บทที่ 209: เย็บสิบห้าเข็ม
เฮ่อหย่วนกำลังง่วนอยู่กับการประกอบชิงช้าที่เขาตั้งใจทำขึ้นมาเป็นพิเศษ
โครงสร้างหลักที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างนั้นเกิดจากการนำเศษเหล็กที่หาได้มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ส่วนสำคัญอย่างตลับลูกปืนที่ช่วยให้การแกว่งไกวเป็นไปอย่างราบรื่นก็ถูกถอดมาจากเครื่องกลึงเก่าที่ไม่ใช้งานแล้ว
สำหรับตัวที่นั่งเขาเลือกใช้แผ่นไม้เอล์มที่แข็งแรงทนทาน ก่อนจะนำมาที่นี่เขาก็จัดการขัดผิวไม้จนเรียบเนียนมาจากโรงงานเรียบร้อยแล้ว ส่วนสุดท้ายคือเชือกป่านอย่างหนาถึงสามเกลียวที่ถูกนำมาใช้เป็นสายยึด
ขั้นตอนการประกอบเริ่มต้นขึ้นเมื่อเขานำเชือกป่านทั้งสี่เส้นมาร้อยผ่านรูที่เจาะเตรียมไว้บนแผ่นไม้ จากนั้นจึงใช้วิธีผูกเงื่อนที่เรียกว่าเงื่อนชาวประมงซึ่งเป็นแบบที่เขาดัดแปลงขึ้นมาเองเพื่อยึดทุกอย่างเข้าด้วยกัน
คุณสมบัติพิเศษของเงื่อนชนิดนี้คือยิ่งได้รับแรงดึงมากเท่าไหร่ ปมเชือกก็จะยิ่งรัดแน่นมากขึ้นเท่านั้น และยังไม่ส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของเส้นใยเชือกอีกด้วย
เฮ่อหย่วนคำนวณความสูงของที่นั่งจากพื้นดินไว้ที่ 45 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะที่ปลอดภัยสำหรับเด็กๆ และก่อนจะสิ้นสุดการประกอบ เขาก็ไม่ลืมที่จะผูกปมกันลื่นไว้ที่ตำแหน่งต่ำกว่าที่นั่งลงไป 20 เซนติเมตร เพื่อให้เด็กๆ ใช้เป็นที่วางเท้าเวลาเล่น
เฮ่ออวี้ถิงนั่งยองๆ อยู่ไม่ไกล สองมือเล็กๆ วางประสานกันไว้บนหัวเข่าอย่างสำรวม เธอนั่งมองคุณอาของเธอทำงานอย่างใจจดใจจ่อ ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น
จนกระทั่งชิ้นส่วนต่างๆ ถูกประกอบเข้าด้วยกันจนกลายเป็นชิงช้าที่สมบูรณ์ เธอจึงได้สติแล้วเอ่ยถามขึ้นมาว่า
“คุณอาคะ ชิงช้านี่นั่งพร้อมกันหลายคนได้ไหมคะ”
“สี่คนนั่งได้สบายเลย”
“ว้าว!”
