บทที่ 2: ทองคำนั่นยกให้ฉันดีไหม
โรงงานเหล็กกล้าเมืองหลินไห่ตั้งตระหง่านอยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง กินอาณาเขตกว้างใหญ่หลายพันหมู่ ไม่เพียงแต่ตัวโรงงานเท่านั้นที่ใหญ่โต แต่บริเวณบ้านพักคนงานก็กว้างขวางจนสุดลูกหูลูกตาไม่แพ้กัน
ทางทิศใต้เป็นที่ตั้งของบ้านพักรวมซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าคนงานทั่วไป จะมีก็แต่ครอบครัวที่มีเส้นสายหรือมีคุณูปการต่อรัฐเท่านั้นที่จะได้บ้านเดี่ยวเป็นของตัวเอง เหมือนอย่างบ้านของเฉินชิง ที่พี่เขยของเธอได้สละชีพในสมรภูมิรบ ส่วนพ่อกับแม่ก็เป็นคนงานรุ่นบุกเบิกของโรงงานเครื่องจักร ซ้ำยังยอมพลีชีพเพื่อปกป้องโรงงานจากความสูญเสียครั้งใหญ่
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เฉินชิงได้ครอบครองบ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่าเช่นนี้ ท่ามกลางยุค 70 ที่ที่อยู่อาศัยเป็นของหายากยิ่งกว่าทองคำ
ส่วนทางทิศเหนือซึ่งเป็นเส้นทางตรงสู่ประตูใหญ่ของโรงงาน มีอาคารสองชั้นปลูกเรียงรายอยู่สิบกว่าหลัง แลดูโดดเด่นสะดุดตา ที่นั่นคือแดนสวรรค์ที่เหล่าคนงานในโรงงานเหล็กกล้าต่างใฝ่ฝันจะได้เข้าไปอยู่อาศัย
บรรดาผู้บริหารระดับสูงของโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการ หัวหน้าวิศวกร หรือที่ปรึกษา ต่างก็พำนักอาศัยอยู่ที่นั่น พร้อมพรั่งไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปรนเปรอพวกเขาโดยเฉพาะ
ร้านอาหารของรัฐก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากย่านบ้านพักรวมออกไปเกือบหนึ่งกิโลเมตร เฮ่ออวี้เสียงอยากรีบไปรีบกลับให้เร็วที่สุด จึงใส่เกียร์หมาวิ่งสุดฝีเท้าจนแทบจะกลายเป็นเงาซ้อน
เสียงตะโกนเรียกของป้าอวี๋ที่ดังมาจากปากซอยไม่อาจไล่ตามฝีเท้าที่มุ่งมั่นจะกลับบ้านของเด็กชายได้ทัน
ป้าอวี๋เพิ่งจะรู้ข่าวมาว่าเฉินชิงกำลังจะไปดูตัว และอาจจะทิ้งหลานสองคนนี้ไป เธอจึงตั้งใจจะมาส่งข่าวให้เด็กๆ เตรียมตัวเตรียมใจ แต่ก็คลาดกันไปเสียได้
“ได้เวลากินข้าวแล้ว กลับบ้านกันเถอะ”
เมื่อควันไฟจากการหุงหาอาหารเริ่มลอยอ้อยอิ่งขึ้นจากปล่องไฟของบ้านพักทางทิศใต้ ป้าอวี๋ก็เก็บข้าวของแล้วหอบเก้าอี้พับตัวเล็กกลับบ้านไปเช่นกัน
เรื่องใหญ่โตของบ้านคนอื่น สำหรับชาวบ้านแล้วก็เป็นได้เพียงแค่หัวข้อสนทนาสนุกปากเท่านั้น
เฮ่ออวี้เสียงที่วิ่งกลับมาถึงบ้านปานสายฟ้าฟาด ตรงดิ่งไปหาน้องสาวเป็นอันดับแรก
เฮ่ออวี้ถิงซึ่งนั่งรออย่างสงบเสงี่ยมอยู่บนขั้นบันได พอเห็นพี่ชายกลับมาดวงตาก็พลันสว่างวาบ “พี่คะ เมื่อกี้น้าทายาให้หนูจริงๆ ด้วยนะ”
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยาแดงฉานบนคางซึ่งเป็นหลักฐานชั้นดี
เฮ่ออวี้เสียงถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้จะยังไม่เข้าใจว่าทำไมน้าใจร้ายถึงได้เกิดเมตตาขึ้นมากะทันหัน แต่แค่เห็นว่าน้องสาวไม่เป็นอะไรก็พอใจแล้ว “งั้นน้องพักผ่อนไปก่อนนะ เดี๋ยวรอน้ากินข้าวเสร็จเมื่อไหร่ พี่จะตักโจ๊กธัญพืชมาให้”
