บทที่ 214: ลงพื้นที่แผนกงาน(แก้ไข)
เฮ่ออวี้เสียงขมวดคิ้ว เขาไม่เคยเข้าใจความคิดของน้องสาวตัวเองได้เลยสักครั้ง การทุ่มเถียงเพื่อเอาชนะในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้มีความหมายอะไร มันต่างอะไรกับการเอาเวลาไปโยนทิ้งเล่นกันเล่า แต่พอเหลือบไปเห็นรอยยิ้มกว้างของเฮ่ออวี้ถิงที่กำลังดีใจสุดขีด เขาก็ทำได้แค่เก็บคำบ่นทุกอย่างลงคอไปเงียบๆ ปล่อยให้เหมาเหมาที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์หัวเราะเอิ๊กอ๊ากตามน้ำไปคนเดียว
เขาจูงมือน้องสาวตัวน้อยเดินไปยังริมลำธารใสสะอาดที่ไหลเอื่อยๆ อยู่ไม่ไกล กระแสน้ำนิ่งสนิทจนมองเห็นก้อนกรวดและฝูงปลาตัวเล็กแหวกว่ายอยู่เบื้องล่าง ระดับน้ำก็ตื้นเขิน แค่พอท่วมข้อเท้า ไม่ถึงครึ่งแข้งของเด็กๆ ด้วยซ้ำ พวกผู้ใหญ่ที่นั่งมองอยู่ห่างๆ จึงปล่อยให้เด็กๆ เล่นน้ำกันได้อย่างสบายใจ
เฮ่ออวี้ถิงกับเหมาเหมาไม่รอช้า รีบถอดรองเท้าทิ้งไว้บนฝั่งแล้วพากันลงไปเดินย่ำน้ำสาดใส่กันอย่างสนุกสนาน
บนลานดินใต้ร่มเงาของต้นไทรโบราณหลายต้นที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ความร่มรื่น รากไม้ขนาดใหญ่ที่ชอนไชขึ้นมาเหนือพื้นดินได้กลายเป็นม้านั่งธรรมชาติอย่างดีให้ทุกคนได้จับจองเป็นที่นั่งพักผ่อน
เฉินชิงทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดแรง เธอวุ่นวายกับการเตรียมของมาปิกนิกตั้งแต่เช้าตรู่ พอบ่ายคล้อยแบบนี้ก็ได้เวลาพักเสียที พรุ่งนี้เช้าเธอต้องเข้ารายงานตัวที่แผนกงานใหม่แล้ว
ห้วงความคิดของเธอสะดุดลงเมื่อกลิ่นหอมของไก่ย่างลอยมาเตะจมูก เธอเอนหลังพิงลำต้นของต้นไทรได้ไม่นาน เฮ่อหย่วนก็เดินถือไก่ย่างร้อนๆ ที่เพิ่งเอาขึ้นจากเตามายื่นให้ตรงหน้า
"ลองชิมดูสิครับ ผมโรยแค่เกลือหยาบ"
"ได้ค่ะ"
เธอรับไก่ย่างมาไว้ในมือ หนังไก่สีเหลืองทองที่ถูกย่างจนกรอบส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ตัดกับเนื้อสีขาวนุ่มที่ซ่อนอยู่ข้างใน พอกัดเข้าไปคำแรก ความชุ่มฉ่ำของเนื้อไก่ก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก รสเค็มอ่อนๆ ของเกลือยิ่งขับรสชาติความหวานตามธรรมชาติของเนื้อไก่ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง
เฉินชิงค่อยๆ ละเลียดชิมอย่างตั้งใจ ขณะที่เด็กๆ คนอื่นเริ่มมายืนต่อแถวรอรับส่วนของตัวเองบ้างแล้ว
มู่เจี้ยนกั๋วที่นั่งอยู่ไม่ไกลสังเกตเห็นว่าเฮ่อหย่วนส่งไก่ให้เฉินชิงเป็นคนแรกเสมอ เขาจึงเอ่ยปากแซวขึ้น "นี่พวกคุณสองคนกำลังคบกันอยู่ใช่หรือเปล่า"
