บทที่ 21: จุดเริ่มต้นของค่ำคืน
แม้จะทิ้งตัวลงบนเตียงแล้ว แต่ใจของเฉินชิงก็ยังคงสั่นระรัวไม่หยุด
ให้ตายสิ!
เธอเล่นงานเฮ่อหย่วนไว้ซะขนาดนั้น เขาคงไม่ฉวยโอกาสนี้ไปเป่าหูพวกหัวหน้าในงานเลี้ยงหรอกนะ!
ความคิดนั้นทำให้เฉินชิงทุบเตียงระบายอารมณ์ ก่อนจะรีบค้นหาต้นฉบับเกี่ยวกับทาวเวอร์เครนที่ซุกไว้ใต้ออกมาอย่างร้อนรน
หวังว่าสมบัตินี้จะช่วยต่อชีวิตเธอไปได้อีกหน่อย
ค่ำคืนนั้นหญิงสาวนอนพลิกตัวไปมา ความกังวลกัดกินจนข่มตาหลับไม่ลง
ผลคือเช้าวันรุ่งขึ้นเฉินชิงก็ปรากฏตัวด้วยขอบตาดำคล้ำราวกับหมีแพนด้า สภาพอิดโรยไร้ชีวิตชีวาจนหัวหน้าหลิวที่เดินสวนมาถึงกับต้องขมวดคิ้วมุ่น
“เฉินชิง นี่เธออดหลับอดนอนไปทำอะไรมา?”
“ก็กังวลเรื่องงานน่ะสิคะ วันนี้เป็นวันชี้ชะตางานเลี้ยงที่ฉันอุตส่าห์ทุ่มเทเตรียมการ จะไม่ให้ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับได้ยังไงล่ะคะ”
“แน่ใจนะ?” หัวหน้าหลิวถามด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าไม่เชื่อแม้แต่คำเดียว
“แน่นอนสิคะ!” เฉินชิงเชิดหน้าตอบอย่างมั่นใจ
นี่คือจิตวิญญาณของคนรักชาติที่พร้อมอุทิศตนเพื่องาน
“ฉันไม่เชื่อ”
คำตอบของหัวหน้าหลิวทำให้เฉินชิงอยากจะกรอกตามองบนให้ถึงดาวอังคาร
หัวหน้าบ้าอำนาจ!
หัวหน้าหลิวโบกมือไล่ให้เธอไปเดินตรวจตราตามแผนกต่างๆ ตามหน้าที่ปกติของเจ้าหน้าที่คณะกรรมการโรงงาน
เฉินชิงหาวหวอด คว้าสมุดบันทึกแล้วเดินลากเท้าไปยังแผนกการผลิตด้วยท่าทางราวกับคนละเมอ
เสียงทรงอำนาจตะโกนไล่หลังมา “ยืดหลังให้มันตรงๆ หน่อย!!”
“ค่า...” เธอตอบรับเสียงยานคางอย่างขอไปที
พอมาถึงแผนกการผลิต สายตาหลายคู่ก็จับจ้องมาที่เธอ หัวหน้ากลุ่มคนหนึ่งเอ่ยทักด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นสภาพของหญิงสาว
“สงสัยจะโหมงานตัดเย็บจนเหนื่อยเกินไปล่ะสิ?”
“ไม่ใช่สักหน่อยค่ะ ช่วงนี้ฉันอุทิศแรงกายแรงใจทำงานให้โรงงานอย่างเต็มที่ต่างหาก พวกคุณดูรอยคล้ำใต้ตานี่เป็นหลักฐานสิคะ”
“ไม่เชื่อลองไปถามเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศฉันดูได้เลยว่าฉันขยันขนาดไหน เหมาะที่จะได้รับตำแหน่งแบบอย่างแรงงานดีเด่นเลยนะคะ”
เธอถนัดนักเรื่องพูดจาเกินจริง
แน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อคำพูดของเธอเลยสักคน!
ทุกคนต่างลงความเห็นว่าเธอคงมัวแต่ไปทุ่มเทให้กับงานเสริมจนกระทบกับงานหลักมากกว่า
แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร สภาพของเธอก็ไม่ต่างจากคนที่ไร้ซึ่งกระดูกสันหลัง ยืนเอนพิงกำแพงอย่างอ่อนระโหยโรยแรง ปล่อยให้เหล่าหัวหน้ากลุ่มรุมล้อมเข้ามาเพื่อระบายความคับข้องใจ
“กลุ่มเรามีสหายสองคนชุดทำงานขาดเพราะความทุ่มเทในการทำงาน อยากให้โรงงานช่วยเบิกชุดใหม่ให้ก่อนกำหนดด้วย”
“ทำไมกลุ่มเราถึงได้ตั๋วปันส่วนเนื้อสัตว์แค่ใบเดียว ในขณะที่กลุ่มอื่นได้ถึงสามใบ พวกเราก็ทำงานในโรงงานเดียวกัน ผลงานก็ไล่เลี่ยกัน เพียงเพราะพวกเขาโชคดีได้ใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยกว่า ก็เลยมีสิทธิ์มากดขี่พวกเราอย่างนั้นเหรอ มันยุติธรรมที่ไหนกัน!”
