บทที่ 213: บทเรียนของเสี่ยวอวี้(แก้ไข)
ท่ามกลางทิวเขาที่เงียบสงบ แสงอาทิตย์ลอดผ่านม่านเมฆบางเบาลงมาอาบรดผืนดินเป็นหย่อมๆ เฉินชิงซุกใบหน้าเข้ากับซอกคออันอบอุ่นของเฮ่อหย่วน พยายามปรับลมหายใจที่สั่นระรัวของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ
‘ให้ตายเถอะ อยู่ดีไม่ว่าดีหาเรื่องใส่ตัวจนได้!’
ก็ใครใช้ให้เธอไปแกล้งยั่วเขาก่อนกันเล่า ผลลัพธ์ก็คือตอนนี้ร่างกายมันไม่รักดีเอาเสียเลย หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ขาแข้งก็อ่อนเปลี้ยจนแทบจะยืนไม่อยู่
เฮ่อหย่วนเองก็มีอาการไม่ต่างกัน เขาทำได้เพียงลูบแผ่นหลังของเธอเบาๆ อย่างเก้ๆ กังๆ เพื่อช่วยให้เธอผ่อนคลาย แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนเลือดทั้งหมดในกายกำลังสูบฉีดขึ้นไปกองรวมกันที่ศีรษะ ทำให้สมองขาวโพลนจนนึกอะไรไม่ออกว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป
สายลมเย็นๆ พัดโชยมาเป็นระลอก แต่กลับไม่อาจลดทอนความร้อนบนใบหน้าของคนทั้งสองที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงได้เลย หลังจากปล่อยให้ความเงียบทำงานอยู่เนิ่นนาน ในที่สุดเฮ่อหย่วนก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบลง
"เป็นอะไรไหมครับ"
"ฉันสบายดีมาก!" เฉินชิงตอบกลับเสียงดังฟังชัด ทำทีเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วผละออกจากอ้อมกอดของเขาอย่างรวดเร็ว
ความอบอุ่นที่หายไปทำให้เฮ่อหย่วนรู้สึกโหวงในใจ เขานึกอยากจะตบปากตัวเองที่ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย พอเห็นเธอเดินลิ่วๆ เข้าไปในป่า เขาก็ไม่รอช้ารีบก้าวตามไปติดๆ
ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงติดตา แม้ความตื่นเต้นจะทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับสัมผัสนั้นเลือนรางไปบ้าง แต่ภาพที่เธอเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เขาก่อนหน้านั้นกลับชัดเจนเป็นพิเศษ ท่ามกลางแสงแดดอุ่นที่สาดส่อง รอยยิ้มของเธอดูงดงามจนทำให้โลกทั้งใบสว่างไสว ไม่ว่าจะนึกถึงอีกกี่ครั้ง หัวใจของเขาก็ยังคงสั่นไหวอย่างรุนแรง
เขาขยับมายืนเคียงข้างเฉินชิง ก่อนที่นิ้วก้อยของเขาจะค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปเกี่ยวก้อยของเธออย่างลองเชิง แล้วจึงเปลี่ยนเป็นการสอดประสานนิ้วมือของพวกเขาทั้งสิบเข้าไว้ด้วยกันและกอบกุมไว้แน่น
เฉินชิงเหลือบมองมือที่จับกันไว้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาให้ความสนใจกับภารกิจเดิมของพวกเขา "คุณช่วยตั้งใจมองหาเหยื่อหน่อยได้ไหม ไม่อย่างนั้นไก่ป่าแค่ตัวเดียวที่เราอุตส่าห์จับมาได้ คงไม่พอให้ทุกคนกินกันหรอกนะคะ"
"ผมจะพยายามครับ" เฮ่อหย่วนรับคำ แต่แล้วก็อดที่จะพูดเสริมไม่ได้ "คุณนี่เป็นคนที่แน่วแน่กับเป้าหมายจริงๆ" แม้แต่ในช่วงเวลาแบบนี้ สิ่งที่เธอคิดถึงก็ยังคงเป็นเรื่องของปากท้อง
"ก็ช่วยไม่ได้นี่คะ ฉันมันทั้งจนแล้วก็ทั้งตะกละ"
คำตอบของเธอทำให้เฮ่อหย่วนหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
เฉินชิงหันไปค้อนให้วงหนึ่ง แววตาฉายความอิจฉาออกมาอย่างไม่ปิดบัง "ไม่ต้องมาขำเลย รอให้ฉันกลับไปทำงานเสริมสร้างรายได้ก่อนเถอะ ถึงตอนนั้นเงินเดือนของฉันจะแซงหน้าคุณไปหลายขุมเลยคอยดู"