แววตาของเฮ่ออวี้ถิงเป็นประกายด้วยความดีใจ
ในขณะเดียวกัน เฮ่ออวี้เสียงที่ยืนดูอยู่ก็เอ่ยถามเฮ่อหย่วนขึ้นมาบ้าง “อากับน้าจะไปทำอะไรกันที่ชานเมืองเหรอครับ แถวนั้นเห็นว่ามีแต่ภูเขา ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจเลย”
เฮ่ออวี้ถิงที่ได้ยินพี่ชายพูดแบบนั้นก็หันขวับไปมองทันทีพร้อมกับแย้งขึ้นมาว่า
“แต่หนูอยากไปนี่คะ หนูชอบภูเขา”
เฮ่ออวี้เสียงได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อเห็นว่าน้องสาวอยากไปจริงๆ
เขาก็คงต้องยอมตามใจ
พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของเดือนตุลาคม และยังเป็นวันคล้ายวันเกิดของเฮ่ออวี้ถิงอีกด้วย ในเมื่อเจ้าตัวเขาชอบภูเขา การไปเที่ยวที่นั่นก็คงเป็นของขวัญที่ดีสำหรับน้อง
ช่วงนี้เป็นช่วงวันเกิดของคนในครอบครัวพวกเขาทั้งสามคนที่เวียนมาติดๆ กัน จนรู้สึกว่าการฉลองมันเริ่มจะซ้ำซากไปแล้ว
เฮ่ออวี้เสียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอขึ้นมาว่า “แล้วเราต้องชวนเหมาเหมาไปด้วยหรือเปล่า”
เขารู้ดีว่าการที่เฮ่ออวี้ถิงต้องเล่นกับเขาคงเป็นอะไรที่น่าเบื่อ แต่ถ้าได้เล่นกับเหมาเหมา ทุกอย่างคงจะสนุกขึ้นอีกเยอะ
เฮ่ออวี้ถิงแสดงท่าทีลังเล “เดี๋ยวหนูต้องไปถามคุณน้าก่อนค่ะ”
เฉินชิงที่ได้ยินบทสนทนาของเด็กๆ จึงแนะนำให้ทั้งสองคนไปถามครอบครัวของเหมาเหมาด้วยตัวเองเลยจะดีกว่า
“ไปถึงก็ต้องบอกรายละเอียดให้ชัดเจนนะจ้ะ ว่าบนเขามันไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นเท่าไหร่ ถ้าพวกเขายังอยากจะมา ก็บอกไปว่าพรุ่งนี้แปดโมงเช้าให้ไปเจอกันที่ป้ายรถประจำทางของสหกรณ์การค้าและการตลาดนะ”
“รับทราบค่ะ!”
เฮ่ออวี้ถิงรับคำสั่งแล้วก็รีบวิ่งออกไปทันที
เฮ่ออวี้เสียงเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งตามน้องสาวของเขาไป
เถียนเมิ่งหย่าที่นั่งมองภาพเด็กหญิงตัวน้อยวิ่งอย่างกระฉับกระเฉงก็อดที่จะเอ่ยปากชมไม่ได้ “เสี่ยวอวี้บ้านเธอดูเป็นเด็กที่สดใสร่าเริงดีจังเลยนะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว ก็น่ารักหลานฉันน่ารักซะขนาดนั้น!”
เฉินชิงตอบกลับพร้อมกับเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างภาคภูมิใจ
เถียนเมิ่งหย่าพยักหน้าเห็นด้วย “อืม ใช่เลย ดูเหมือนเด็กที่เธอเลี้ยงมากับมือจริงๆ”
เธอเว้นช่วงไปนิดหนึ่งก่อนจะถามต่อ “ว่าแต่พรุ่งนี้ที่พวกเธอจะไปปีนเขากันนี่ มีทาเลียไปด้วยใช่ไหม”
“ถ้าเหมาเหมาตัดสินใจจะมาด้วย ทาเลียก็คงจะมาเหมือนกันนั่นแหละ”
“อ๋อ...” เถียนเมิ่งหย่าเห็นว่าบทสนทนาดูจะจบลงดื้อๆ แถมเฉินชิงยังกลับไปสนใจแทะอ้อยในมือต่ออย่างเอร็ดอร่อย ความน้อยใจก็พุ่งขึ้นมาทันที
“นี่เธอไม่คิดจะชวนฉันเลยใช่ไหม!!!”
ในใจของเธอกำลังประท้วงเสียงดังว่าทั้งที่เธอเป็นคนที่รู้จักกับเฉินชิงก่อนใครเพื่อน ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ในช่วงแรกๆ จะไม่ค่อยราบรื่นนัก แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันก็พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นแล้วไม่ใช่เหรอ
แล้วทำไมทุกครั้งที่มีทาเลียอยู่ด้วย เฉินชิงถึงได้ดูสนิทสนมกับทาเลียมากกว่าเธอเสมอ มันไม่ยุติธรรมเลย!