“กลุ่มฉันไม่ค่อยมีคนงานเก่าฝีมือดี แต่ตัวฉันก็แก่แล้วนะเสี่ยวชิง เธอต้องช่วยไปพูดกับหัวหน้าหลิวให้หน่อยนะว่าฉันสมควรจะได้บ้านพักหลังใหญ่กว่านี้ ไม่อย่างนั้นครอบครัวฉันที่มีสมาชิกตั้งสิบกว่าชีวิตจะไปซุกหัวนอนกันที่ไหน”
***+
เสียงบ่นพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย
เฉินชิงก็ยังคงยืนสัปหงกรับฟังอย่างตั้งใจ
ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
เมื่อเสียงออดสัญญาณพักเที่ยงดังขึ้น เฉินชิงก็สะดุ้งตื่น ปิดสมุดบันทึกฉับ แล้วพุ่งทะยานไปยังโรงอาหารราวกับติดจรวด!
ต่อให้ฟ้าจะถล่มดินจะทลาย แต่เรื่องปากท้องต้องมาก่อนเสมอ
ขณะที่กำลังเอร็ดอร่อยกับมื้ออาหาร หัวหน้าหลิวก็เดินปรี่เข้ามาหา
“คืนนี้ในฐานะผู้รับผิดชอบหลัก เธอต้องไปร่วมต้อนรับคณะนักวิจัยกับพวกผู้บริหารด้วย ทำให้ดีที่สุดล่ะ พยายามโน้มน้าวให้พวกเขาอยู่ต่อกับเราให้ได้ ถ้าเธอยังก่อเรื่องอีกล่ะก็ ฉันจะส่งเธอไปดัดนิสัยที่แผนกการผลิต”
อาหารมื้ออร่อยพลันหมดรสชาติไป
“นี่มันขัดต่อกฎระเบียบนะคะ ฉันไม่ได้ทำความผิดอะไร อยู่ๆ จะสั่งย้ายฉันไปแผนกการผลิตแบบนี้ มันหมายความว่าในหมู่ผู้บริหารมีคนที่ไม่หวังดีต่อประชาชนแฝงตัวอยู่ ฉันจะ...”
“พอๆ หยุดพล่ามได้แล้ว! เธอเนี่ยมันปากดีชะมัด!”
หัวหน้าหลิวหัวเสียอย่างเห็นได้ชัด
เขาเอ่ยปากเพียงหนึ่งประโยค
แต่เธอกลับสวนกลับมาได้เป็นสิบ!
ดุด่าไปก็เปล่าประโยชน์
“สรุปว่าคืนนี้ต้องทำงานล่วงเวลา เข้าใจไหม!”
“เข้าใจแล้วค่ะ...”
ดูเหมือนว่าการทำงานล่วงเวลาแบบไร้กฎเกณฑ์จะเป็นเรื่องปกติของยุค 70 สินะ
ช่วงบ่ายวันนั้น เฉินชิงใช้เวลาทั้งหมดไปกับการนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม เพื่อชดเชยพลังงานที่จะต้องสูญเสียไปในค่ำคืนนี้ ท่ามกลางสายตาที่แทบจะลุกเป็นไฟของหัวหน้าหลิว ซึ่งทำได้เพียงไประเบิดอารมณ์ใส่เพื่อนร่วมงานคนอื่นในห้องข้างๆ แทน
ตกเย็น ระหว่างทางไปร่วมงานเลี้ยงของผู้บริหาร เขาก็บรรจงอบรมเธอไม่หยุดหย่อนราวกับพ่อที่กำลังส่งลูกสาวเข้าห้องสอบ
“ถึงที่นั่นแล้วห้ามเถียง ห้ามพูดจาไม่เข้าหูใครเด็ดขาด ตอนอยู่ที่คณะกรรมการโรงงานเธอจะป่วนแค่ไหนฉันไม่ว่า แต่คนที่จะมาในคืนนี้ล้วนเป็นบุคคลสำคัญ ไม่ใช่คนที่เราจะไปมีเรื่องด้วยได้ เข้าใจที่ฉันพูดไหม?”
“เข้าใจค่ะ”
“ตอบให้มันมีชีวิตชีวาหน่อย!”
“เข้าใจแล้วค่ะ!”
