บทที่ 190 คู่หมั้นวัยเยาว์
หยางอี้เหองอตัวโก่งงอ อาการไอที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทำให้ร่างกายของเธอสั่นสะท้านไปทั้งตัว ราวกับว่าอวัยวะภายในทั้งหมดกำลังจะถูกขับออกมาพร้อมกับเสียงไอนั้น
หยางซิวจิ่นนั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ นิ้วเรียวของเขาคีบบุหรี่ไว้มวนหนึ่ง กลุ่มควันที่พวยพุ่งออกมาลอยตรงไปยังทิศทางที่ลูกสาวของเขานอนอยู่ไม่ขาดสาย
"เป็นอะไรไป ไม่เป็นไรใช่ไหม ดูลูกสิ พ่อให้เงินไปตั้งเยอะแยะ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเอาไปซื้อแต่ของที่ทำให้ร้อนในกินจนร่างกายพังแบบนี้ได้นะ นอกจากพ่อคนนี้ที่จะคอยเป็นห่วงแล้ว จะมีใครที่ไหนมาสนใจลูกอีกล่ะ"
"แค่ก แค่ก แค่ก"
กลิ่นฉุนของควันบุหรี่ที่ลอยคละคลุ้งเข้ามาปะทะจมูกอย่างจัง มันแทรกซึมลึกเข้าไปในอกพร้อมกับลมหายใจ ร่างกายของหยางอี้เหอที่กำลังอ่อนแออยู่แล้วยิ่งทรุดหนักลงไปอีก เธอไออย่างรุนแรงจนน้ำตาเอ่อล้นออกมาจากดวงตาโดยไม่สามารถควบคุมได้
ปัง!
เสียงกระแทกประตูที่ดังขึ้นมา ทำให้คนที่อยู่ในห้องหันไปมองเป็นตาเดียว เฮ่ออวี้เสียงเป็นคนเปิดมันเข้ามาเอง เขาใช้ไหล่กระแทกบานประตูให้เปิดออกเพราะในมือถือแก้วน้ำอยู่
เมื่อเข้ามาในห้อง สิ่งแรกที่เขาเห็นคือกลุ่มควันบุหรี่ที่ลอยฟุ้งไปทั่ว จากนั้นสายตาก็เลื่อนไปจับจ้องที่ร่างเล็กบนเตียงคนไข้ หยางอี้เหอกำลังใช้มือกุมลำคอและไออย่างหนักหน่วง เมื่อเห็นภาพนั้น ดวงตาสีนิลของเขาก็ฉายแววขุ่นมัวอย่างเห็นได้ชัด
หยางซิวจิ่นเคาะขี้เถ้าบุหรี่ในมือออกเบาๆ น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความกวนประสาท "เธอมาทำอะไรที่นี่เหรอ"
"เอาน้ำมาให้ครับ" เฮ่ออวี้เสียงตอบกลับไปสั้นๆ ได้ใจความ
"แหม เป็นเด็กดีจริงๆ นะเนี่ย ลุงได้ยินคุณครูหลินเล่าว่าเธอสนิทกับเสี่ยวเหอของลุงมาก ถึงขนาดต้องแบกมาส่งที่โรงพยาบาลเลยอย่างนั้นเหรอ"
หยางซิวจิ่นอัดควันบุหรี่เข้าปอดไปอีกอึกใหญ่ ก่อนจะพ่นมันออกมา สายตาจับจ้องใบหน้าที่เรียบตึงของเฮ่ออวี้เสียงผ่านม่านควัน พร้อมกับยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
"คงเพราะเห็นว่าเสี่ยวเหอของลุงหน้าตาน่ารักใช่ไหมล่ะ เอางี้ไหม เดี๋ยวลุงไปคุยกับน้าของเธอให้ดีกว่า เรามาจัดการหมั้นหมายให้พวกเธอตั้งแต่ตอนนี้เลย มาดองกันเป็นครอบครัวเดียวกันไปเลยเป็นไง"
อาการไอของหยางอี้เหอหยุดลง แต่สติของเธอกลับล่องลอยไปไกล
นี่เธออายุยังไม่ถึง 7 ขวบเลยนะ!
พ่อกำลังพูดเรื่องบ้าอะไรอยู่กันแน่!