"ถ้าอย่างนั้นผมก็จะพยายามพัฒนาตัวเองให้ก้าวไปพร้อมๆ กับคุณก็แล้วกัน"
"หมายความว่ายังไงคะ"
"ผมจะพยายามเลื่อนตำแหน่งให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ เงินเดือนจะได้ขยับขึ้นอีกขั้นหนึ่ง"
"โอ้โห ให้มันได้อย่างนี้สิ" เฉินชิงรู้สึกหมั่นไส้ระคนอิจฉาจนต้องใช้หัวของตัวเองโขกเข้ากับแขนของเขาเบาๆ
"ฉันกำลังจะโดนย้ายไปแผนกช่างกลอยู่แล้ว คุณไม่คิดว่าฉันน่าสงสารบ้างเหรอ"
เฮ่อหย่วนแกล้งถอนหายใจ "น่าสงสารจริงๆ นั่นแหละ"
เฉินชิงเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ พอเห็นรอยยิ้มขบขันบนใบหน้าของเขา เธอก็เลือดขึ้นหน้า "เฮ่อหย่วน!!! นี่คุณกำลังล้อฉันเล่นใช่ไหม"
ใบหน้าที่บึ้งตึงกับแก้มที่พองลมเล็กน้อยของเธอทำให้เฮ่อหย่วนอดใจไม่ไหว ต้องเอื้อมมือไปหยิกแก้มนั้นเบาๆ ยิ่งเห็นดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นอีก เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอน่ารักน่าเอ็นดู
"คุณรู้ตัวไหมว่าเดี๋ยวนี้คุณชักจะกำเริบเสิบสานมากขึ้นทุกวันแล้วนะ" เฉินชิงโวยวาย
"ก็คุณนั่นแหละที่ตามใจผมเอง" เขาตอบกลับหน้าตาเฉย
คำตอบของเขาทำเอาเฉินชิงถึงกับพูดไม่ออก "คุณนี่มัน...คุณนี่มันจริงๆ เลย"
เฮ่อหย่วนมองคนตรงหน้าที่โกรธจนหน้าแดงก่ำอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะรวบตัวเธอเข้ามากอดไว้แน่น "ผมมีความสุขจริงๆ นะ"
"แต่ฉันไม่มีความสุข" เธอสวนกลับทันควัน ในใจรู้สึกอิจฉาในโชคชะตาด้านการงานของเขาอย่างบอกไม่ถูก
"ถ้างั้นเราไปล่าสัตว์กันต่อดีกว่า" เฮ่อหย่วนคลายอ้อมกอดแล้วจูงมือเธอขึ้นมาเขย่าเบาๆ อารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัด
เฉินชิงเห็นแววตาที่เปี่ยมสุขของเขาก็ใจอ่อน ยอมให้อภัยในความขี้แกล้งของเขาแต่โดยดี
หลังจากใช้เวลาเสาะหาของป่ากันอยู่นานสองนาน จนกระทั่งบ่ายคล้อยพวกเขาก็ได้ฤกษ์ลงจากเขาเสียที ผลงานในวันนี้ถือว่ายอดเยี่ยม เพราะในตะกร้าหลังมีทั้งไก่ป่าตัวอ้วนพี 1 ตัว กระต่ายป่าอีก 3 ตัว แถมยังมีไข่ไก่ป่าอีกถึง 13 ฟอง
เฮ่ออวี้เสียงถึงกับอ้าปากค้างเมื่อเห็นผลงานของน้าสาวกับคนรักของน้า "พวกคุณน้าคุณอาสองคนเปลี่ยนอาชีพไปเป็นนายพรานกันเลยดีไหมเนี่ยครับ"
เหมาเจี้ยนกั๋วที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็กล่าวเสริมด้วยความทึ่ง "ใช่ ต่อให้เป็นนายพรานมืออาชีพก็ยังไม่แน่ว่าจะหามาได้เยอะขนาดนี้"
ก็จริงอย่างที่พวกเขาว่า ถ้าบนภูเขามันอุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ ป่านนี้ชาวบ้านคงแห่กันขึ้นมาแสวงโชคกันหมดแล้ว เฉินชิงถูกชมจนรู้สึกตัวลอย เธอเท้าคางทำท่าครุ่นคิดอย่างจริงจังว่าควรจะยึดอาชีพนี้เป็นอาชีพเสริมดีหรือไม่
มู่เจี้ยนกั๋วที่ร่วมคณะมาด้วยเอ่ยขึ้น "ต้องบอกว่าพวกคุณโชคดีมากกว่าครับ ช่วงก่อนหน้านี้สัตว์ใหญ่บนเขาเพิ่งถูกจัดการไป แต่ในป่าลึกยังมีหมูป่าอยู่เยอะ พวกมันอันตรายมาก ทางที่ดีอย่าเข้าไปบ่อยนักเลยครับ"
"ค่ะๆ เข้าใจแล้วค่ะ เราจะเป็นพลเมืองดีที่เคารพกฎหมายแน่นอน" เฉินชิงรับคำอย่างว่าง่าย
ทุกคนพร้อมใจกันเหลือบมองของป่าที่อัดแน่นอยู่ในตะกร้าแล้วส่ายหัวเบาๆ ทำเรื่องแบบนี้แล้วยังกล้าบอกว่าตัวเองเป็นคนดีได้เต็มปากเต็มคำอีกนะ!
