บทที่ 202: คำอธิษฐานวันเกิด
แววตาของเฮ่ออวี้เสียงเปลี่ยนไปทันควัน เขารีบตั้งการ์ดสูงปรี๊ด
"อารู้ได้ยังไง น้าเป็นคนบอกอาเหรอครับ"
"เปล่า" เฮ่อหย่วนตอบเรียบๆ
"แล้วอาไปรู้มาจากไหนครับ" เด็กหนุ่มยังคงไม่วางใจ เขาก้าวเท้าเข้ามาชิดอีกนิดเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบ
สายตาของเฮ่ออวี้เสียงในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับลูกหมาป่าที่พร้อมจะกระโจนเข้าใส่ได้ทุกเมื่อ หากคำตอบที่ได้รับไม่เป็นที่น่าพอใจ เฮ่อหย่วนมองดวงตาดำขลับคู่นั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน
"ตอนอยู่นอกเมือง อาบังเอิญเห็นคนขายแผ่นเสริมส้นรองเท้า พอเห็นว่าเธอเองก็มีอยู่ในมือ เลยลองเดาดู"
คิ้วของเฮ่ออวี้เสียงขมวดมุ่นเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม
แค่เห็นของเหมือนกัน ก็เดาได้เลยว่าเขากำลังลักลอบค้าขายเนี่ยนะ มันจะง่ายเกินไปหน่อยไหม
"แล้วอาจะสั่งห้ามไม่ให้ผมขายของหรือเปล่าครับ" เขาถามเสียงแข็ง
"ถ้าวันนึงทำเงินได้ไม่ถึงหนึ่งหยวนก็ตามใจเธอเลย ถึงโดนจับได้ก็คงไม่โดนลงโทษอะไรหนักหนา แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่หาเงินได้เกินวันละหนึ่งหยวน ห้ามทำเด็ดขาดจนกว่านโยบายของรัฐจะเปลี่ยนแปลง"
เรื่องตลาดมืดเป็นสิ่งที่รัฐบาลพยายามปราบปรามมาตลอด แต่ขณะเดียวกันก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น เพราะของในสหกรณ์การค้าและการตลาดมันไม่เคยมีพอสำหรับทุกคน
เฮ่อหย่วนรู้สถานะของตัวเองดี ในฐานะที่เกิดมาในตระกูลนายทุน เขาไม่มีวันที่จะเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องค้าขายได้เลย
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาวที่จะต้องคอยหวาดระแวงทุกฝีก้าว
"อ้อ" เฮ่ออวี้เสียงรับคำในลำคอ
"งั้นผมก็ไม่ต้องแบ่งเงินให้อาสินะครับ"
แค่ต้องแบ่งกำไรให้น้าสาวครึ่งหนึ่งก็ปวดใจจะแย่แล้ว นี่ยังมีคุณอาคนเล็กโผล่มาอีกคน ถ้าต้องแบ่งให้เขาด้วย เผลอๆ อาจจะขาดทุนย่อยยับเลยก็ได้
"อาไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน"
คำตอบของเฮ่อหย่วนทำเอาเฮ่ออวี้เสียงถึงกับไปไม่เป็น
ให้ตายเถอะ เป็นประโยคที่ฟังแล้วน่าหมั่นไส้ชะมัด
"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว อาก็รีบไปทำงานเถอะครับ" เขาตัดบทด้วยน้ำเสียงห้วนๆ
เฮ่อหย่วนหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากห้องเงียบๆ เขานึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าพรสวรรค์ด้านการค้าขายของตระกูลที่ข้ามรุ่นพ่อกับลุงไป รวมถึงข้ามตัวเขากับพี่ชายไป จะมาปรากฏให้เห็นในตัวของหลานชายคนนี้
เด็กอายุแค่นี้กลับกล้าได้กล้าเสียลุกขึ้นมาทำมาค้าขาย ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันผิดนโยบายของรัฐ เรียกได้ว่าใจเด็ดไม่เบาเลย
