บทที่ 19: เด็กๆ ต้องไปโรงเรียน?
เฉินชิงเผลอสูดลมหายใจลึกกับเรื่องที่ได้ยิน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ “แล้วน้องชายเขาว่ายังไงบ้าง แล้วแฟนของพี่สาวคนนั้นล่ะ”
“น้องชายเขาก็เอาแต่หลบอยู่ในห้องสิคะ เมื่อกี้ยังเห็นมาขอโทษพี่สาวอยู่เลย ร้องไห้ฟูมฟายซะขนาดนั้น แต่ก็ไม่เห็นว่าจะเสนอตัวไปสมัครที่ศูนย์ปัญญาชนเองสักนิด” เฮ่ออวี้ถิงเล่าด้วยน้ำเสียงฉะฉานเกินวัย
ก่อนจะรายงานสถานการณ์ต่ออย่างละเอียด “ส่วนแฟนของพี่สาวคนนั้นก็มาหาถึงที่เลยค่ะ เขาชวนหนีไปด้วยกัน แต่สุดท้ายก็โดนซ้อมปางตาย ได้ยินว่ากระดูกหักไปท่อนหนึ่ง ตอนนี้ถูกหามส่งโรงพยาบาลของโรงงานเครื่องจักรไปแล้ว”
เด็กหญิงถอนหายใจยาวพรืดราวกับผ่านโลกมาโชกโชน “เรื่องแบบนี้มีให้เห็นทุกปีเลยค่ะ ล่าสุดหัวหน้าหลินก็เพิ่งไปถึงที่เกิดเหตุ”
หัวหน้าหลินแห่งฝ่ายสตรีเป็นที่รู้จักและนับหน้าถือตาทั่วทั้งโรงงานเครื่องจักร เธอคือผู้หญิงที่อุทิศตนเพื่อสิทธิของสตรีและเด็กมาอย่างยาวนาน การปรากฏตัวของเธอจึงทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องยอมอ่อนข้อให้โดยปริยาย
ความอยากรู้อยากเห็นของเฉินชิงถูกจุดประกาย เธอจูงมือเฮ่ออวี้ถิงแทรกตัวเข้าไปในวงล้อมเพื่อเกาะติดสถานการณ์
เฮ่ออวี้เสียงที่ยืนถือถังไม้สองใบได้แต่มองตามน้ากับน้องสาวไปตาปริบๆ เขาทำหน้าเหลอหลาสองวินาที ก่อนจะรีบหันกลับไปจัดการภารกิจตักน้ำของตัวเองให้เสร็จ
ยังดีที่เมื่อวานน้ามาช่วยตักน้ำเก็บไว้เยอะ น้ำที่ตุนไว้จึงน่าจะเพียงพอสำหรับวันพรุ่งนี้
ณ บ้านพักหลวงหมายเลข 01
บริเวณหน้าประตูบ้านหลังหนึ่งกำลังคลาคลั่งไปด้วยฝูงชน เฉินชิงต้องอาศัยความคล่องแคล่วของหลานสาวตัวน้อยช่วยเบียดเสียดผู้คนเพื่อเปิดทาง จนในที่สุดทั้งสองก็สามารถแทรกตัวไปอยู่แถวหน้าสุดได้สำเร็จ
ภาพที่เห็นคือหัวหน้าหลินกำลังยืนเผชิญหน้ากับสองสามีภรรยาที่เอาแต่ก้มหน้านิ่งไม่ยอมสบตา น้ำเสียงของเธอทรงอำนาจและเด็ดขาด
“การที่พวกคุณบีบบังคับให้ลูกสาวต้องเลิกรากับคนรัก ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยเสรีภาพในการสมรส และตามกฎระเบียบของปัญญาชน หากฝ่ายชายยินดีที่จะแต่งงานกับลูกสาวของคุณ เธอก็มีสิทธิ์ที่จะอยู่ในเมืองต่อไป”
“ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกคุณจะต้องส่งลูกชายไปทำหน้าที่ที่ชนบทแทน! หรือในความคิดของพวกคุณ การเดินทางไปชนบทมันน่ากลัวราวกับต้องไปเผชิญหน้ากับพญามัจจุราชหรืออย่างไร การได้เสียสละเพื่อสร้างชาติ ถือเป็นเกียรติอันสูงส่ง!”