แน่นอนว่าของป่ามากมายขนาดนี้คงจะจัดการบนเขาไม่ได้ มู่เจี้ยนกั๋วจึงอาสาพาไปยังริมแม่น้ำเจ้าประจำ "ที่นั่นค่อนข้างสงบ พวกเราจะได้ย่างของที่หามาได้กินกันตรงนั้นเลย"
"เป็นความคิดที่ดีมากเลยค่ะ" เฉินชิงเห็นด้วยอย่างยิ่ง มีทหารอย่างมู่เจี้ยนกั๋วอยู่ด้วยแบบนี้ ต่อให้คนจากคณะกรรมการปฏิวัติผ่านมาเห็นก็ไม่กล้าเข้ามายุ่งวุ่นวายแน่นอน
ระหว่างที่เดินตามมู่เจี้ยนกั๋วไปยังจุดหมาย เฉินชิงก็แอบย่องไปกระซิบถามเถียนเมิ่งหย่า "นี่เธอชอบเขาใช่ไหม"
เธอรู้สึกว่าโลกมันกลมอย่างน่าประหลาด สามีของทาเลีย เพื่อนสนิทคนหนึ่งของเธอชื่อเหมาเจี้ยนกั๋ว ส่วนคนที่เถียนเมิ่งหย่า เพื่อนสนิทอีกคนแอบมีใจให้ก็ดันชื่อมู่เจี้ยนกั๋ว เป็น "เจี้ยนกั๋ว" เหมือนกันเสียด้วย คนหนึ่งเป็นนักวิชาการ อีกคนเป็นทหาร ดูแล้วช่างเป็นความบังเอิญที่น่าสนใจ
เถียนเมิ่งหย่าเม้มปากเล็กน้อยก่อนจะยอมเล่า "ก่อนหน้านี้เขาเคยให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอ แต่พ่อฉันปฏิเสธไป เพราะท่านมองว่าฐานะทางบ้านเขาไม่คู่ควรกับเรา ถึงเราจะไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกัน แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย
ที่ผ่านมาฉันก็ยังคิดถึงเขาอยู่เรื่อยๆ พอวันนี้ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ได้พูดคุยกัน ฉันก็ยิ่งแน่ใจว่าฉันชอบเขามากจริงๆ แต่ครอบครัวของเขาก็ค่อนข้างซับซ้อน ที่สำคัญคือตอนนี้ฉันอยากจะหาผู้ชายที่ยอมแต่งเข้าบ้านมากกว่า ไม่อยากจะลดตัวลงไปลำบากเพื่อใครอีกแล้ว"
"สหายเถียนเมิ่งหย่า เธอมีความคิดที่เติบโตขึ้นมากจริงๆ!" เฉินชิงเอ่ยชมจากใจจริง
คำชมนั้นทำให้เถียนเมิ่งหย่าหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย แต่ความลังเลที่เคยมีตลอดช่วงเช้ากลับมลายหายไปจนหมดสิ้น
"ถ้าชอบเขาขนาดนั้น ทำไมไม่ลองถามเขาดูล่ะว่าเขายอมที่จะเป็นเขยแต่งเข้าบ้านหรือเปล่า" เฉินชิงเสนอ
"เขาไม่ยอมหรอก"
"ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ"
"พ่อของเขาเป็นถึงผู้ใหญ่บ้าน ท่านคาดหวังในตัวเขาสูงมาก" เถียนเมิ่งหย่าถอนหายใจ "ถ้าเขากล้าทิ้งครอบครัวเพื่อความรัก รับรองได้เลยว่าพ่อของเขาต้องมาด่าฉันถึงบ้านแน่ๆ"
"ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยไปเถอะ ดูท่าทางครอบครัวเขาจะรับมือยากอยู่เหมือนกัน"
"นั่นสิ" เถียนเมิ่งหย่ามีสีหน้าเศร้าสร้อยลง
เฉินชิงจึงตบบ่าเพื่อนเบาๆ เป็นการปลอบใจ "ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวไก่ป่าที่ฉันล่ามาได้ พอจัดการย่างเสร็จแล้วมันจะมีน่องอร่อยๆ สองข้าง อันหนึ่งฉันจะเก็บไว้ให้เสี่ยวอวี้ ส่วนอีกอันเป็นของเธอ"
เพียงเท่านั้น เถียนเมิ่งหย่าก็กลับมายิ้มได้อีกครั้ง อย่างน้อยเธอก็ยังได้รับการดูแลที่ดีกว่าทาเลียล่ะนะ!