โจ๊กธัญพืชในยุคนี้ทำจากมันเทศผสมกับข้าวกล้อง แม้จะไม่ระคายคอ แต่รสชาติก็ไม่ได้อร่อยเลิศเลออะไร
ทว่าสำหรับสองพี่น้องที่ความหิวโหยเป็นเรื่องปกติในชีวิตแล้ว พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์จะติเตียนอาหารจานนี้ได้เลย
“ค่ะ” เฮ่ออวี้ถิงขานรับอย่างว่าง่าย
เฮ่ออวี้เสียงได้ยินเสียงฝีเท้าของน้าดังแว่วมาจากในห้อง ความกังวลใจแล่นริ้วขึ้นมาในอก เขารีบฉวยกล่องข้าวเดินเข้าครัว แอบใช้ตะเกียบคีบเนื้อหมูชิ้นที่อยู่บนสุดออกจากกล่องข้าวอลูมิเนียม แล้วนำไปซ่อนไว้ที่สวนหลังบ้านเพราะกลัวว่ากลิ่นหอมจะโชยไปเตะจมูกใครเข้า
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เฮ่ออวี้เสียงจึงยกกล่องข้าวไปวางไว้บนโต๊ะในห้องโถง
บ้านหลังนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ห้องโถงกว้างที่สุดถูกใช้เป็นทั้งห้องนั่งเล่นและห้องกินข้าว ถัดไปเป็นห้องนอนสามห้องซึ่งเป็นของเด็กสองคนและเฉินชิงคนละห้อง
นอกจากนี้ยังมีห้องเล็กๆ อีกสองห้องที่แยกออกมา ห้องหนึ่งเป็นครัว อีกห้องเป็นห้องเก็บของ ส่วนห้องน้ำนั้นใช้เพียงแผ่นไม้กั้นไว้เป็นสัดส่วนเท่านั้น
บ้านหลังนี้คือขุมทรัพย์ที่ใครต่อใครในโรงงานต่างก็จ้องตาเป็นมัน
เฉินชิงที่เพิ่งจะเดินสำรวจรอบบ้านเสร็จก็มาประจันหน้ากับเฮ่ออวี้เสียงที่กำลังวางกล่องข้าวลงบนโต๊ะพอดี “ฉันหุงข้าวไว้ให้แล้วนะ เดี๋ยวไปล้างชามมาสามใบ ตักข้าวใส่ให้เรียบร้อยแล้วยกมา ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
“เรื่องอะไร”
เฮ่ออวี้เสียงจ้องเขม็งมาที่เธอ สายตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
ท่าทางไม่ต่างอะไรกับลูกหมาป่าที่พร้อมจะกระโจนเข้าใส่ได้ทุกเมื่อ
เฉินชิงแค่นหัวเราะ “ทำไมยะ หรือแกจะขัดคำสั่งฉันได้เหรอ”
ความอัดอั้นและความโกรธปะทุขึ้นในใจของเฮ่ออวี้เสียงจนใบหน้าแดงก่ำ
ผู้หญิงใจร้ายก็ยังเป็นผู้หญิงใจร้ายอยู่วันยังค่ำ
เฉินชิงมองแผ่นหลังเล็กๆ ที่เดินจากไปอย่างขุ่นเคืองของเขา แล้วยกมือขึ้นเท้าคางพลางครุ่นคิด นี่เธอติดนิสัยนางร้ายในนิยายมาหรือเปล่านะ ทำไมพอเห็นเด็กน้อยเป็นทุกข์แล้วเธอถึงได้รู้สึกบันเทิงใจแบบนี้
ไม่ปกติเลย นี่มันไม่ปกติเอาเสียเลย
ในฐานะเยาวชนยุคใหม่ เธอนี่แหละคือตัวแทนของหญิงสาวผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม ความดี และความงาม…
เฉินชิงนั่งลงที่โต๊ะอาหาร พลางขบคิดถึงเรื่องราวชีวิตของตัวเองต่อไป
ใช่แล้ว เธอทะลุมิติมาอยู่ในหนังสือ
แถมยังมีภาระติดตัวมาอีกสองชีวิต ซึ่งหนึ่งในนั้นอาจจะกลายเป็นระเบิดเวลาได้ทุกเมื่อ
แต่เรื่องพวกนั้นยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด
เธอเพิ่งจะล่วงรู้ความจริงข้อหนึ่งที่ทำให้เธออยากจะกดปุ่มรีเซ็ตชีวิตกลับไปเกิดใหม่ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เจ้าของร่างเดิมยอมตกลงปลงใจแต่งงานกับพ่อม่ายคนนั้น
เจ้าของร่างเดิม...เป็นหนี้!!!