"ถ้างั้นลุงก็ไปคุยกับน้าผมดูสิ" เฮ่ออวี้เสียงสวนกลับไปทันควัน
หยางอี้เหอถึงกับเบิกตากลมโตด้วยความตกใจ
"แค่ก แค่ก แค่ก แค่ก แค่ก แค่ก"
คราวนี้คนที่ไอจนหน้าดำหน้าแดงกลับกลายเป็นหยางซิวจิ่น เขาเกือบจะสำลักควันบุหรี่ของตัวเองจนสิ้นใจ
เฮ่ออวี้เสียงเดินเข้าไปส่งน้ำให้หยางอี้เหอด้วยท่าทีสงบนิ่ง
"รีบดื่มซะ พอหมดแก้วแล้วก็ย้ายไปนอนพักที่เตียงด้านในสุดโน่น"
"อะ...อ๋อ" หยางอี้เหอรับแก้วมาด้วยความมึนงง ก่อนจะยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง
เฮ่ออวี้เสียงจึงรับแก้วเปล่ากลับคืนมา
เด็กหญิงขยับร่างกายที่อ่อนแรงของเธอลงจากเตียง แล้วเดินโซเซไปล้มตัวลงนอนบนเตียงที่อยู่ด้านในสุดของห้อง
หยางซิวจิ่นใช้ฝ่ามือตบลงบนหน้าอกตัวเองแรงๆ เพื่อระงับอารมณ์ เมื่อเห็นเฮ่ออวี้เสียงแสดงความสนิทสนมกับลูกสาวของเขาต่อหน้าต่อตา ความโกรธก็พุ่งขึ้นมาจนแทบจะระเบิดออกมา
"พวกเธออายุเท่าไหร่กันห๊ะ ถึงได้มาคิดเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กันแล้วน่ะ ไม่อายบ้างเลยรึไง! หยางอี้เหอ! นี่ยังไม่ทันได้แต่งออกไป ก็คิดจะฟังแต่คำสั่งมันแล้วใช่ไหม กลับมานี่เลยนะ!"
เสียงตวาดของพ่อทำให้หยางอี้เหอที่นอนขดตัวอยู่สะดุ้งสุดตัว ความรู้สึกอับอายและกระอักกระอ่วนใจถาโถมเข้ามาจนบดบังความกลัวไปหมดสิ้น เธอทำได้เพียงซุกหน้าลงกับหมอนแล้วปล่อยโฮออกมา
หยางซิวจิ่นขยี้ก้นบุหรี่ลงบนที่เขี่ยอย่างแรง เขาพยายามปรับอารมณ์ จัดปกเสื้อให้เข้าที่ แล้วเปลี่ยนมาใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนลง
"กลับมานี่เถอะลูก พ่อเป็นคนที่ใกล้ชิดกับลูกมากที่สุดในโลกนี้นะ พ่อจะทำร้ายลูกได้ยังไงกัน"
เฮ่ออวี้เสียงปรายตามองขึ้น นัยน์ตาสีนิลของเขาลุ่มลึกราวกับห้วงมหาสมุทรที่ไร้จุดสิ้นสุด แฝงไว้ด้วยความเฉียบคมและเยือกเย็น
หยางซิวจิ่นสัมผัสได้ถึงสายตาคู่นั้น เขารีบขมวดคิ้ว ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา
"เธอคงไม่ได้รู้สึกสงสารขึ้นมาหรอกนะ"
"เปล่าครับ" เฮ่ออวี้เสียงตอบ
"แค่รู้สึกว่าลุงมันน่าขยะแขยง"
เสียงร้องไห้เงียบลงไป
ใบหน้าของหยางซิวจิ่นพลันแข็งค้าง
"น่าขยะแขยงมาก" เฮ่ออวี้เสียงย้ำคำพูดของตัวเองอีกครั้ง ชัดถ้อยชัดคำ
หยางซิวจิ่นกัดฟันกรอด "ที่แท้น้าของเธอก็สั่งสอนให้พูดจาแบบนี้นี่เอง ไอ้เด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่นี่มันไร้การอบรมจริงๆ"
เฮ่ออวี้เสียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "การใส่ร้ายป้ายสีลูกหลานของผู้พลีชีพเพื่อชาติ โทษสถานเบาคือการเขียนจดหมายสำนึกผิด แต่ถ้าเป็นสถานหนักก็คือการถูกส่งไปใช้แรงงานเพื่อปฏิรูปตนเองครับ"
คำพูดที่ดูเหมือนจะเอ่ยขึ้นมาลอยๆ นั้น กลับทำให้หยางซิวจิ่นโมโหจนหัวเราะออกมา เขามองไปเห็นลูกสาวกำลังแอบมองเฮ่ออวี้เสียงทั้งที่น้ำตายังนองหน้า ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
ภาพนั้นทำให้หยางซิวจิ่นนึกย้อนไปถึงวันที่อดีตภรรยาของเขาทะเลาะกับพ่อตาอย่างรุนแรง เพียงเพื่อจะหนีมาอยู่กับเขา ในวินาทีนั้น เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขารู้สึกเห็นใจอดีตพ่อตาขึ้นมาจับใจ
"หยางอี้เหอ ลูกดูมีความสุขมากเลยนะ"
ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น ลูกของนังตัวดี ก็ย่อมเป็นนังตัวดีเหมือนกัน
หยางอี้เหอลุกขึ้นจากเตียงโดยไม่พูดอะไร
เฮ่ออวี้เสียงมองเธออยู่ครู่หนึ่ง "ฉันต้องไปโรงเรียนนะ"
หยางอี้เหอเม้มริมฝีปากแน่น "อื้ม"
หยางซิวจิ่นแทบจะบ้าตาย!
