวี้เสียงก็ดูหล่อเหลาไม่แพ้กัน ด้วยรูปร่างที่สูงกว่าเด็กรุ่นเดียวกันและบุคลิกที่ดูเย็นชา ทำให้เขามีเสน่ห์ที่น่าค้นหาจนบรรดาคุณย่าคุณยายที่รักหลานชายอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
"แล้วชุดแบบของพ่อหนุ่มนี่คิดค่าตัดเท่าไหร่ล่ะ"
"ถ้าเตรียมผ้ากับด้ายมาเองก็ 3 หยวนครับ" เฮ่ออวี้เสียงตอบตามจริง ราคาชุดฤดูร้อนอยู่ที่ 2 หยวน ส่วนชุดสำหรับฤดูใบไม้ร่วงก็ 3 หยวน ซึ่งถือเป็นราคามาตรฐานทั่วไป
คำตอบของเขาทำให้บรรดาผู้สูงอายุเริ่มคิดคำนวณในใจ ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาไม่กล้าจ้างเฉินชิงก็เพราะเธอยังไม่มีประสบการณ์
แต่ตอนนี้เธอมีจักรเย็บผ้าเป็นของตัวเองแล้ว แถมฝีมือก็ยังดีเยี่ยมขนาดนี้ ราคาก็สมเหตุสมผล การจะลองใช้บริการดูสักครั้งก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
ขณะที่คุณลุงคุณป้ากำลังเริ่มจับกลุ่มปรึกษาหารือกันอยู่นั้น เฮ่ออวี้ถิงก็เดินหน้ามุ่ยออกมาจากวงสนทนา ไม่มีใครสนใจถามเรื่องเสื้อของเธอบ้างเลย ทั้งๆ ที่มันสวยออกขนาดนี้!
ความน้อยใจย้อนกลับไปถึงตอนฤดูร้อนที่ยอดสั่งตัดชุดเด็กผู้ชายมีมากกว่าชุดเด็กผู้หญิง หรือจะเป็นเพราะเธอใส่แล้วไม่สวยพอที่จะดึงดูดลูกค้าได้กันนะ?
อันที่จริงแล้ว เหล่าผู้ใหญ่ไม่ได้เมินเฉยต่อความน่ารักของเธอ แต่ดอกไม้ไหมพรมที่ประดับอยู่บนเสื้อนั้นดูแล้วน่าจะมีราคาค่าวัสดุที่สูงพอสมควร
ในยุคสมัยที่ต้องรัดเข็มขัด การเลี้ยงดูเด็กผู้หญิงนั้นเน้นความเรียบง่าย ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองไปกับของสวยงามฟุ่มเฟือยเช่นนี้
เฮ่ออวี้ถิงเก็บความน้อยเนื้อต่ำใจมาจนถึงโรงเรียน แต่แล้วอารมณ์ของเธอก็พลันสดใสขึ้นมาทันทีเมื่อหวังเหวินหมิง เพื่อนร่วมชั้นเอ่ยทักด้วยความตื่นเต้น
"โห! เสื้อเธอสวยมากเลยอวี้ถิง"
คำชมนั้นทำให้เธอยิ้มกว้างออกมาได้อย่างเต็มที่ เมื่อเพื่อนคนอื่นๆ ทยอยเข้ามาในห้องเรียน เด็กผู้หญิงหลายคนต่างก็มองมาที่เธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและอิจฉา
ในมุมหนึ่งของห้องเรียน หยางอี้เหอนั่งตัวสั่นอยู่ในชุดแขนสั้น เมื่อเช้าเธอพยายามค้นหาเสื้อผ้าของปีที่แล้วมาใส่ แต่ก็พบว่ามันคับเกินไปจนใส่ไม่ได้เสียแล้ว
การจะนำไปให้ช่างตัดเสื้อต่อแขนให้ก็เป็นเรื่องยาก เพราะเมื่อคืนพ่อของเธอก็ไม่ได้กลับบ้าน แต่กลับไปหาผู้หญิงกลุ่มนั้นที่บ้านพักหลังเล็กๆ ที่อยู่ไกลออกไป
หลังจากพยายามฝืนยัดตัวเองเข้าไปในเสื้อผ้าเก่าๆ เธอก็สังเกตเห็นรูไหม้จากก้นบุหรี่หลายแห่งบนเนื้อผ้า เธอได้แต่นั่งนิ่งด้วยความรู้สึกว่างเปล่า