เฉินชิงเห็นท่าทางแบบนั้นก็รีบแก้ไขสถานการณ์ทันที “สหายเถียนเมิ่งหย่า ไม่ทราบว่าจะกรุณาให้เกียรติไปเที่ยวด้วยกันในวันพรุ่งนี้ได้ไหมคะ”
“ไม่ไปย่ะ” เถียนเมิ่งหย่ากอดอกพร้อมกับสะบัดหน้าหนีไปอีกทางอย่างแง่งอน
เฉินชิงเห็นแบบนั้นจึงขยับตัวเข้าไปใกล้ๆ อีกหน่อยพร้อมกับส่งเสียงออดอ้อน
“ไปเถอะนะ ไปด้วยกันนะ ฉันขอร้องเธอเลยนะ ได้โปรด”
เถียนเมิ่งหย่าที่พยายามกลั้นยิ้มอยู่ พยายามเก็บอาการดีใจไว้ไม่อยู่
“ก็ได้ๆ ในเมื่อเธอขอร้องกันขนาดนี้แล้วนะ!”
“จ้ะๆ ฉันขอร้องเธอเอง” เมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวอารมณ์ดีขึ้นแล้ว เฉินชิงจึงชวนคุยต่อ
“นี่เธอไม่กินอ้อยจริงๆ เหรอ ตอนเช้าฉันอุตส่าห์ไปแย่งซื้อมาตั้งห้าท่อนแน่ะ ตอนนี้ฉันว่าฉันใกล้จะบรรลุเป็นปรมาจารย์ด้านการเลือกอ้อยแล้วนะ รับรองได้เลยว่าท่อนที่ฉันเลือกมาหวานฉ่ำจริงๆ”
เถียนเมิ่งหย่าปฏิเสธทันควัน “ไม่เอาล่ะ”
ของแบบนั้นเคี้ยวทีไรเป็นต้องปวดกรามทุกที
เฉินชิงยักไหล่ “โอเค งั้นตามใจ”
ว่าแล้วเธอก็ก้มหน้าก้มตาแทะอ้อยของตัวเองต่อไป
เอาจริงๆ เธอก็รู้สึกปวดกรามอยู่เหมือนกัน
แต่มันหวานชื่นใจจริงๆ นี่นา! อีกอย่างราคาอ้อยก็ไม่ใช่ว่าจะถูกๆ เงินของเธอช่วงนี้มีแต่รายจ่ายไหลออกเป็นน้ำ
วันนี้เธอเพิ่งจะลองสรุปบัญชีดู หลังจากหักค่าใช้จ่ายที่จำเป็นสำหรับช่วงเวลาที่เหลือของเดือนนี้ออกไปแล้ว เธอก็มีเงินเก็บเกิน 80 หยวนไปแล้ว
ซึ่งสำหรับช่วงเวลาที่เธอไม่ได้หารายได้เสริมมาพักใหญ่ การมีเงินเก็บเท่านี้ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจอย่างมากแล้ว
***
เมื่อไปถึงบ้านสไตล์ตะวันตก เฮ่ออวี้ถิงก็ตรงเข้าไปหาเหมาเหมาเพื่อถามว่าพวกเขาอยากจะไปเที่ยวด้วยกันในวันพรุ่งนี้หรือไม่
เหมาเจี้ยนกั๋วสวนกลับมาทันที “ไม่ไปโว้ย!”
ณ เวลานี้ เขาไม่อยากจะเห็นหน้าเฉินชิงแม้แต่วินาทีเดียว
ในฐานะที่เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่เข้าร่วมการประชุมเมื่อวาน ทางหน่วยงานได้ขอให้เขาไปเยี่ยมจ้าวกวางหรง ซึ่งทำให้เขาต้องยอมเสียวันลาอันมีค่าไปหนึ่งวันเต็มๆ
สภาพของจ้าวกวางหรงที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้นั้นช่างน่าสังเวช หน้าผากด้านขวามีรอยเย็บเจ็ดเข็ม ส่วนด้านซ้ายอีกแปดเข็ม รวมทั้งหมดเป็นสิบห้าเข็ม!
ไม่เพียงเท่านั้น บริเวณแก้มยังมีรอยฟกช้ำสีเขียวอมม่วง บวมเป่งจนผิดรูป เป็นภาพที่น่าหวาดเสียวสำหรับใครก็ตามที่ได้เห็น
เหมาเหมาที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวกลับร้องออกมาอย่างตื่นเต้น “แต่ผมจะไป! ผมอยากไป!”