นี่พวกมันกำลังแสดงฉากอำลาอาลัยกันอยู่หรือไง
"พวกเธอทำอะไรกันอยู่"
"คุยกันครับ" เฮ่ออวี้เสียงตอบ
หยางซิวจิ่นรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่คออีกครั้ง ใบหน้าของเขาดำคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัด
เฮ่ออวี้เสียงไม่ได้อยู่ต่อ เขากำชับเมิ่งฮวนฮวน พยาบาลสาวที่รู้จักกับน้าของเขาให้ช่วยดูแลหยางอี้เหอด้วย
"เรียกพี่สาวให้ชื่นใจหน่อยสิ แล้วจะดูแลให้เป็นพิเศษเลย" เมิ่งฮวนฮวนเอ่ยแซว
แต่เฮ่ออวี้เสียงกลับหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไร
เมิ่งฮวนฮวนยู่ปาก
เด็กอะไรก็ไม่รู้ เล่นด้วยไม่สนุกเลย!
น้องอวี้ยังจะน่ารักกว่าตั้งเยอะ!
เธอเดินเข้ามาในห้องพักของหยางอี้เหอ กลิ่นควันบุหรี่ที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูกทันที
"ใครมันไร้มารยาทขนาดนี้ มาจุดไฟรมควันในห้องพักเด็กได้ลงคอ"
หยางซิวจิ่นที่กำลังจะหยิบบุหรี่มวนใหม่ขึ้นมาจุดถึงกับต้องชักมือกลับ
เมิ่งฮวนฮวนเดินเข้าไปตรวจร่างกายของหยางอี้เหอ เมื่อเห็นว่าไข้เริ่มลดลงแล้วจึงหันไปพูดกับหยางซิวจิ่น
"เด็กใส่เสื้อผ้าน้อยไปนะคะ คุณต้องดูแลลูกให้ดีกว่านี้หน่อย ช่วงนี้อากาศมันแปรปรวน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว เมื่อวานตอนกลางวันแดดยังเปรี้ยงๆ อยู่เลย พอตกบ่ายมาก็หนาวจนแทบจะแข็งตาย คุณเป็นพ่อต้องใส่ใจเรื่องพวกนี้ให้มากๆนะคะ"
หยางซิวจิ่นตอบรับ "...ครับ"
เมิ่งฮวนฮวนจึงเดินออกจากห้องเพื่อไปดูคนไข้รายอื่นต่อ
หยางซิวจิ่นหันไปมองหยางอี้เหอด้วยสายตาเย็นชา "ลูกสะใจหรือยังล่ะ"
ในใจของหยางอี้เหอมีตุ๊กตาตัวเล็กๆ กำลังพยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง
มีความสุขที่สุดเลย
"ลูกกับเฮ่ออวี้เสียงไม่มีทางเป็นไปได้!" หยางซิวจิ่นพูดเสียงกร้าว
ขนาดเขายังไม่ได้ตัวเฉินชิงมาครอบครอง
แล้วทำไมหยางอี้เหอถึงจะได้ตัวเฮ่ออวี้เสียงไป!
เป็นลูกแล้วคิดจะเหยียบหัวพ่อรึไง!