เฉินชิงตะเบ็งเสียงตอบกลับไป
เสียงของเธอทำให้เหล่านักวิจัยที่กำลังจะเดินขึ้นไปชั้นสองของโรงอาหารต้องหันมามองเป็นตาเดียวกัน
หัวหน้าหลิวหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะรีบส่งยิ้มแห้งๆ ไปให้ทุกคน
“ไม่มีอะไรครับ พอดีเธอเป็นคนเสียงดังไปหน่อย ทุกท่านอย่าได้ถือสาเลย เชิญขึ้นไปทานอาหารที่ชั้นบนได้ตามสบายเลยครับ”
คณะนักวิจัยที่มาในครั้งนี้มีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว แถมยังมีช่วงอายุที่หลากหลาย ตั้งแต่หนุ่มสาววัยยี่สิบต้นๆ ไปจนถึงผู้อาวุโสวัยเจ็ดสิบกว่า เรียกได้ว่าเป็นการระดมพลคนทุกรุ่นอย่างแท้จริง
เห็นได้ชัดว่าผู้จัดการโรงงานมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้โรงงานเครื่องจักรกลแห่งนี้ก้าวขึ้นสู่สามอันดับแรกของประเทศให้ได้!
ในบรรดานักวิจัยทั้งหมด เฮ่อหย่วนดูจะโดดเด่นสะดุดตาที่สุด เขาเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มและมีใบหน้าที่หล่อเหลาเกินใคร เขามองตรงไปข้างหน้าโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองเฉินชิงเลยสักนิด
ทว่ากลับเป็นฝ่ายเฉินชิงเสียเองที่ไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้
ผื่นแดงที่เห็นเมื่อวานบัดนี้เหลือเพียงรอยจางๆ จนแทบมองไม่เห็นเมื่ออยู่ห่างกันในระยะนี้
เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็คสีดำขับให้รูปร่างของเขาดูสูงโปร่งและสง่างามราวกับต้นสนที่ตั้งตระหง่าน บุคลิกของเขาดูสุขุมเยือกเย็นเป็นพิเศษ
ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่บริเวณเชิงบันได แววตาที่เย็นชาภายใต้เปลือกตาขาวสะอาด จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางเฉียบ โครงหน้าทั้งหมดเกิดเป็นเงาตัดกับแสงไฟสีแดงเข้ม ช่างเป็นความงามที่แฝงไปด้วยเสน่ห์อันตราย
สมแล้วที่เป็นชายหนุ่มรูปงามที่ทำให้เธอประทับใจตั้งแต่แรกพบ
เอ๊ะ? แต่ทำไมมองไปมองมา ถึงได้รู้สึกว่าหน้าตาเขาคล้ายกับเจ้าเด็กแสบที่บ้านอย่างบอกไม่ถูก
ขณะเดียวกัน เหล่านักวิจัยคนอื่นๆ ก็พากันมองมาที่เฉินชิงด้วยความสนใจไม่แพ้กัน
หลังจากที่ทุกคนทยอยขึ้นไปชั้นบนจนหมดแล้ว
หัวหน้าหลิวก็หันมามองเธอด้วยสีหน้าโกรธจัดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน “เฉินชิง ถ้าคืนนี้เธอไม่ทำตัวดีๆ ล่ะก็ ฉันจะสละตำแหน่งหัวหน้าให้เธอมาทำแทนเลย คอยดู!”
คำขู่นี้ช่างร้ายกาจและน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ทำเอาเฉินชิงถึงกับไปไม่เป็น!
“ฉันรับประกันเลยค่ะ ว่าคืนนี้ฉันจะเผยด้านที่ดีที่สุดของฉันออกมาให้ทุกคนได้ประจักษ์แน่นอน”
เธอยืดหลังตรง ฉีกยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร
หัวหน้าหลิวได้แต่มองตามร่างของหญิงสาวที่เดินขึ้นไปยังชั้นสองของโรงอาหาร
ณ วินาทีนั้น เขาก็ไม่แน่ใจว่าตนเองควรจะรู้สึกดีใจหรือเสียใจกันแน่
หลังจากที่ขู่สารพัดวิธี ในที่สุดเขาก็ค้นพบว่าการใช้ตำแหน่งของตัวเองมาขู่ คือวิธีเดียวที่จะปราบยัยตัวแสบนี่ได้!