เฮ่อหย่วนไม่ได้ปฏิเสธ เขาเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ เป็นการยืนยัน
"แหม ดีจริงๆ เลยนะ" มู่เจี้ยนกั๋วพูดเจือความอิจฉา
ก็จะไม่ให้อิจฉาได้อย่างไร ในเมื่อตอนนี้เขาปาเข้าไป 25 ปีแล้ว แต่เรื่องคู่ครองยังคงว่างเปล่า การกลับบ้านเกิดครั้งนี้ก็ไม่ใช่ความต้องการของเขา แต่เป็นคำสั่งของพ่อกับแม่ที่ไปตกลงกับผู้บังคับการของเขาเรียบร้อยแล้วว่าต้องลากตัวเขากลับมาจัดการเรื่องชีวิตคู่ให้เสร็จสิ้นเสียที
เฮ่อหย่วนฉีกน่องไก่สองชิ้นตามที่เฉินชิงกระซิบบอก เขายื่นชิ้นหนึ่งให้เฮ่ออวี้ถิง ส่วนอีกชิ้นส่งให้เถียนเมิ่งหย่า เมื่อจัดการแบ่งปันจนครบทุกคนแล้ว เขาก็กลับมานั่งลงข้างๆ เฉินชิงตามเดิม วันนี้เขาตั้งใจทำแค่ไก่ป่ากับไข่ต้มเท่านั้น เพราะจากประสบการณ์แล้ว กระต่ายป่าย่างมีรสชาติที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์สักเท่าไหร่
หลังจากอิ่มหนำกับไก่ป่าและไข่ต้ม ทุกคนก็เริ่มหยิบขนมขบเคี้ยวที่เถียนเมิ่งหย่าพกมาแบ่งกันกินเป็นของว่าง บรรยากาศยามบ่ายดำเนินไปอย่างไม่เร่งรีบ มีเพียงเสียงหัวเราะของเด็กๆ และเสียงน้ำไหลเป็นเพื่อนคลอเคล้า เฮ่ออวี้ถิงดูจะสนุกกว่าใครเพื่อน และแน่นอนว่าเธอคือคนที่เหนื่อยที่สุดเช่นกัน ขากลับยังไม่ทันถึงบ้านดี เธอก็ผล็อยหลับไปบนรถเรียบร้อยแล้ว
เฉินชิงมองหลานสาวที่หลับสนิทแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวเบาๆ เธอจัดการเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้หลานอย่างแผ่วเบา ก่อนจะวางของขวัญวันเกิดและซองอั่งเปาที่เธอและเฮ่อหย่วนเตรียมไว้ให้ที่ข้างหมอน จากนั้นจึงเดินกลับเข้าห้องของตัวเองเพื่อพักผ่อน เตรียมรับเช้าวันใหม่ที่กำลังจะมาถึง
และแล้ววันจันทร์ก็เวียนมาบรรจบ
บรรยากาศในโรงงานเครื่องจักรคึกคักเป็นพิเศษ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่การประชุมใหญ่ประจำสัปดาห์ ซึ่งโดยปกติแล้วเลขาธิการพรรคหยางจะเป็นผู้ควบคุมเนื้อหาและระยะเวลาทั้งหมด แต่ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ที่ไม่สามารถรองรับพนักงานจำนวนมากได้พร้อมกัน การประชุมจึงถูกจัดขึ้นโดยให้ตัวแทนแต่ละแผนกเข้าร่วม ส่วนพนักงานที่เหลือก็รับฟังผ่านทางวิทยุกระจายเสียงของโรงงานไปตามระเบียบ
