บทที่ 196: ภารกิจปวดเศียรเวียนเกล้า
ซูม่านม่านที่ใช้ชีวิตมาโดยไม่เคยต้องเจอกับอุปสรรคใดๆ การต้องมาทนให้ผู้ชายที่ตัวเองเคยดูถูกข่มขู่จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ความเดือดดาลผลักดันให้เธอคว้าแขนของหยางซิวจิ่นไว้ ก่อนจะถลกแขนเสื้อของเขาขึ้นแล้วฝังคมเขี้ยวลงไปสุดแรง
ความเจ็บแปลบแล่นจากแขนขึ้นไปถึงสมอง หยางซิวจิ่นเจ็บจนต้องกระชากผมของเธอไปด้านหลังอย่างแรง
“โอ๊ย!” ซูม่านม่านรีบยกมือขึ้นกุมผมที่เป็นดั่งของรักของหวง ดวงตาจ้องเขม็งไปที่หยางซิวจิ่นอย่างเอาเรื่อง
“เรื่องนี้ฉันไม่มีวันยกโทษให้คุณ!”
หยางซิวจิ่นเหลือบมองรอยฟันบนแขนที่ลึกลงไปในเนื้อจนเลือดซิบ เขาไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับผู้หญิงสติไม่ดีคนนี้อีกต่อไป จึงเปิดประตูห้องนอนออกไปทันที
แต่ภาพที่เห็นคือลูกสาวของตัวเองยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตู เขาจึงเปลี่ยนโทนเสียงเป็นแข็งกร้าวเพื่อกลบเกลื่อน
“ไปนอนได้แล้ว เรื่องที่มีคนมาเพิ่มในบ้าน ห้ามเอาไปพูดข้างนอกเด็ดขาด ได้ยินไหม!”
“ได้ยินแล้วค่ะ”
หยางอี้เหอเหลือบมองซูม่านม่านที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงแวบหนึ่ง ก่อนจะเม้มปากแล้วเดินกลับห้องของตัวเองไปอย่างเงียบๆ
ทันทีที่เอนตัวลงนอน เสียงทะเลาะของพ่อกับผู้หญิงคนนั้นก็ยังคงลอยแว่วเข้ามาในหู
ภายในห้องนอน บรรยากาศยังคงตึงเครียด ซูม่านม่านเกลียดหยางซิวจิ่นจนแทบอยากจะฆ่าเขาทิ้ง “คุณกล้าดียังไงมาแตะต้องตัวฉัน”
“คุณซู ทำความเข้าใจอะไรให้มันถูกๆ หน่อยนะ คุณนั่นแหละที่พุ่งเข้ามาหาผมเอง” หยางซิวจิ่นแค่นหัวเราะ
“คุณคงไม่ได้หลงตัวเองคิดว่าผมพิศวาสอะไรคุณนักหนาหรอกนะ คนที่ผมชอบที่สุดคือเฉินชิง คุณมันก็เป็นได้แค่ตัวเลือกสำรองเท่านั้นแหละ ถ้าไม่พอใจก็เชิญไสหัวไปได้เลย”
“ด้วยหน้าที่การงานและหน้าตาของผม การจะหาผู้หญิงที่สวยกว่าคุณ อ่อนโยนกว่าคุณน่ะ มันง่ายนิดเดียว”
เขาพูดจบก็ไม่รอให้ซูม่านม่านได้โต้ตอบ เขาสะบัดผ้าห่มแล้วล้มตัวลงนอนทันที
ซูม่านม่านที่คุกเข่าอยู่บนเตียงด้านในสุด ตัวแข็งทื่อด้วยความโกรธจนหัวสมองขาวโพลนไปหมด
เป็นเฉินชิงอีกแล้ว!!
ทำไมชื่อของผู้หญิงคนนี้ถึงได้ตามหลอกหลอนเธอไม่เลิกรา!
“ในเมื่อคุณชอบเฉินชิง แล้วจะมายุ่งกับฉันทำไม!” เธอตวาดใส่เขา
“แล้วคุณล่ะ ไม่ได้ชอบนักวิจัยเฮ่อของคุณอยู่หรือไง ก็เห็นยังมายุ่งกับผมเหมือนกันนั่นแหละ” หยางซิวจิ่นตอบโต้ด้วยสายตาดูแคลน
“อย่าคิดว่าตัวเองดีเลิศประเสริฐศรีนักเลย”
คำพูดของเขาเหมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ ซูม่านม่านโกรธจนขาดสติ พุ่งเข้าไปจะข่วนใบหน้าของเขาทันที
หยางซิวจิ่นหมดความอดทน “ไสหัวไป!”