ฤทธิ์ยาเริ่มทำงาน หยางอี้เหอที่นอนอยู่บนเตียงค่อยๆ จมดิ่งสู่ห้วงนิทรา
ความโกรธของหยางซิวจิ่นยังคงค้างเติ่งอยู่ในอก จะระบายออกมาก็ไม่ได้ จะกลืนลงไปก็ไม่เข้า
***
ณ บ้านพัก
หลังเลิกงาน เฉินชิงถึงได้รู้เรื่องที่หยางอี้เหอไม่สบายจากคำบอกเล่าของเสี่ยวอวี้ เธอรีบใช้หลังมืออังหน้าผากของหลานสาวด้วยความเป็นห่วง
"แล้วหนูเป็นอะไรหรือเปล่า"
อากาศที่มณฑลกวางตุ้งนี่เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย
วันหนึ่งหนาวจนแทบตาย แต่วันต่อมากลับร้อนจนเหงื่อตก
เฉินชิงกลัวจริงๆ ว่าเสี่ยวอวี้จะล้มป่วยไปด้วย
"หนูสบายดีสุดๆ ไปเลยค่ะคุณน้า"
เฉินชิงถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก "งั้นก็ดีแล้ว"
"พี่ชายกับคุณครูหลินเป็นคนพาไปส่งที่โรงพยาบาลค่ะ" เสี่ยวอวี้เล่าต่อ
"แล้วตอนนี้เสี่ยวเหอเป็นยังไงบ้าง"
"ไม่รู้เหมือนกันค่ะ พี่ชายบอกว่ายังหายใจอยู่"
ทั้งน้าและหลานต่างพากันเงียบไป
เฮ่ออวี้เสียง: บุคคลผู้มีความสามารถพิเศษในการพูดจาไร้สาระ
เฉินชิงเดินเข้าครัวไปรื้อหาของในตู้ เธออยากรู้ว่ามีลูกท้อกระป๋องเก็บไว้บ้างไหม
เพราะเธอเคยได้ยินความเชื่อที่ว่า เทพเจ้าแห่งลูกท้อกระป๋องจะคอยปกป้องคุ้มครองเด็กๆ ที่กำลังป่วยไข้
"น้าหาอะไรอยู่เหรอครับ"
เฉินชิงชะโงกหน้าออกมาจากหลังตู้ "บ้านเราไม่มีผลไม้กระป๋องเลยเหรอ มีรสอะไรเหลือบ้าง"
"ส้มครับ"
"แล้วมีอย่างอื่นอีกไหม"
"หมดแล้วครับ"
"ไม่มีรสลูกท้อเลยเหรอ" เฉินชิงจำได้ว่าตอนที่คุณครูหลินเอาของขวัญมาให้ มีผลไม้กระป๋องอยู่หลายกระป๋องทีเดียว
"น้าจะเอาไปทำอะไรครับ"
"เสี่ยวเหอป่วยอยู่นี่ กินลูกท้อกระป๋องจะได้หายป่วยเร็วยังไงล่ะ"
เฮ่อหย่วนที่กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารในครัวเงยหน้าขึ้นมาถาม
"ความเชื่อเรื่องลูกท้อกระป๋องรักษาโรคได้มันเป็นของคนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือนี่ คุณไปรู้มาจากไหน"
เฉินชิงชะงักไปเล็กน้อย "ก็ฉันเป็นคนรอบรู้นี่นา"
เฮ่อหย่วนหมดคำจะพูด
เฉินชิงหันไปบอกเฮ่ออวี้เสียง "ถ้างั้นรอให้เสี่ยวเหอกลับมาเรียนก่อนนะ วันรุ่งขึ้นเธอค่อยเอาผลไม้กระป๋องไปให้เธอสักกระป๋อง"
เฮ่ออวี้เสียงพยักหน้ารับคำ
เมื่อเฮ่อหย่วนทำอาหารเสร็จ ทั้งสามคนก็ช่วยกันยกกับข้าวออกมาจัดโต๊ะ
จู่ๆ พื้นที่ข้างตัวก็ว่างลงอย่างกะทันหัน ทำให้เฉินชิงรู้สึกแปลกใจ
ตั้งแต่เมื่อวานที่เธอเผลอไปมองผู้ชายหล่อคนอื่น เฮ่อหย่วนก็ทำตัวแปลกๆ ไป เขาไม่ได้โกรธหรือแสดงท่าทีไม่พอใจอะไร ยังคงพูดคุยกับเธอตามปกติ แต่กลับจงใจสร้างระยะห่างเล็กๆ น้อยๆ อยู่ตลอดเวลา
อย่างเช่นตอนนี้ที่กำลังเดินอยู่ดีๆ เขาก็ตั้งใจก้าวขาฉีกออกไปด้านข้าง เพื่อเพิ่มช่องว่างระหว่างคนทั้งสอง
เมื่อวานเธอก็ลองถามเขาไปแล้วตรงๆ "คุณหึงฉันเหรอ"
แล้วเขาก็ตอบกลับมาว่า "ผมเปล่า"
ให้ตายเถอะ ใครจะไปเชื่อเขากัน!
[จบบท]