หากเป็นวันจันทร์อื่นๆ คำพูดของเลขาธิการพรรคหยางคงเป็นเพียงเสียงลมพัดผ่านหูที่ไม่มีใครอยากใส่ใจ แต่สำหรับวันนี้มันต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เพราะมีข่าววงในหลุดออกมาว่า ที่ประชุมจะมีการประกาศรายชื่อพนักงานผู้โชคดีที่ได้รับการจัดสรรบ้านพักในวันนี้ และเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปากท้องและผลประโยชน์ส่วนตัวแบบนี้ ก็คงไม่มีใครทำใจให้สงบนิ่งอยู่ได้
เฉินชิงเป็นคนเดียวที่ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร เพราะเธอรู้ผลลัพธ์ทั้งหมดอยู่แล้ว เธอเดินด้วยฝีเท้าสบายๆ มุ่งหน้าไปยังแผนกถลุงเหล็กซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกสุดของโรงงาน
พนักงานหลายคนหันมามองเธอเป็นตาเดียว เมื่อเห็นว่าเธอเดินตรงไปยังแผนกงานจริงๆ เสียงซุบซิบก็ดังขึ้นทันที มีคนงานชายคนหนึ่งที่ยืนปะปนอยู่ในฝูงชนตะโกนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
"อ้าว หัวหน้าทีมเฉิน จะมาทำงานที่แผนกเราจริงๆ เหรอครับเนี่ย ให้ตายสิ จะเรียกหัวหน้าทีมเฉินแบบนี้ก็คงไม่เหมาะแล้วมั้ง เพราะตอนนี้คุณก็เป็นแค่คนงานธรรมดาๆ คนหนึ่งนี่นา ขืนคนอื่นได้ยินเข้าจะไม่หาว่าพวกเราปีนเกลียว ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาได้เหรอ"
สิ้นเสียงของเขา เสียงหัวเราะเยาะเย้ยก็ดังกระหึ่มขึ้นรอบทิศทาง
แต่เฉินชิงกลับไม่แสดงท่าทีใดๆ ทั้งสิ้น เธอเพียงแค่เดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองกลุ่มคนเหล่านั้นแม้แต่น้อย
ท่าทีเฉยเมยของเธอทำให้พวกที่ตั้งใจจะมาดูเรื่องสนุกรู้สึกกร่อยไปตามๆ กัน
ยิ่งเดินเข้าไปใกล้เขตของแผนกถลุงเหล็กมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาปะทะร่างกายอย่างชัดเจน ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นไหม้ของถ่านโค้กที่ผสมปนเปกับกลิ่นฉุนของโลหะหลอมเหลว บนกำแพงด้านนอกมีป้ายผ้าเขียนด้วยสีน้ำมันสีแดงสดเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า ‘สู้ความร้อน ชิงผลผลิตสูง’ สีแดงสดใสนั้นช่างดูแสบตาเสียเหลือเกิน
ถึงแม้แผนกถลุงเหล็กจะไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของเธอโดยตรง แต่เธอก็พอจะรู้จักหน้าค่าตาของหัวหน้าแผนกที่นี่อยู่บ้าง
เมื่อเฉินชิงเดินมาถึงห้องทำงานของแผนก ก็พบว่าภายในห้องมีหัวหน้าทีมจากส่วนต่างๆ มายืนรออยู่ก่อนแล้ว
หัวหน้าแผนกถลุงเหล็กนามว่าหม่าจื้อเฉียง เป็นชายร่างใหญ่ ใบหน้าสี่เหลี่ยม คิ้วดกหนา ดวงตาคมปลาบราวกับตาเหยี่ยวจับจ้องมาที่เธออย่างไม่เป็นมิตร
"ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอจะมาทำอะไรที่แผนกถลุงเหล็กได้ แบกแท่งเหล็กก็คงไม่ไหว จะให้ไปขนถ่านก็คงไม่รอด"
"งั้นฉันไม่ทำก็ได้ค่ะ" เฉินชิงตอบกลับเรียบๆ
หม่าจื้อเฉียงแค่นหัวเราะ "ไม่ทำ คิดว่าที่นี่เป็นคณะกรรมการโรงงานที่พวกเธอนั่งสบายๆ หรือไง หรือยังหวังว่าโรงงานจะใจดีให้เงินเดือนเธอใช้ฟรีๆ ท่าทีแบบนี้ แผนกเรามีสิทธิ์ไล่เธอออกได้เลยรู้ไหม"
"ก็ไล่เลยสิคะ"
"ฉันได้ยินชื่อเสียงเรื่องปากดีของเธอมานานแล้ว ไม่คิดว่าจะร้ายกาจขนาดนี้ สมกับเป็นผู้หญิงที่เก่งแต่ใช้ลิ้นจริงๆ" หม่าจื้อเฉียงคำรามในลำคอ
"ขอบคุณสำหรับคำชมค่ะ"
"อย่าคิดว่าตัวเองมีเส้นสายดี เป็นลูกหลานวีรบุรุษของโรงงานแล้วจะไม่มีใครกล้าแตะต้องเธอนะ" หม่าจื้อเฉียงทุบโต๊ะดังปัง
"ฉันขอเตือนไว้ตรงนี้เลยว่าถ้ามาอยู่ที่แผนกของฉัน ก็ต้องทำตามคำสั่งของฉัน ฉันไม่ใช่คนใจดีเหมือนหัวหน้าหลิวของพวกเธอ"
"อ้อเหรอคะ"
"เธอควรจะรู้ตัวได้แล้วว่าการย้ายจากที่สบายๆ มาที่นี่มันง่าย แต่การจะย้ายกลับไปน่ะมันยากกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา โดยเฉพาะคนมีปัญหาอย่างเธอ ยิ่งไม่มีวันได้กลับไปอีก" หม่าจื้อเฉียงโกรธจนตัวสั่น ชี้นิ้วคาดโทษเธอ
"ทำงานให้มันดีๆ หน่อย ถ้าเธอทำให้แผนกถลุงเหล็กต้องเสียชื่อเสียงเมื่อไหร่ ฉันเอาเธอตายแน่"
"ได้ค่ะ" เฉินชิงรับคำสั้นๆ
หม่าจื้อเฉียงหอบหายใจอย่างแรง เขาเตรียมใจมาแล้วว่าจะต้องเจอกับเรื่องปวดหัวนับตั้งแต่ผู้บริหารส่งตัวยุ่งคนนี้มาที่แผนกของเขา เขาตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ข่มขวัญเธอให้กลัวจนหัวหด จะได้ไม่กล้าสร้างปัญหาอีก แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นเขาเองที่โกรธจนอกแทบระเบิด หายใจแทบไม่ทัน
"คุณจะตายหรือยังคะ" เฉินชิงถามด้วยความเป็นห่วง (ประชด)
"เธอ... เธอ...!"
"ดูท่าจะยังไม่ตายสินะคะ"
บรรดาหัวหน้าทีมคนอื่นๆ ที่แอบมามุงดูเหตุการณ์เริ่มเห็นท่าไม่ดี จึงรีบเข้ามาห้ามทัพ ขอให้หม่าจื้อเฉียงรีบจัดแจงงานให้เธอไปเสีย ก่อนที่เขาจะหัวใจวายตายไปจริงๆ
หม่าจื้อเฉียงโบกมือไล่อย่างรำคาญ "ไป ไปอยู่แผนกเหล็กเก่าเลยไป เหล่าจาง พาตัวไปที"
หัวหน้าทีมจาง ชายชราท่าทางใจดี รูปร่างสูงโปร่ง เดินออกมารับหน้าที่ "สหายเฉิน เชิญตามมาทางนี้"
เฉินชิงพยักหน้ารับ แต่ก่อนที่จะก้าวพ้นธรณีประตู เธอก็หันกลับมาส่งยิ้มหวานให้ทุกคนในห้อง "อ้อ ขอเตือนไว้นะคะว่าอย่ามายุ่งกับฉันจะดีกว่า เพราะการทำให้คนโกรธจนตาย มันไม่ผิดกฎหมาย"
ทุกคน “...”