เขาเคยคิดจะใช้ผู้หญิงคนนี้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเฮ่อหย่วน แต่ใครจะไปคิดว่าเธอจะไร้ค่าขนาดนี้ พอตอนนี้เขาแค่อยากจะหาอะไรทำแก้เบื่อ เธอก็ดันมาทำตัวเป็นแม่พระผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องเสียได้
มันทำให้เขาหมดอารมณ์ไปเลยจริงๆ
สำหรับเขาแล้ว ผู้หญิงที่จะมาเป็นภรรยาได้มีอยู่สองประเภท คือเฉินชิง หรือไม่ก็ต้องเป็นผู้หญิงที่ครอบครัวของเธอสามารถปูทางให้หน้าที่การงานของเขาราบรื่นได้
ซึ่งซูม่านม่านไม่มีคุณสมบัติแม้แต่ข้อเดียว
แล้วยังจะกล้าคิดใช้ประโยชน์จากเขาอีกเหรอ?
ฝันกลางวันชัดๆ!
หยางซิวจิ่นพลิกตัวหันหลังให้ พร้อมกับปิดเปลือกตาลง ไม่ต้องการจะเสวนากับเธออีก
ซูม่านม่านเห็นว่าเขาไม่สนใจเธอจริงๆ ก็ยิ่งโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ระดมกำปั้นทุบไปที่แผ่นหลังของเขาไม่ยั้ง
หยางซิวจิ่นรวบข้อมือของเธอไว้ด้วยมือเดียว ก่อนจะออกแรงเหวี่ยงร่างของเธอออกไปนอกห้องนอนจนไปกองอยู่บนพื้นห้องนั่งเล่น “อยากจะทำบ้าอะไรก็เชิญ!”
ประตูห้องนอนปิดลงเสียงดังปัง ทิ้งให้ซูม่านม่านนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นเย็นเฉียบเพียงลำพัง
เธอเสียใจเหลือเกินที่วันนั้นหลงเชื่อคำหวานของหยางซิวจิ่นจนตัดสินใจอยู่ที่โรงงานเครื่องจักรต่อ ตอนนี้พ่อก็ไม่เหลียวแล
ส่วนผู้ชายคนนี้ก็มาทำกับเธอแบบนี้ ชีวิตของเธอจะไปทางไหนต่อ? จะต้องทนเป็นแค่ผู้ประกาศข่าวธรรมดาๆ ที่ไม่มีใครสนใจไปจนแก่อย่างนั้นเหรอ?!
ซูม่านม่านนั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ความรู้สึกเคว้งคว้างถาโถมเข้ามาในใจ ภาพความทรงจำในอดีตตอนที่ยังได้เดินทางไปทั่วสารทิศกับคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมผุดขึ้นมาในหัว
ถึงแม้จะต้องลำบาก แต่เสียงปรบมือและเสียงเชียร์จากผู้ชมก็ทำให้เธอมีแรงสู้ต่อได้
แต่ตอนนี้... ที่สถานีวิทยุมีแต่คนคอยจ้องจับผิด ไม่มีสายตาชื่นชม ไม่มีแววตาอิจฉาเหมือนเคย ความรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองท่วมท้นหัวใจของเธอ
เธออยากกลับไปที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม... อยากกลับไปเหลือเกิน
ความคิดนั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งฟ้าเริ่มสาง ซูม่านม่านรีบกลับไปที่หอพักพนักงานของตัวเอง คว้ากระดาษปากกาขึ้นมาเขียนจดหมายถึงหัวหน้าคณะทันที
เพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆ ต่างทำเหมือนเธอเป็นอากาศธาตุ เพราะไม่มีใครอยากจะยุ่งกับคุณหนูเอาแต่ใจอย่างเธอ ที่แค่คุยด้วยไม่กี่คำก็อาจจะโดนชี้นิ้วสั่งให้ทำนู่นทำนี่ได้
เมื่อเขียนจดหมายเสร็จ เธอก็รีบนำไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์ทันทีที่เปิดทำการ
เพราะอดนอนมาทั้งคืน ซูม่านม่านจึงตั้งใจจะไปขอลาพัก ระหว่างทางกลับดันสวนกับเฉินชิงเข้าพอดี
ภาพของหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีดำขลับราวกับน้ำตก ดวงตาคมสวยดั่งภาพวาด ผิวขาวเนียนละเอียด และริมฝีปากแดงระเรื่อ ทำให้ซูม่านม่านรู้สึกอิจฉาจนแทบกระอักเลือด ทำไมคนธรรมดาๆ ถึงได้สวยสะดุดตาขนาดนี้!
