บทที่ 216: บทเรียนราคาแพง(แก้ไข)
เสียงประกาศรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับสิทธิ์ในบ้านพักหลังใหม่ดังก้องไปทั่วโรงงาน ใครที่มีชื่ออยู่ในลิสต์ก็ต้องรีบแจ้นไปที่สำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัยเพื่อดำเนินการต่อ แน่นอนว่าฉินต้ายาก็เป็นหนึ่งในนั้น เธอจึงตั้งใจจะไปขอลาหัวหน้าทีมตัวแสบของเธอสักครู่
หัวหน้าทีมเหลือบมองเรือนร่างผอมแห้งราวกับกิ่งไม้ของเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม “หูฝาดไปหรือเปล่า ต่อให้เขาจะแจกบ้านกันโครมๆ ยังไงก็ไม่มีทางถึงตาเธอหรอก เลิกเพ้อฝันว่าจะมีลาภลอยตกลงมาใส่หัวได้แล้ว กลับไปทำงานของเธอซะไป!”
ฉินต้ายาพยายามข่มความกลัวในใจและรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีเพื่อเจรจาต่อรอง “หัวหน้าคะ ขอเวลาฉันแป๊บเดียวนะคะ ฉันจะรีบไปรีบกลับจริงๆ ไม่เกินชั่วโมงเดียวด้วยซ้ำ ส่วนงานที่ขาดไป เดี๋ยวตอนเย็นฉันจะอยู่ทำชดเชยให้จนเสร็จเรียบร้อยเลยค่ะ”
“นี่เธอคิดว่าตัวเองเป็นคนตั้งกฎของโรงงานเครื่องจักรหรือไง ถึงได้นึกจะทำอะไรก็ทำได้ตามใจชอบ กลับไปทำงาน!” คำพูดของเขาร้ายกาจพอๆ กับการกระทำที่ผ่านมา ขนาดตำแหน่งแรงงานต้นแบบที่เธอควรจะได้รับยังถูกเขาฉกไปต่อหน้าต่อตา แล้วอีแค่โควตาบ้านพักจะถูกแย่งไปอีกสักอย่างมันจะเป็นอะไรไป
ฉินต้ายากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความรู้สึกอยากจะซัดหน้าคนตรงหน้ามันตีรื้นขึ้นมาจนจุกอก แต่ภาพของลูกน้อยทั้ง 5 คนที่รออยู่ที่บ้านก็ฉายชัดขึ้นมาในหัว งานคือสิ่งเดียวที่จะทำให้ลูกๆ ของเธอมีข้าวกิน เธอจะทำอะไรวู่วามไม่ได้เด็ดขาด
หัวหน้าทีมยังคงตะคอกใส่ไม่หยุด “ไสหัวกลับไปทำงานได้แล้ว!” ละอองน้ำลายแทบจะกระเด็นมาโดนหน้าเธออยู่รอมร่อ ฉินต้ายาตัวสั่นเทา ริมฝีปากเม้มแน่น ดวงตาแดงก่ำจ้องมองเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย แววตาที่ลึกโบ๋คู่นั้นอัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
“ไสหัวไปสิ!!!”