นี่มันนางมารชัดๆ
หม่าจื้อเฉียงถึงกับทรุดลงไปนั่งกับเก้าอี้ แทบจะสิ้นสติ
หัวหน้าทีมจางรีบเดินนำหน้าไปอย่างรวดเร็ว พลางหันมาพูดกับเธอด้วยสีหน้าหวาดๆ "เธออยากทำอะไรก็ทำเลยนะ ฉันสัญญาว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเด็ดขาด"
"ดีมากค่ะ" เฉินชิงยิ้มบางๆ เธอชอบคนที่พูดจารู้เรื่องแบบนี้
พื้นที่ของแผนกเหล็กเก่าถูกจัดให้อยู่ทางฝั่งตะวันตกสุดของโรงงาน เป็นลานกว้างกึ่งกลางแจ้งที่เต็มไปด้วยกองเศษเหล็กมหึมาที่ถูกขนส่งมาจากทั่วทุกสารทิศ มีทั้งเศษเฟืองขึ้นสนิมเขรอะ แผ่นเหล็กที่บิดเบี้ยวผิดรูป และชิ้นส่วนเพลาที่แตกหัก เฉินชิงมองไปรอบๆ บางชิ้นเธอก็พอดูออกว่าเป็นชิ้นส่วนของอะไร แต่ส่วนใหญ่แล้วเธอก็ไม่รู้จักเลยแม้แต่น้อย
คนงานกลุ่มหนึ่งกำลังใช้หัวตัดแก๊สพลังสูงตัดชิ้นส่วนเหล็กขนาดใหญ่ออกเป็นชิ้นเล็กๆ เปลวไฟสีน้ำเงินที่พวยพุ่งออกมาส่งเสียงดังเสียดแก้วหูยามเมื่อสัมผัสกับเนื้อเหล็ก
เมื่อเหล่าคนงานเห็นการมาถึงของเธอ ทุกคนต่างพากันหยุดมือแล้วหันมามองเป็นตาเดียว ราวกับว่าเธอดาราชื่อดัง หลายคนในที่นี้เคยเอาเรื่องของเธอไปเป็นหัวข้อในการนินทาอย่างสนุกปาก แต่พอต้องมาเผชิญหน้ากับคนสวยระดับดอกไม้งามแห่งโรงงานตัวเป็นๆ พวกเขากลับพูดอะไรไม่ออกสักคำ
เฉินชิงไม่สนใจสายตาเหล่านั้น เธอเดินไปหาเก้าอี้ม้านั่งตัวหนึ่งแล้วลากมันไปตั้งไว้ในที่ร่ม ก่อนจะนั่งลงไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ แล้วหันไปบอกหัวหน้าทีมจาง "พวกคุณทำงานกันต่อไปได้เลยค่ะ ไม่ต้องมาสนใจฉันหรอก"
หัวหน้าทีมจางรีบพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
เหล่าคนงานมองภาพนั้นแล้วถึงกับอ้าปากค้าง
เดี๋ยวนะ ตกลงใครเป็นหัวหน้าใครเป็นลูกน้องกันแน่
มีคนงานหนุ่มคนหนึ่งทนไม่ไหว เดินเข้าไปกระซิบถามหัวหน้าทีมจาง "ทำไมเธอถึงไม่ต้องทำงานล่ะครับหัวหน้า"
หัวหน้าทีมจางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตบไหล่ลูกน้องเบาๆ "ฉันอายุ 62 แล้วนะไอ้หนุ่ม ฉันก็แค่อยากจะมีชีวิตอยู่ดูโลกให้นานกว่านี้อีกหน่อย แกเข้าใจใช่ไหม"
[จบบท]