แถมยังเป็นหนี้ก้อนโตถึง 178 หยวน
เด็กสองคนมีเงินบำนาญจากรัฐ ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าของร่างเดิมรับผิดชอบ เธอยังได้สืบทอดตำแหน่งงานของแม่จนได้เป็นพนักงานประจำ มีเงินเดือนถึง 36 หยวนต่อเดือน ไหนจะเงินเก็บของพี่สาวอีกกว่า 700 หยวนที่ทิ้งไว้ให้ก่อนตายอีก นับจากวันที่พี่สาวจากไปก็ยังไม่ถึงปี ไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรที่ทำให้เธอต้องขาดเงินได้
แต่เจ้าของร่างเดิมกลับเป็นพวกหน้าใหญ่ใจโต ในคณะกรรมการโรงงานมีลูกสาวของรองผู้อำนวยการอยู่คนหนึ่ง เธอเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของทุกคน แต่งตัวสวยสะพรั่งอยู่เสมอ เจ้าของร่างเดิมไม่ยอมให้ตำแหน่งดาวเด่นของโรงงานตกเป็นของใคร จึงทุ่มเงินมหาศาลไปกับการแต่งตัวประชันโฉม ชนิดที่ว่าต้องสวยกว่าลูกสาวรองผู้อำนวยการคนนั้นให้ได้
ผลลัพธ์ก็คือ...
กระเป๋าฉีกจนไม่เหลือชิ้นดี
เงิน 35 หยวนที่เหลืออยู่ในกระเป๋าคือสมบัติชิ้นสุดท้ายของบ้านหลังนี้
และคนที่ให้เจ้าของร่างเดิมยืมเงินก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นพ่อม่ายคนนั้น
เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ผิวขาวสะอาดสะอ้าน รูปร่างสูงโปร่ง สวมแว่นตากรอบทอง เป็นถึงหัวหน้าแผนกพลาธิการ แถมยังเคยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอีกต่างหาก เรียกได้ว่าเข้าข่ายสุภาพบุรุษจอมปลอมอย่างสมบูรณ์แบบ
ตามเนื้อเรื่องในนิยาย เขาปฏิบัติต่อเจ้าของร่างเดิมดีมาก
เรียกได้ว่าเป็นคนดีคนหนึ่งเลยทีเดียว
แต่เฉินชิงไม่ได้มีรสนิยมชมชอบการเป็นแม่เลี้ยงใคร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อในบ้านมีภาระให้ต้องดูแลอยู่แล้วถึงสองคน
“น้าคะ ข้าวมาแล้วค่ะ”
เฮ่ออวี้ถิงประคองถ้วยข้าวด้วยสองมืออย่างระมัดระวัง เพราะกลัวว่าจะทำตกเหมือนคราวก่อน
“อืม”
เรื่องปากท้องสำคัญที่สุด
เฉินชิงเปิดฝากล่องข้าวอลูมิเนียมออก กลิ่นหอมฉุยของเนื้อหมูก็โชยแตะจมูก
หมูสามชั้นสีแดงฉ่ำวาวเป็นประกายมันเยิ้มยั่วน้ำลาย สองพี่น้องกลืนน้ำลายลงคอพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เฉินชิงคีบเนื้อหมูชิ้นหนึ่งเข้าปาก ดวงตาก็พลันเบิกกว้างด้วยความประทับใจ
ในฐานะเด็กกำพร้า มีน้อยคนนักที่จะทำอาหารไม่เป็น
และบังเอิญว่า...เธอคือหนึ่งในนั้น
ชาติที่แล้วเธอต้องรัดเข็มขัดประหยัดเงินทุกหยวนเพื่อซื้อบ้านและจ่ายเงินดาวน์ ทำให้ต้องกินอยู่อย่างอดๆ อยากๆ ไม่คิดเลยว่าจะได้มาลิ้มรสของอร่อยในยุค 70 แบบนี้