“นี่ เฉินชิง เธอรู้หรือเปล่าว่าหัวหน้าหยางแผนกพลาธิการน่ะชอบเธอ” เธอพูดแขวะออกไป
“ฉันต้องไปทำงานแล้ว”
เฉินชิงไม่สนใจจะต่อความยาวสาวความยืด เพราะเสียงกริ่งเข้างานกำลังจะดังขึ้นแล้ว ขืนชักช้ามีหวังโดนหักเบี้ยขยันแน่
เธอจึงรีบวิ่งขึ้นบันไดทีละสามขั้นด้วยความเร็วสูงจนไปถึงสำนักงานคณะกรรมการโรงงานได้ทันเวลาพอดี เธอยังอุตส่าห์หันไปโบกมือให้หัวหน้าหลิวที่กำลังยืนทำหน้าบึ้งตึงอยู่ไกลๆ อย่างอารมณ์ดี
“มาทันเวลาพอดีเป๊ะเลยค่ะ!”
หัวหน้าหลิวเห็นท่าทางยียวนของเธอก็อยากจะลมจับให้รู้แล้วรู้รอด คอยดูเถอะ เดี๋ยวจะหางานหนักๆ มาให้ทำ จะได้เลิกทำตัวน่าหมั่นไส้เสียที
เมื่อกลับมาถึงโต๊ะทำงาน เฉินชิงก็บอกกับหูไท่หงทันที “นายไปหาหัวหน้าหลิวนะ เขาจะจัดหาคู่หูให้ไปช่วยกันตรวจความเรียบร้อยของโรงงานใหม่”
“ครับ...” หูไท่หงรับคำอย่างเบื่อหน่ายแล้วเดินออกไป
เถียนเมิ่งหย่ายกเก้าอี้ของตัวเองมานั่งข้างๆ เฉินชิงพร้อมกับกระซิบกระซาบ
“มีข่าวเด็ดมาเล่าให้ฟัง”
เฉินชิงหยิบเมล็ดทานตะวันออกจากลิ้นชัก แล้วแบ่งให้เพื่อนกำหนึ่ง “ว่ามาเลย”
เถียนเมิ่งหย่ารับเมล็ดทานตะวันไปแทะ แล้วเล่าด้วยความโมโหว่า “ไอ้เรื่องที่งานแต่งงานคราวก่อนมีคนมาตรวจสอบน่ะ เป็นฝีมือของน้องสาวต่างแม่ของลูกพี่ลูกน้องฉันเองแหละ”
“โอ้โห ร้ายไม่ใช่เล่นเลยนะ”
“ใช่ไหมล่ะ! น่าโมโหจริงๆ!”
“แล้วยังไงต่อ”
“พอพี่สาวฉันรู้เรื่องเข้าก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเลยสิ บุกไปตบตีกับสองแม่ลูกนั่นถึงบ้าน อ้อ! แล้วเมื่อวานนี้เป็นวันแต่งงานของยัยน้องสาวตัวดีนั่นพอดี พี่สาวฉันเลยบุกไปพังงานซะเลย” เถียนเมิ่งหย่าเล่าอย่างสะใจ
เฉินชิงแทะเมล็ดทานตะวันไปพลางถามไปพลาง “พี่สาวเธอไปคนเดียวเหรอ?”