เหมาเจี้ยนกั๋วหันไปตวาดใส่ลูกชาย “ถ้าลูกยังไม่หุบปาก พ่อจะอัดลูกให้เละเลยคอยดู”
ไอ้ลูกชายตัวแสบของเขาไม่รู้เลยสักนิดว่าเฉินชิงนั้นน่ากลัวเพียงใด ผู้หญิงที่กล้าหาญชาญชัยถึงขนาดทุบหัวผู้ชายตัวโตๆ จนเลือดตกยางออกต่อหน้าธารกำนัลได้นั้น มันไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว!
จริงอยู่ที่ทาเลีย ภรรยาของเขาก็ชอบใช้กำลังอยู่บ้าง แต่เธอก็ทำแบบนั้นกับเขาแค่คนเดียว และส่วนใหญ่มันก็เป็นเพียงการหยอกล้อกันระหว่างสามีภรรยาเท่านั้น แต่เฉินชิงแตกต่างออกไป เธอคนนั้นโหดเหี้ยมเกินไปมาก
เป็นผู้หญิงที่เก่งกาจรอบด้าน ทั้งเรื่องใช้กำลังและใช้สมอง
เรียกได้ว่าเป็นบุคคลอันตรายที่ไม่ควรไปมีเรื่องด้วยอย่างเด็ดขาด
ที่ผ่านมาเขาก็สร้างความไม่พอใจให้เฉินชิงอยู่บ่อยครั้ง แล้วถ้าคราวนี้เธอเกิดนึกครึ้มอกครึ้มใจอยากจะมาสั่งสอนเขาบ้างจะทำอย่างไร
เหมาเหมายังคงดื้อรั้น “ผมจะไปให้ได้ ผมจะไป ผมจะไป!”
ในที่สุดทาเลียก็เอ่ยปากขึ้นมาสั้นๆ แต่เด็ดขาด “ไป!”
เหมาเหมาโห่ร้องอย่างดีใจ เตรียมจะจูงมือเฮ่ออวี้ถิงเข้าไปเล่นในห้องของเขา
แต่เฮ่ออวี้ถิงส่ายหน้าปฏิเสธ “ตอนนี้คุณอาเฮ่อหย่วนกำลังทำชิงช้าให้คุณน้าของฉันอยู่นะ นายไม่อยากไปดูที่บ้านของฉันเหรอ”
คำพูดนั้นทำให้เหมาเหมาตกตะลึงจนอ้าปากค้าง “บ้านของเธอจะมีชิงช้าเป็นของตัวเองได้ยังไงกัน”
เฮ่ออวี้ถิงเชิดใบหน้าขาวอมชมพูของเธอขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “ได้สิ~”
เหมาเหมาตาลุกวาว “ถ้าอย่างนั้นฉันต้องไปดูให้ได้!”