บรรยากาศการทำอาหารริมแม่น้ำเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีเฮ่อหย่วนกับมู่เจี้ยนกั๋วรับหน้าที่เป็นพ่อครัวหลัก และเฮ่ออวี้เสียงเป็นลูกมือคอยช่วยหยิบจับนั่นนี่
เฉินชิงมองหลานชายที่ดูจะยุ่งอยู่ตลอดเวลา แล้วหันมาสนใจหลานสาวตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของเธอแทน "การแข่งขันเป็นยังไงบ้างจ๊ะคนเก่ง"
เสี่ยวอวี้ซบหน้ากับอกของน้าสาวด้วยท่าทีหงอยเหงา ไม่นานน้ำตาเม็ดโตก็ร่วงเผาะลงมา "หนูได้ที่ 6 เองค่ะ ผลงานแย่มาก ต้องเป็นเพราะหนูไม่ได้เข้าเรียนวิชาการงานครบทุกคาบแน่ๆ เลย"
เฉินชิงแปลกใจเล็กน้อย เธอค่อยๆ วางหลานสาวลงบนพื้น แล้วย่อตัวลงไปอยู่ในระดับสายตา ก่อนจะใช้นิ้วโป้งเกลี่ยน้ำตาออกจากแก้มยุ้ยๆ นั้นอย่างอ่อนโยน "เสี่ยวอวี้ของน้ามีความมุ่งมั่นขนาดนี้เชียว เก่งที่สุดเลยรู้ไหม"
"แต่หนูแพ้นี่คะ หนูอยากได้ที่ 1 แล้วพี่ชายก็แพ้เหมือนกัน" เสี่ยวอวี้รู้สึกอับอายที่ตัวเองร้องไห้หลังจากพ่ายแพ้ จึงก้มหน้างุดแล้วพูดเสียงอู้อี้
"เราแพ้กันทั้งคู่เลย ทั้งๆ ที่ตอนแรกหนูยังบอกอยู่เลยว่าจะต้องชนะให้ได้แท้ๆ"
"การอยากเอาชนะไม่ใช่เรื่องผิดเลยนะจ๊ะ พรุ่งนี้น้าจะไปคุยกับคุณครูของหนูเอง ให้หนูได้เข้าเรียนวิชาการงานให้ครบทุกคาบ ตกลงไหม"
เสี่ยวอวี้พยักหน้ารับอย่างแข็งขัน
"หลังจากนี้ น้าจะหาเวลาพาหนูมาเล่นที่นี่บ่อยๆ ให้หนูได้ฝึกฝน แล้วค่อยกลับไปแข่งกับพวกเขาใหม่ เรามาตั้งเป้าหมายกันดีไหมว่าครั้งหน้าจะต้องได้ที่ 5 ให้ได้ แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยๆ พัฒนาฝีมือขึ้นไปทีละนิด"
"ตกลงค่ะ!"
เสี่ยวอวี้กำหมัดเล็กๆ ของเธอแน่น ดวงตากลมโตที่เคยเอ่อคลอไปด้วยน้ำตากลับลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น "แต่ค่ารถแพงมากเลยนะคะ หนูจะตั้งใจเรียนวิชาการงานที่โรงเรียนให้ได้ที่ 1 ก่อน แล้วค่อยกลับมาแข่งกับพวกเขาที่นี่"
เฉินชิงยิ้มกว้างด้วยความเอ็นดู "เป็นความคิดที่ดีมากเลย ไม่อย่างนั้นถ้าเรามาบ่อยๆ พี่ชายของหนูต้องบ่นแน่ๆ ว่าเราสองคนใช้เงินเปลือง"
คำพูดของน้าสาวทำให้เสี่ยวอวี้หลุดหัวเราะออกมาคิกคัก แสงแดดอุ่นๆ ที่สาดส่องลงบนใบหน้าเล็กๆ ขับให้ขนอ่อนบนผิวดูเด่นชัดขึ้น ทำให้แก้มใสๆ นั้นดูราวกับลูกท้อสุกปลั่งน่าชิม แม้ว่าที่แพขนตายาวงอนจะยังคงมีหยาดน้ำตาเกาะพราวอยู่ แต่ดวงตาของเธอกลับโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว และเริ่มกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างมีความสุขอีกครั้ง
[จบบท]