“เปล่าๆ พี่เขยไปด้วย แต่พี่เขยน่ะเป็นคนง่ายๆ ไม่ชอบมีเรื่อง ตอนแรกก็พยายามจะห้ามอยู่หรอก แต่พอพี่สาวฉันโดนอีกฝ่ายตบเข้าให้เท่านั้นแหละ พี่เขยก็เข้าไปบวกเลย”
“อย่างนั้นก็ยังโอเคอยู่นะ”
“แต่เรื่องมันไม่จบแค่นั้นน่ะสิ ที่บ้านพี่เขยไม่พอใจที่พี่สาวฉันทำตัวกร่างเกินไป เลยสั่งให้แยกบ้านออกมา แล้วบ้านที่ได้ก็เป็นแค่ห้องเก็บของเก่า”
“ตอนนี้พี่สาวฉันเลยตั้งความหวังไว้ที่บ้านพักทหารของโรงงานเรานี่แหละ หวังว่าพี่เขยจะพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้มาสักห้อง” เถียนเมิ่งหย่าถอนหายใจยาว
เฉินชิงส่ายหน้า “ความหวังริบหรี่เต็มทน”
หวังเจี่ยฟ่างที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็พูดเสริมขึ้นมา “เสี่ยวเถียน ถ้าพ่อเธอไม่ยอมใช้เส้นช่วยล่ะก็ บอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้”
เรื่องบ้านพักทหารเป็นประเด็นร้อนที่คุยกันมาครึ่งค่อนปีแล้ว ตึกที่สองกำลังจะสร้างเสร็จอยู่รอมร่อ แต่โควตาของตึกแรกยังไม่ประกาศออกมาสักที มีแต่คนทะเลาะกันไปมา ไม่เคยมีใครพอใจผลการตัดสินเลยสักครั้ง
ขนาดพนักงานที่ทำงานที่นี่ทั้งสามีภรรยาและมีลูกแล้วยังไม่ได้บ้านเลย แล้วคู่แต่งงานใหม่จะไปหวังอะไรได้ ยกเว้นเสียแต่ว่าจะเป็นนักวิจัยระดับหัวกะทิหรือคนที่ทำคุณงามความดีให้กับโรงงานอย่างใหญ่หลวง
เหมือนสวรรค์จะเป็นใจ หัวหน้าหลิวเดินเข้ามาในห้องทำงานพอดี เขาตรงมาที่โต๊ะของเฉินชิงแล้วประกาศว่า
“เรื่องภารกิจจัดสรรบ้านพัก ทางผู้บริหารมีมติเป็นเอกฉันท์แล้วว่าจะให้แผนกการผลิต คณะกรรมการโรงงาน และแผนกเทคนิค รับผิดชอบร่างแผนการจัดสรรบ้านพักมาคนละหนึ่งฉบับ”
“แล้วจะมีการประชุมใหญ่อีกทีวันศุกร์หน้า ส่วนแผนของคณะกรรมการโรงงานเรา... ก็มอบให้เธอเป็นคนจัดการแล้วกัน”
“แหม... ฉันนี่ต้องขอบคุณหัวหน้าจริงๆ เลยนะคะ” เฉินชิงพูดลอดไรฟัน
เธอรู้ดีว่าทันทีที่รับงานนี้มา ไม่ว่าจะร่างแผนออกมาแบบไหน ก็ต้องมีคนเกลียดเธอเพิ่มขึ้นเป็นกองแน่นอน
หัวหน้าหลิวทำหน้าเจื่อนๆ “ผู้บริหารก็เล็งเห็นถึงความสามารถของเธอนั่นแหละน่า ตั้งใจทำหน่อยก็แล้วกัน ที่สำคัญห้ามทำแบบขอไปทีเด็ดขาดนะ”
“ไม่อย่างนั้นถ้าเขาดันเลือกใช้แผนของเธอขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็... เธอเอ๊ย ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะโดนคนด่าขนาดไหน”
เฉินชิงยกมือขึ้นอุดหู ทำเป็นไม่ได้ยิน
หัวหน้าหลิวรีบวางขวดพริกดองสับลงบนโต๊ะของเธอสองขวด “นี่ พริกดองสับที่เคยสัญญาไว้ แถมให้พิเศษอีกขวดเลย”
เฉินชิงปั้นยิ้มหวาน “ขอบคุณไปถึงทั้งตระกูลของหัวหน้าเลยค่ะ”
“ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก! อะแฮ่ม เธอยุ่งอยู่สินะ ฉันไม่กวนแล้ว” พูดจบหัวหน้าหลิวก็รีบเผ่นออกจากห้องไปทันที
เถียนเมิ่งหย่ามองเฉินชิงตาแป๋ว
เฉินชิงรีบยกมือขึ้นปิดตาเพื่อน “ไม่ต้องมามองฉันเลยนะ ขืนฉันทำอะไรแบบนั้นเข้าจริงๆ ล่ะก็ สิ่งที่รอฉันอยู่ข้างหน้าก็คือการโดนรุมทึ้งจนร่างแหลกไม่มีชิ้นดีแน่”
[จบบท]