เจ้าหน้าที่จากสำนักงานปัญญาชนที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างพยักหน้าสนับสนุนคำพูดของเธอไม่หยุด
เพียงเพราะการดิ้นรนที่จะไม่ต้องไปใช้แรงงานในชนบท กลับทำให้เรื่องราวบานปลายจนเกือบจะมีคนเอาชีวิตไม่รอด หากเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นมาจริงๆ พวกเขาเองก็คงหนีไม่พ้นความรับผิดชอบ
สองสามีภรรยาที่ถูกตำหนิได้แต่ปล่อยให้น้ำตาไหลรินอาบใบหน้าที่เหี่ยวย่น
ในอดีต นโยบายกำหนดไว้ว่าครอบครัวที่มีลูกไม่ได้แต่งงานหรือไม่มีงานทำในเมือง จะต้องส่งลูกไปเป็นปัญญาชน แต่ปัจจุบันกฎเกณฑ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว หากครอบครัวใดมีลูกสองคน จะต้องส่งหนึ่งคนไปชนบทอย่างไม่มีข้อยกเว้น และห้ามใช้วิธีตุกติกใดๆ เพื่อหลีกเลี่ยง
หากพวกเขาล่วงรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้แต่เนิ่นๆ ต่อให้ตายก็คงไม่ยอมปล่อยให้ลูกสาวไปริรักในวัยเรียนเป็นอันขาด
“ลูกชายของคุณต้องไปชนบท”
หัวหน้าหลินประกาศกร้าว ก่อนจะผ่อนปรนน้ำเสียงลงเล็กน้อย
“แต่เมื่อคำนึงถึงอนาคตที่ลูกสาวจะต้องแต่งออกเรือนไป การจะกลับมาดูแลพวกคุณคงเป็นเรื่องยาก ฉันจะลองไปเจรจากับสหายที่สำนักงานปัญญาชน เพื่อหาทางจัดสรรให้ลูกชายของคุณได้ไปประจำการในพื้นที่ที่ไม่ไกลนัก หากวันใดพวกคุณคิดถึง ก็ยังสามารถเดินทางไปเยี่ยมเยียนในช่วงวันหยุดได้”
ข้อเสนอนี้ถือเป็นการประนีประนอมอย่างที่สุดแล้ว
สองสามีภรรยาที่ยืนหลังค่อมได้แต่พยักหน้ารับทั้งน้ำตา หากพวกเขาปฏิเสธ ไม่เพียงแต่ลูกชายจะต้องไปไกลบ้าน แต่งานที่ทำอยู่ก็อาจจะหลุดลอยไปด้วย
“ไม่! ผมไม่ไป!”
เด็กหนุ่มที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังพ่อแม่มาตลอด ตะโกนก้องออกมาอย่างสิ้นหวัง เขาเตะเก้าอี้ไม้อย่างแรงจนมันกระเด็นไปไกล แก้วน้ำเคลือบที่วางอยู่บนนั้นกลิ้งหลุนๆ ไปหยุดอยู่แทบเท้าของพี่สาว ดวงตาสองข้างของเขาแดงก่ำราวกับเลือด
“ผมไม่ไป! ถ้าจะต้องมีคนไป ก็ต้องเป็นพี่สิ!”
เขาจ้องมองพี่สาวที่ยืนตัวสั่นงันงก แต่เมื่อไม่เห็นปฏิกิริยาอื่นใดที่มากไปกว่านั้น ความโมโหก็พลุ่งพล่านขึ้นอีกระลอก
เด็กหนุ่มคว้ากรอบรูปครอบครัวที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ขว้างกระแทกลงกับพื้นสุดแรง เศษกระจกที่แตกละเอียดบาดลึกลงบนภาพถ่ายของพี่สาวในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว ที่ถ่ายไว้พร้อมหน้ากันเมื่อปีก่อน
หญิงสาวปรายตามองภาพนั้นเพียงแวบเดียว ก่อนจะก้มหน้าลงปล่อยให้น้ำตาไหลรินอย่างเงียบเชียบ
“ทำไมล่ะ!”
เส้นเลือดบนลำคอของเด็กหนุ่มปูดโปนขึ้นมาอย่างน่ากลัว เล็บของเขาจิกลึกลงไปในเนื้อไม้ของโต๊ะจนเป็นรอย น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นจากปลายคาง
“ไหนพ่อกับแม่สัญญาแล้วไงว่าจะให้ผมอยู่บ้าน!”
“เงียบเดี๋ยวนี้!” หัวหน้าหลินตวาดลั่น
“ถ้ายังไม่หยุดโวยวาย ฉันจะลากตัวเธอไปสงบสติอารมณ์ในห้องกักตัวของแผนกรักษาความปลอดภัย!”