สุดท้าย ระหว่างการขาดเรียนกับการต้องใส่เสื้อผ้าขาดๆ ไปโรงเรียน เธอจึงเลือกที่จะสวมเสื้อแขนสั้นออกมาเผชิญกับความหนาวเหน็บ
เหมาเหมาสังเกตเห็นว่าเพื่อนของเขากำลังหนาวจนริมฝีปากซีดเผือด ด้วยความเป็นเด็กจิตใจดี เขาจึงถอดเสื้อแขนยาวของตัวเองออกทันที
"เธอใส่เสื้อของฉันนะ"
การกระทำของเขาทำให้เพื่อนทั้งห้องหันมามองร่างผอมบางขาวซีดของเขาเป็นตาเดียว
"ไม่เป็นไรจริงๆ..." หยางอี้เหอปฏิเสธอย่างเกรงใจ
"ไม่เป็นไรน่า ฉันใส่เสื้อคลุมของอวี้เสียงก็ได้" เหมาเหมาพูดพลางยิ้มกว้าง
เฮ่ออวี้เสียงไม่รอช้า รีบหยิบเสื้อคลุมของตัวเองส่งให้เพื่อนรัก พร้อมกับช่วยกางออกเพื่อให้สวมใส่ง่ายขึ้น
"เดี๋ยวก็หนาวตายหรอก รีบๆ ใส่เข้าสิ"
เหมาเหมาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ในที่สุดเขาก็ได้ใส่เสื้อคลุมตัวใหม่ของเฮ่ออวี้เสียงสมใจอยาก!
หยางอี้เหอรับเสื้อแขนยาวมาสวมทับ เสื้อตัวนั้นเป็นดีไซน์เก๋ไก๋แบบเสื้อกั๊กหลอกสองชั้น ตอนที่อยู่บนตัวเหมาเหมามันดูสดใสและเข้ากันดี แต่เมื่อมาอยู่บนร่างของเธอมันกลับดูแปลกตาไปบ้าง
ทว่าความอบอุ่นที่ได้รับนั้นมีค่ามากกว่าสิ่งใด ขอบตาของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ "เหมาเหมา...ขอบใจมากนะ"
"เราเพื่อนกันนี่นา"
เหมาเหมาฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวครบทุกซี่
"อย่าร้องไห้สิ เสื้อฉันสวยจะตาย ห้ามว่ามันไม่สวยนะ"
คำพูดติดตลกของเขาทำให้หยางอี้เหอหลุดหัวเราะออกมา เผยให้เห็นลักยิ้มบุ๋มที่ข้างแก้ม "อื้อ เสื้อของนายสวยมาก"
เสียงหัวเราะ ‘เอิ๊กอ๊าก’ อย่างมีความสุขของเหมาเหมาดังไปทั่วห้อง
เสียงสัญญาณเริ่มเรียนดังขึ้น ทุกคนรีบกลับเข้าที่นั่งของตัวเอง
"ฉันชอบเสื้อนายจังอวี้เสียง" เหมาเหมาแอบกระซิบกับเพื่อนร่วมโต๊ะ
"อยากโดนทำโทษหรือไง" เฮ่ออวี้เสียงตอบกลับเสียงเรียบ
"โอเคๆ เงียบแล้ว" เหมาเหมาถอนหายใจ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาชอบเฮ่ออวี้เสียงมากจริงๆ เขาคงขอคุณครูย้ายที่นั่งไปนานแล้ว
การนั่งข้างๆ คนเงียบขรึมแบบนี้มันช่างน่าเบื่อเสียนี่กระไร เขาอยากไปนั่งกับอวี้ถิงมากกว่า น้องสาวคนนั้นทั้งน่ารัก เสื้อผ้าก็สวย แถมยังมีดอกไม้ฟูๆ ให้แอบจิ้มเล่นอีกด้วย
เหมาเหมานั่งเท้าคาง มองตามเพื่อนๆ ที่กำลังตั้งใจท่องพยัญชนะตามคุณครู ความง่วงเริ่มเข้าครอบงำจนเขาต้องหาวออกมาหวอดใหญ่
ภาพความทรงจำเกี่ยวกับที่คุณแม่บังคับให้เขาเรียนถึงสามภาษาวนเวียนอยู่ในหัว และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เขาเกลียดการเรียนภาษาเข้าไส้มาจนถึงทุกวันนี้
[จบบท]