เฮ่ออวี้เสียงมองตามหลังอาไปจนลับตา ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วเดินกลับไปหาเฉินชิงที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์โรงงานอยู่
"น้าจะได้เลื่อนตำแหน่งเมื่อไหร่ครับ"
"อย่าคุยเรื่องซวยๆ แบบนั้นได้ไหม" เฉินชิงสวนกลับมาทันที
ทุกวันนี้แค่ตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มเล็กๆ งานที่ได้รับมอบหมายก็ใหญ่เกินตัวจนแทบกระอักเลือดอยู่แล้ว ถ้าได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าแผนกขึ้นมาจริงๆ สงสัยคงได้ลาโลกไปเฝ้าพญายมก่อนวัยอันควรแน่ๆ
"น้าต้องเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองสิครับ" เฮ่ออวี้เสียงยังคงไม่ยอมแพ้
"น้าเชื่อมั่นในกำปั้นของน้ามากกว่ามั้ง" เฉินชิงพูดพลางทำท่าจะง้างหมัดใส่
"พอพวกเธอพูดจาดีๆ ทีไร ไม่เคยมีเรื่องดีๆ ตามมาสักครั้ง รีบไปอาบน้ำเข้านอนเลยไป พรุ่งนี้ต้องตื่นไปโรงเรียนแต่เช้านะ"
เฮ่ออวี้เสียงเห็นน้าสาวทำตัวไม่เอาไหนแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงๆ
เขาหวังเหลือเกินว่าสักวันหนึ่ง น้าของเขาจะใจถึงได้อย่างคุณอาบ้าง
ความจริงแล้วเขาก็พอจะมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่ง แต่เงินก้อนนั้นเขากันไว้ให้น้องสาว ถึงแม่จะเคยบอกว่าพ่อทิ้งเงินไว้ให้เยอะแยะมากมาย แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่ามันมากแค่ไหนกันแน่
อีกอย่างถ้าเขาใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยเกินตัวขึ้นมา ก็อาจจะโดนพรรคเพ่งเล็งได้ง่ายๆ ถึงตอนนั้นทองคำที่ซ่อนไว้ก็คงไม่ต่างอะไรจากก้อนหินที่ไร้ค่า
ในเมื่อน้องสาวไม่มีทั้งพ่อและแม่ เขาก็ต้องเป็นคนดูแลทุกอย่าง ทั้งหาตำแหน่งงานดีๆ ให้ทำ ทั้งเก็บเงินเตรียมไว้เป็นสินสอด
ถ้าเป็นไปได้ เขาอยากให้ฝ่ายชายแต่งเข้าบ้านด้วยซ้ำ จะได้หมดห่วงว่าน้องจะถูกรังแก
แต่ถ้าทำแบบนั้นก็หมายความว่าต้องสร้างบ้านเพิ่มอีก แค่ห้องเล็กๆ ห้องเดียวก็ปาเข้าไปหลายร้อยหยวนแล้ว เฮ่ออวี้เสียงคิดวนไปวนมาจนรู้สึกปวดหัวตุบๆ
จำได้ว่าน้าเคยบอกว่าในวันเกิด เราจะสามารถขอพรได้หนึ่งข้อ งั้นเขาลองขอดูบ้างดีกว่า
‘ขอให้ตอนผมอายุสิบเจ็ด ผมเก็บเงินได้สามพันหยวนด้วยเถอะ’
เด็กหนุ่มหลับตาอธิษฐานในใจ
‘หวังว่าท่านจะช่วยผมนะครับ’
‘แต่ถ้าไม่ช่วย ผมก็จะทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาด้วยมือของผมเอง’
เขาไม่ใช่คนที่จะฝากความหวังไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลมๆ แล้งๆ แต่ในเช้าวันต่อมา ตอนที่ได้รับซองอั่งเปาหนาปึกสองซอง เฮ่ออวี้เสียงก็อดคิดไม่ได้ว่า บางทีในบ้านหลังนี้อาจจะมีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่จริงๆ ก็ได้
"ขอบคุณครับอา ขอบคุณครับน้า"
[จบบท]