แม้ปกติแล้วเธอจะเป็นคนที่ดูอ่อนโยนและใจดี แต่เมื่อถึงเวลาต้องจัดการกับปัญหา เธอก็พร้อมจะเปลี่ยนเป็นคนเด็ดขาดได้ในพริบตา
เด็กหนุ่มที่กำลังคลุ้มคลั่งถึงกับชะงักไป เขากลัวจนทำได้เพียงยกแขนขึ้นมากัดเพื่อสะกดกลั้นเสียงสะอื้นของตัวเอง
“เอาล่ะ แยกย้ายกันได้แล้ว” หัวหน้าหลินหันไปบอกกับฝูงชน
“ให้เวลาครอบครัวเขาได้ปรับความเข้าใจกันบ้าง เด็กกำลังจะต้องจากพ่อแม่ไปไกล ก็ต้องให้พื้นที่เขาได้ทำใจหน่อย”
คำพูดของเธอเด็ดขาดจนไม่มีใครกล้าทักท้วง
“เฉินชิงจ้ะ รอเดี๋ยวก่อน”
เสียงของหัวหน้าหลินดังขึ้นจากด้านหลัง
เฉินชิงหันกลับไปเผชิญหน้า “หัวหน้าหลิน มีอะไรให้ฉันรับใช้เหรอคะ”
“ใช่จ้ะ พอดีได้ยินมาว่าเธอใช้เวลาว่างหลังเลิกงานรับตัดเย็บเสื้อผ้า เป็นเรื่องที่ดีมากเลยนะ” หัวหน้าหลินเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร
ช่างแตกต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ ตอนที่เธอตวาดเด็กหนุ่มคนนั้นเสียงของเธอดังกึกก้องราวกับฟ้าร้อง แต่ยามที่สนทนากับเฉินชิง มันกลับนุ่มนวลและอ่อนโยนราวกับเสียงที่ลอดผ่านคลื่นวิทยุ
เฉินชิงรู้สึกแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย “ก็จำเป็นน่ะค่ะ ที่บ้านยังขัดสนอยู่ ก็เลยต้องพยายามหาช่องทางทำมาหากินเพิ่ม เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวได้มีกินมีใช้ไม่อดอยาก”
“จิตใจเธอช่างน่าชื่นชมจริงๆ ว่าแต่ฉันไม่ได้เห็นหน้าหลานๆ มาสักพักแล้ว ขอตามไปเยี่ยมที่บ้านหน่อยได้ไหม” หัวหน้าหลินเอื้อมมือไปจูงเฮ่ออวี้ถิง พร้อมกับหยิบลูกอมนมยี่ห้อกระต่ายขาวออกมาจากกระเป๋าเสื้อชุดข้าราชการสีกรมท่าแล้วยื่นให้เด็กหญิง
“วันนี้เสี่ยวอวี้แต่งตัวน่ารักจังเลยนะ”
“หัวหน้าหลินก็สวยเหมือนกันค่ะ”
สำหรับเฮ่ออวี้ถิงแล้ว นอกจากพี่ชายก็มีเพียงหัวหน้าหลินนี่แหละที่เธอรู้สึกสนิทใจด้วยมากที่สุด เพราะในอดีตทุกครั้งที่หัวหน้าหลินแวะมาเยี่ยม ไม่ว่าน้าจะเกรี้ยวกราดเพียงใด ก็ต้องยอมสงบศึกชั่วคราว
ถึงแม้ตอนนี้น้าจะกลายเป็นคนใหม่แล้ว แต่ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อหัวหน้าหลินก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
“ช่างพูดจริงนะเรา”
หัวหน้าหลินลูบศีรษะเล็กๆ นั้นอย่างเอ็นดู ขณะที่เดินตามเฉินชิงกลับบ้าน พวกเธอก็บังเอิญสวนกับเฮ่ออวี้เสียงที่กำลังหอบหิ้วถังไม้สองใบกลับมาพอดี
เมื่อเด็กชายเห็นหัวหน้าหลิน เขาก็วางถังไม้ลงกับพื้นแล้วโค้งคำนับอย่างสุภาพ
“สวัสดีครับหัวหน้าหลิน”
“จ้ะ เด็กดี”
หัวหน้าหลินส่งลูกอมนมยี่ห้อกระต่ายขาวใส่มือเขา พร้อมกับเอ่ยชมเมื่อเห็นเขาก้มลงไปยกถังไม้ขึ้นอีกครั้ง
“ดูสิ อวี้เสียงเรี่ยวแรงดีขึ้นเยอะเลยนะ สมกับเป็นชายหนุ่มจริงๆ เก่งมาก”
ใบหูของเฮ่ออวี้เสียงพลันแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งหมดเดินตามเด็กชายกลับมาถึงบ้าน เฉินชิงรีบเข้าไปรินน้ำมาต้อนรับแขกคนสำคัญ