หัวหน้าหลิวพยายามจัดแต่งทรงผมที่บางลงทุกวันของตัวเองให้เข้าที่ ก่อนจะเดินตามเฉินชิงขึ้นไปสมทบ
งานเลี้ยงในค่ำคืนนี้จัดขึ้นเพื่อต้อนรับคณะนักวิจัย ซึ่งถือเป็นแขกคนสำคัญที่ผู้จัดการโรงงานกำชับมาเป็นพิเศษ อาหารทุกจานจึงได้รับการรังสรรค์อย่างพิถีพิถัน ทั้งไก่ เป็ด ห่าน และปลา ถูกจัดวางอย่างสวยงามบนโต๊ะ
อาหารแต่ละจานมีปริมาณที่เยอะเป็นพิเศษ
เพื่อให้แขกทุกคนได้อิ่มหนำสำราญอย่างเต็มที่
เฉินชิงมองอาหารเลิศรสเหล่านั้นตาเป็นประกาย
ทว่ายังไม่ทันจะได้ฝันหวาน หลังมือของเธอก็ถูกตีเบาๆ หัวหน้าหลิวโบกมือเป็นสัญญาณให้เธอตามออกไปข้างนอก ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับพวกเขา
ทั้งสองคนยืนทำหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับอยู่หน้าประตูชั้นสอง คอยต้อนรับเหล่าผู้บริหารระดับสูงของโรงงานเครื่องจักรกลที่ทยอยเดินทางมาถึง ทุกครั้งที่มีคนเดินผ่าน พวกเขาก็จะโค้งคำนับอย่างพร้อมเพรียง
เมื่อผู้บริหารทุกคนเข้าไปในงานจนครบแล้ว หัวหน้าหลิวก็ยังไม่วายหันมากระซิบกำชับ
“ทำตัวดีๆ ล่ะ! อย่าทำตัวเป็นกบในกะลา เข้าใจไหม? เธอต้องแสดงบารมีของดาวเด่นประจำโรงงานออกมาให้ทุกคนได้เห็น”
“ดาวเด่นแล้วได้อะไรคะ? ได้เงินเพิ่มหรือเปล่า?” เฉินชิงย้อนถามทันควัน
หัวหน้าหลิว “...”
เขาไม่น่าปล่อยให้ผู้จัดการเสิ่นเรียกยัยตัวปัญหานี่มาตั้งแต่แรก
จะหวังให้เธอช่วยพูดจาหว่านล้อมให้พวกนักวิจัยอยู่ต่อได้น่ะหรือ? แค่ไม่ทำตัวให้พวกเขาโมโหจนหนีกลับไปก็ถือว่าบุญโขแล้ว
ระหว่างที่ยืนรออยู่ข้างนอก หัวหน้าหลิวซึ่งเปรียบเสมือนทั้งหัวหน้าและผู้ใหญ่ที่รู้จักกับแม่ของเธอมานาน ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“ผู้จัดการโรงงานของเราน่ะ ทุ่มสุดตัวเพื่อจะให้โรงงานติดอันดับหนึ่งของประเทศจนแทบจะกลายเป็นความหมกมุ่นไปแล้ว เดี๋ยวเข้าไปในนั้นมีแต่ผู้ชายเต็มไปหมด เธอยังเด็กเข้าไปคนเดียวอาจจะไม่ชิน ถ้าอึดอัดก็เรียกฉันนะ เดี๋ยวฉันจะเข้าไปสลับให้”
เฉินชิงหันไปมองเขาด้วยความประหลาดใจ
สายตาของเธอทำให้หัวหน้าหลิวรู้สึกประหม่า “มองอะไรของเธอ?”
“หัวหน้าหลิว ที่แท้คุณก็เป็นคนดีกับเขาเป็นเหมือนกันนะเนี่ย ที่ผ่านมาฉันคงเข้าใจคุณผิดไปเอง”
เฉินชิงตบไหล่เขาปุๆ “วางใจได้เลยค่ะ เพื่อไม่ให้คุณต้องรีบสละตำแหน่งอันทรงเกียรติให้ฉัน ฉันจะพยายามอย่างสุดความสามารถเลย!”
เหตุผลที่ดาวเด่นของโรงงานอย่างเจ้าของร่างเดิมถูกเรียกตัวมาในงานเลี้ยงแบบนี้ เจ้าของร่างอาจจะยังไร้เดียงสาเกินกว่าจะเข้าใจ แต่สำหรับเฉินชิงที่เคยผ่านประสบการณ์ถูกหัวหน้างานหื่นกามในชาติก่อนปฏิบัติต่อราวกับเป็นวัตถุสิ่งของที่พร้อมจะส่งต่อไปให้ใครก็ได้มานับครั้งไม่ถ้วน เธอเข้าใจสถานการณ์นี้ดี
เธอเป็นเพียงเด็กกำพร้า
ไร้ญาติขาดมิตร
การได้รับโอกาสให้ทำงานที่มีเงินเดือนสูงขนาดนี้
ก็ถือเป็นบุญคุณที่ต้องทดแทน
แต่ถ้าเฉินชิงคิดจะเลือกเส้นทางที่ตกต่ำ เธอก็คงจะเดินไปบนเส้นทางนั้นนานแล้ว ไม่ใช่พยายามขวนขวายหาความรู้ใส่ตัวอย่างที่เป็นอยู่
“หัวหน้าหลิวคะ ผู้จัดการเสิ่นให้มาตามสหายเฉินชิงเข้าไปพบค่ะ”
[จบบท]