“จะให้ไสหัวไปไหนกันเหรอคะ สหายฉินต้ายา คุณไปที่สำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัยได้เลยค่ะ” เสียงใสๆ ของเถียนเมิ่งหย่าดังขึ้นขัดจังหวะ เธอเดินมายืนขวางหน้าฉินต้ายาไว้ ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นเผชิญกับผู้ชายที่ตัวสูงกว่าอย่างไม่เกรงกลัว
“แล้วคุณมีปัญหาอะไรไหมคะ”
หัวหน้าทีมแผนกหลอมเหล็กเห็นว่าเป็นใครก็ถึงกับหน้าซีด เขารู้จักเถียนเมิ่งหย่าดี ว่าเธอเป็นถึงลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของรองผู้จัดการโรงงานเถียน ซึ่งเป็นบุคคลที่เขาไม่ควรจะไปมีเรื่องด้วยมากที่สุด เขาจึงรีบปรับสีหน้าและฝืนยิ้มออกมาอย่างแห้งแล้ง
“อ้าว สหายเถียนเองเหรอครับ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรที่แผนกของเราหรือเปล่าครับ”
“ธุระของฉัน ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องมายุ่ง” เถียนเมิ่งหย่าสวนกลับทันควันพร้อมกับเบ้ปากอย่างไม่ไว้หน้า ก่อนจะจูงมือฉินต้ายาเดินออกมาจากตรงนั้น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงตัวแข็งทื่อไม่หาย เธอจึงเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง “ไม่ต้องกลัวนะคะ บ้านหลังนั้นเป็นของคุณแน่นอน คุณรีบไปที่สำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัยเถอะค่ะ”
“ขอบคุณคุณมากจริงๆ นะคะ แล้วก็ต้องขอบคุณหัวหน้าทีมเฉินด้วย” เพียงเท่านั้น กำแพงความอดทนที่ฉินต้ายาสร้างมาตลอดก็พังทลายลง น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้สุดความสามารถไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย
แน่นอนว่าเธอเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเฉินชิงมาบ้าง ในฐานะที่เป็นบุคคลที่โด่งดังที่สุดในโรงงาน ใครเลยจะไม่รู้จัก แต่ภาพลักษณ์ของเฉินชิงในสายตาคนอื่นนั้นช่างหลากหลาย บ้างก็ว่าเป็นนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ บ้างก็ว่าเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยาก หรือบางทีก็ถูกมองว่าเป็นพวกหัวรุนแรงและอารมณ์ร้าย เป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยความลึกลับและน่าค้นหา
แต่สำหรับคนที่ต้องทำงานงกๆ เพื่อหาเลี้ยงปากท้องอย่างฉินต้ายาแล้ว เธอไม่ได้สนใจหรอกว่าใครจะเป็นอย่างไร เธอมุ่งมั่นแค่จะทำให้ชีวิตของตัวเองและลูกๆ ดีขึ้นก็พอ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่หัวหน้าทีมเฉินมาเยี่ยมเธอถึงบ้าน เธอซักถามเรื่องราวต่างๆ ด้วยความใส่ใจและจริงจังจนฉินต้ายารู้สึกประหม่า ส่วนลูกๆ ทั้ง 5 คนของเธอก็กลัวจนตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
ใครๆ ที่ได้ฟังเรื่องของเธอก็พากันสงสาร แม้แต่ชาวต่างชาติผมทองตาสีฟ้ายังเคยเสียน้ำตาให้เธอมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่หัวหน้าทีมเฉินกลับแตกต่างออกไป เธอทำหน้าที่เหมือนนักข่าวผู้ช่ำชอง ซักไซ้ไล่เลียงทุกปัญหาอย่างมืออาชีพ
หลังจากวันนั้น ลูกๆ ของเธอกลับบอกว่าพวกเขาชอบเฉินชิงมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอไม่เข้าใจเลยสักนิด ก็ในเมื่อหัวหน้าทีมเฉินมาที่นี่เพื่อเก็บข้อมูลไปเขียนแผนงานเท่านั้น ท้ายที่สุดก็คงไม่ได้คิดจะจัดสรรบ้านให้พวกเธออยู่ดี แถมยังทำให้เสียเวลาทำงานไปตั้งเกือบชั่วโมง