การมาเยือนของหัวหน้าหลินในครั้งนี้ ย่อมต้องมีวาระซ่อนเร้นอยู่อย่างแน่นอน
นั่นก็คือการผลักดันให้เด็กทั้งสองคนได้เข้าโรงเรียน
“เฉินชิง หลานสองคนของเธอก็โตพอสมควรแล้วนะ การที่พวกเขาเอาแต่อยู่ในบ้าน ไม่ค่อยได้ออกไปไหนแบบนี้ มันไม่ดีต่อพัฒนาการของเด็กเลย”
“ค่ะ ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
“อีกไม่นานโรงเรียนของโรงงานเครื่องจักรก็จะเปิดรับสมัครนักเรียนใหม่แล้ว ฉันเห็นว่าเด็กๆ ก็อายุถึงเกณฑ์แล้ว ส่งพวกเขาไปสมัครเรียนดีไหม”
สำหรับลูกหลานของพนักงานที่สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงให้กับโรงงาน จะได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียนทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้น ค่าอุปกรณ์การเรียนอย่างสมุดดินสอและกระเป๋านักเรียนก็ยังเป็นภาระที่ต้องจ่ายเองอยู่ดี
อีกทั้งการไปโรงเรียนยังหมายความว่าเวลาที่จะช่วยทำงานบ้านก็จะลดน้อยลงไปมาก ด้วยเหตุนี้จึงมีครอบครัวจำนวนไม่น้อยในโรงงานที่เลือกจะไม่ส่งลูกเรียนหนังสือ แต่สำหรับหัวหน้าหลินแล้ว การศึกษาคือหนทางเดียวที่จะนำไปสู่อนาคตที่ดีกว่า เด็กทุกคนต้องได้เรียน!
และแน่นอนว่าเรื่องนี้จะต้องผ่านการอนุมัติจากผู้ปกครองอย่างเฉินชิงเสียก่อน
เด็กทั้งสองคนจ้องมองน้าของตัวเองด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
ตั้งแต่จำความได้ แม่จะคอยสอนให้พวกเขาอ่านออกเขียนได้อยู่เสมอ ท่านพร่ำบอกให้ตั้งใจเรียน เพื่อที่จะได้สอบเข้าวิทยาลัยเทคนิค แล้วกลับมาทำงานดีๆ ในโรงงานเครื่องจักร หรือไม่ก็สมัครเป็นทหาร เพราะผู้ที่มีความรู้ย่อมได้รับการยอมรับและให้เกียรติมากกว่าเสมอ
ตามจริงแล้วเฮ่ออวี้เสียงควรจะได้เข้าเรียนตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เพราะปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามาทำให้โอกาสนั้นหลุดลอยไป มาปีนี้เขาอายุครบหกขวบเต็มแล้ว เป็นวัยที่เพื่อนๆ ต่างก็เริ่มเข้าโรงเรียนกันหมด เขาก็อยากจะมีโอกาสนั้นบ้าง
เพื่ออนาคตของตัวเอง เด็กชายจึงตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วให้คำมั่นสัญญากับน้าอย่างหนักแน่น “ถึงผมจะไปโรงเรียน แต่ผมจะไม่ยอมให้งานที่บ้านต้องเสียเด็ดขาดครับ”
เฮ่ออวี้ถิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็รีบพยักหน้าหงึกๆ ยืนยันว่าเธอเองก็จะขยันขันแข็งไม่แพ้กัน!
เฉินชิงกุมแก้วน้ำเคลือบในมือแน่น เธอรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังถูกสายตาทั้งสามคู่พิพากษาให้เป็นนางมารร้ายที่คอยขัดขวางอนาคตของหลานๆ เธอจึงคลี่ยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยขึ้น “จะให้ไปโรงเรียนก็ได้ แต่ฉันมีเงื่อนไขข้อหนึ่ง”
คำว่า ‘เงื่อนไข’ จุดประกายความหวังให้ทุกคน
หัวหน้าหลินยิ้มกว้าง “ลองว่ามาสิ”
[จบบท]