พูดจบเขาก็จูงมือเฮ่ออวี้ถิงวิ่งออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว
เฮ่ออวี้เสียงที่ตามมาด้วยจึงหันไปบอกกับทาเลียว่า “คุณป้าครับ งั้นเราเจอกันพรุ่งนี้เช้าแปดโมงตรงที่ป้ายรถเมล์ของสหกรณ์การค้าและการตลาดนะครับ”
“ได้เลยจ้ะ งั้นคืนนี้ฝากดูแลเหมาเหมาด้วยนะ”
“ได้ครับ”
เฮ่ออวี้เสียงพยักหน้ารับคำ
จากนั้นก็รีบหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เหมาเจี้ยนกั๋วแสดงท่าทีเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดแสน “ผมบอกคุณแล้วใช่ไหมว่าเฉินชิงน่ะน่ากลัวจะตาย เมื่อวานคุณไม่ได้ไปเห็นเหตุการณ์ที่มันน่าสะพรึงขนาดนั้น คุณไม่รู้หรอกว่ามันสยองขวัญแค่ไหน”
“ฉันก็รู้สึกเสียดายเหมือนกันนะ ที่ไม่มีโอกาสได้เห็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจแบบนั้น แล้วก็ไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นเพื่อปรบมือให้กำลังใจเธอ”
“อะไรนะ”
“จ้าวกวางหรงโดนเย็บไปสิบห้าเข็มแล้วมันจะทำไม ในเมื่อแม่ลูกหกชีวิตนั่นต้องทนทุกข์กับความหนาวเหน็บมานานกี่ปี”
“คุณเคยเข้าใจความพยายามของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องเลี้ยงลูกถึงห้าคนเพียงลำพัง พร้อมกับต้องต่อสู้ดิ้นรนในแผนกที่เต็มไปด้วยผู้ชายเพื่อแย่งชิงตำแหน่งแรงงานตัวอย่างมาให้ได้บ้างไหม”
“ไม่เลย คุณไม่เคยเข้าใจหรอก พวกเขาต้องอยู่อย่างแออัดยัดเยียดแค่ไหน ถูกตัดสวัสดิการที่ควรจะได้รับไปมากเท่าไหร่ ต้องทนหิวโหยมานานแค่ไหน คุณรู้บ้างรึเปล่า ไม่เลย คุณไม่รู้อะไรเลย”
ทาเลียระเบิดอารมณ์ออกมาจนต้องผลักเขาให้พ้นตัว
เหมาเจี้ยนกั๋วรีบขยับเข้าไปใกล้ๆ อีกครั้ง พยายามแก้ตัวว่า “แต่ฝ่ายสตรีของโรงงานเครื่องจักรเราก็ทำงานได้ดีไม่ใช่เหรอ”
“แต่หัวหน้าหลินก็มีแค่คนเดียวนะ” ทาเลียหวนนึกถึงวันที่เธอไปเยี่ยมครอบครัวนั้น น้ำเสียงของเธอก็สั่นเครือขึ้นมา
“พวกเธอเป็นแค่แม่ม่ายกับลูกๆ ที่ไม่มีใคร ถ้าพวกเธอกล้าร้องเรียนขึ้นมา หัวหน้าหลินอาจจะช่วยได้แค่ครั้งคราว แต่สุดท้ายก็จะถูกจ้าวกวางหรงหาเรื่องกลั่นแกล้งจนต้องออกจากงานอยู่ดี”
“การที่เธอยอมสละตำแหน่งแรงงานตัวอย่างไป ส่วนหนึ่งก็เพื่อปกป้องงานของเธอเอาไว้”
คำพูดนั้นทำให้เหมาเจี้ยนกั๋วถึงกับเงียบไป
เพราะเขาก็รู้ดีว่ามันคือความจริง
ทาเลียกล่าวต่อไปว่า “จากที่คุณเล่าเหตุการณ์เมื่อวานให้ฉันฟัง เฉินชิงได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาอย่างเต็มที่แล้ว ตอนนี้แม่ลูกทั้งหกคนได้เป็นที่รู้จักของทุกคน เธอคนนั้นจะได้ตำแหน่งแรงงานตัวอย่างกลับคืนมา”
“จะได้บ้านหลังใหม่ และไม่ต้องหวาดกลัวการถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงานอีกต่อไป เพราะกรณีของจ้าวกวางหรงได้กลายเป็นบรรทัดฐานไปแล้ว”
“ต่อให้ใครจะโกรธแค้นแค่ไหน ก็ต้องยำเกรงเฉินชิง และแน่นอนว่าความโกรธของบรรดาหัวหน้าที่ต้องเสียบ้านไปก็จะพุ่งเป้าไปที่เฉินชิงคนเดียว”
“คนที่ต้องย้ายไปทำงานที่แผนกผลิตก็คือเธอ”
“เธอคือคนเดียวที่ต้องเสียสละผลประโยชน์ของตัวเองอย่างแท้จริง”
เหมาเจี้ยนกั๋วไม่มีคำพูดใดๆ จะมาโต้แย้งได้อีก
หลังจากเงียบไปเนิ่นนาน เขาก็พึมพำออกมาด้วยความรู้สึกผิด “ผมเข้าใจผิดไปเอง”
[จบบท]