แต่ลูกๆ ของเธอกลับแย้งว่า “แม่ครับ น้าเฉินเขากำลังชื่นชมในความพยายามของพวกเราอยู่นะครับ”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของฉินต้ายาสั่นไหวเล็กน้อย แต่เธอก็ยังไม่ได้เก็บมาใส่ใจจริงจัง จนกระทั่งข่าวที่เฉินชิงฟาดหัวจ้าวกวางหรงจนต้องเย็บไปถึง 15 เข็มดังกระฉ่อนไปทั่วโรงงาน วินาทีนั้นเองที่ฉินต้ายารู้สึกว่าเฉินชิงเปรียบเสมือนพระโพธิสัตว์กวนอิมที่มาโปรด และตอนนี้ โควตาบ้านพักที่เธอได้รับก็เป็นผลมาจากการต่อสู้ของเฉินชิงอีกครั้ง ผู้หญิงที่ใครๆ ต่างตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดี กลับกลายเป็นคนที่มอบบ้านให้กับแม่ม่ายและเด็กกำพร้าอย่างพวกเธอ
ฉินต้ายาทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง วางมือทั้งสองข้างไว้บนหัวเข่า น้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจไหลรินลงบนพื้นไม่ขาดสาย “หัวหน้าทีมเฉิน เธอเป็นคนดีจริงๆ ค่ะ”
เถียนเมิ่งหย่าพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้นทุกประการ
ฉินต้ายาปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วมุ่งหน้าไปยังสำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัย เธอต้องรีบไปจัดการเรื่องโควตาบ้านพักของเธอให้เรียบร้อยที่สุด ส่วนเถียนเมิ่งหย่า เมื่อเห็นภาพนั้นก็แอบไปยืนร้องไห้เงียบๆ คนเดียวด้วยความตื้นตันใจ
ภาพของครอบครัวทั้ง 60 ครัวเรือนที่เดินมุ่งหน้าไปยังสำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัยด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุขและขอบตาที่แดงก่ำ ทำให้ผู้จัดการเสิ่นที่ยืนมองจากชั้นบนของอาคารสำนักงานรู้สึกนับถือในตัวเฉินชิงมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว เขาหันไปถามเลขานุการส่วนตัว “วันนี้เฉินชิงเป็นยังไงบ้างที่แผนกถลุงเหล็ก”
เลขานุการหนุ่มถูกสั่งให้จับตาดูความเคลื่อนไหวของเฉินชิงเป็นพิเศษตั้งแต่เช้า เขาจึงไปสืบข่าวมาอย่างละเอียดก่อนจะมารายงาน “ตอนแรกหัวหน้าหม่าพยายามจะหาเรื่องต่อว่าสหายเฉินครับ แต่กลับถูกยั่วโมโหจนต้องกินยาลดความดันไปถึงสองครั้ง แถมยังเกือบจะช็อกหมดสติไปอีกด้วย หลังจากนั้นหัวหน้าทีมของเธอก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่งอีกเลย ตอนนี้สหายเฉินกำลังนั่งอ่านหนังสือนิยายสบายใจเฉิบอยู่ครับ”
ผู้จัดการเสิ่นฟังแล้วถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้ว่าจะต้องตกใจกับเรื่องไหนก่อนดี ระหว่างความน่าสงสารของหัวหน้าหม่า ความฉลาดในการเอาตัวรอดของหัวหน้าทีมคนนั้น หรือความหน้าด้านหน้าทนของเฉินชิง
“แล้วคนงานคนอื่นๆ ไม่ว่าอะไรเธอบ้างเหรอที่เธอไม่ทำงาน” เขาถามต่อ
“ไม่มีใครกล้าหือกับเธอหรอกครับ หัวหน้าทีมของเธอกลัวว่าจะโดนหักคะแนน เลยต้องไปอ้อนวอนขอให้เธอช่วยทำงาน แต่สหายเฉินกลับตอบกลับไปว่า ‘การใช้เส้นสายคือการแสดงความเคารพต่อผู้นำอย่างหนึ่ง’ ครับ”
คำตอบนั้นทำให้ผู้จัดการเสิ่นพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยอมรับในใจว่าหัวหน้าหลิวช่างเป็นคนที่น่านับถือจริงๆ “ต้องยกให้เหล่าหลิวเขาล่ะ อย่างน้อยๆ ยัยเด็กแสบนี่ก็ยังพอจะฟังคำพูดของเขาอยู่บ้าง”
เลขานุการพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเต็มที่ แต่ในใจก็แอบคิดว่า ก็หัวหน้าหลิวเล่นเอ็นดูหัวหน้าทีมเฉินอย่างกับลูกสาวแท้ๆ จะไม่เหมือนกันก็คงไม่แปลก
หลังจากที่หัวหน้าหลิวสะสางงานในส่วนของคณะกรรมการโรงงานเรียบร้อยแล้ว เขาก็ลังเลอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังแผนกถลุงเหล็ก ที่นั่นเขาได้พบกับหม่าจื้อเฉียงที่ปรี่เข้ามาระบายความในใจด้วยน้ำตานองหน้า “คุณต้องจัดการเธอให้ผมนะ เธอไม่ใช่คนแล้ว ไม่มีความเคารพผู้หลักผู้ใหญ่เลยสักนิด ผมทำงานมาทั้งชีวิต ยังไม่เคยเจอใครที่ไร้มารยาทขนาดนี้มาก่อน!”