ทันทีที่เนื้อหมูเข้าปาก รสชาติของซอสที่เข้มข้นก็แผ่ซ่านไปทั่วลิ้น เนื้อสัมผัสที่แน่นแต่นุ่มละมุน ผสานเข้ากับความเผ็ดร้อนของพริกและกระเทียมได้อย่างลงตัว รสชาติที่หลากหลายมิติและความหอมอร่อยนี้ทำให้เฉินชิงรู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์
เฮ่ออวี้เสียงรู้ดีว่าเธอไม่มีทางแบ่งให้เขาแน่ เมื่อเห็นน้องสาวมองตาละห้อย เขาจึงจงใจพูดขึ้นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ “น้ามีเรื่องจะคุยกับพวกเราไม่ใช่เหรอครับ”
“ใช่ มีเรื่องหนึ่ง”
เฉินชิงกำลังเรียบเรียงคำพูดในใจ
“มีอะไรทำไมน้าไม่พูดมาตรงๆ ล่ะครับ”
ท่าทีอ้ำๆ อึ้งๆ แบบนั้น นึกว่าเป็นคนขี้เกรงใจเสียอีก
เฮ่ออวี้เสียงแอบเบ้ปาก
เฉินชิงจึงคีบเนื้อหมูใส่จานให้สองพี่น้องคนละชิ้น
คราวนี้ แม้แต่เฮ่ออวี้ถิงยังต้องยืดตัวตรงด้วยความประหลาดใจ
เฮ่ออวี้เสียงยกระดับการป้องกันขึ้นสูงสุด พร่ำเตือนตัวเองในใจว่าอย่าหลงกลยาพิษเคลือบน้ำตาลของศัตรูเป็นอันขาด
“กินสิ ทำไมไม่กินล่ะ”
“มีอะไรก็พูดมาสิ!”
เฮ่ออวี้เสียงตวาดกลับอย่างฉุนเฉียว
“ดูแกทำเข้าสิ ทำไมใจร้อนเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้” เฉินชิงคีบหมูผัดพริกเผาเข้าปากอีกชิ้น ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ฉันจำได้ว่าพ่อของพวกแกที่ไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็น ทิ้งทองคำไว้ให้ชิ้นหนึ่งใช่ไหม ฉันกำลังจะซื้อจักรเย็บผ้าสักคัน แกเอาทองนั่นมาช่วยฉันหน่อยเป็นไง ไม่ต้องห่วงนะ พอฉันใช้จักรรับจ้างหาเงินได้เมื่อไหร่ รับรองว่าพวกแกต้องได้ส่วนแบ่งด้วยแน่”
“ไม่มีทาง!”
เขารู้อยู่แล้วว่าผู้หญิงใจร้ายคนนี้ต้องมีแผนการชั่วร้ายอยู่ในใจ
ที่แท้ก็ต้องการทองคำของเขานี่เอง
นั่นเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่พ่อทิ้งไว้ให้ ต่อให้ต้องตายเขาก็ไม่มีวันยกให้เธอเด็ดขาด
เฉินชิงเม้มปากเป็นเส้นตรง สีหน้าบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด
เฮ่ออวี้ถิงที่เห็นท่าไม่ดีก็เริ่มสะอื้นไห้เบาๆ ด้วยความหวาดกลัว
“น่ารำคาญจริง” เฉินชิงสบถออกมา
เธอวางตะเกียบลงบนโต๊ะเสียงดังปัง แล้วลุกเดินกลับเข้าห้องไป
เนื้อหมูยังเหลืออยู่อีกตั้งครึ่งหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณของตัวร้ายในเรื่อง...เขาน่าจะจัดการมันเรียบใช่ไหม
[จบบท]