“ไม่เคารพก็ยังพอทน แต่นี่เธอยังไม่ยอมทำงานอีก เอาแต่นั่งชิลล์อ่านหนังสือสบายใจเฉิบ”
“เหล่าหลิว เราก็เพื่อนกันมาตั้งนาน ผมไม่เคยขอร้องอะไรคุณเลยนะ ครั้งนี้ช่วยผมหน่อยเถอะ”
“ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ผมต้องโดนเธอปั่นหัวจนอกแตกตายแน่ๆ”
หัวหน้าหลิวฟังแล้วก็รู้สึกปวดหัวตุบๆ “คุณก็แค่ไม่ต้องไปยุ่งกับเธอ เดี๋ยวเธอก็เบื่อแล้วก็เลิกกวนคุณไปเองนั่นแหละ”
หม่าจื้อเฉียงได้ยินดังนั้นก็อ้าปากค้าง “แผนกของเรามันเป็นเรื่องของประสิทธิภาพการทำงานนะ ถ้าปล่อยให้เธอมาทำตัวแบบนี้ มันจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับคนอื่น คุณไม่เข้าใจหรือไง!”
“เออๆ เดี๋ยวผมไปคุยกับเธอให้”
ท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังของหม่าจื้อเฉียง หัวหน้าหลิวก็เดินตรงเข้าไปหาเฉินชิงที่กำลังนั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่ ดูแล้วก็น่าสงสารอยู่หรอก แต่แล้วในวินาทีต่อมา เธอก็หยิบลูกบ๊วยเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือนิยายเด็กต่ออย่างมีความสุข
“เฉินชิง!”
หญิงสาวหันมาตามเสียงเรียก เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็ยิ้มกว้างแล้วโบกมือทักทายอย่างเป็นกันเอง “อ้าว เหล่าหลิว มาได้ไงเนี่ย มาๆ นั่งก่อน” ท่าทางของเธอราวกับเป็นเจ้าของที่นี่ไม่มีผิด
หัวหน้าหลิวเห็นแล้วก็ลมแทบจับ “นี่มันที่ทำงานนะ ต้องตั้งใจทำงานสิ เข้าใจมั้ย?!”
“ฉันก็แค่ไม่ตั้งใจทำงาน ไม่ได้ไปแย่งตำแหน่งแรงงานต้นแบบของใครเขามาสักหน่อย ถือว่ายังเคารพกฎระเบียบอยู่นะ” เฉินชิงส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจยาว “เฮ้อ ฉันนี่มันคนดีจริงๆ”
หัวหน้าทีมจางที่ยืนฟังอยู่ใกล้ๆ ถึงกับสะดุ้งโหยง
พระเจ้าช่วย! เรื่องแย่งตำแหน่งแรงงานต้นแบบ! เฉินชิงนี่มันเฉินชิงจริงๆ! กล้าพูดออกมาได้หน้าตาเฉย เรื่องราวในแวดวงผู้บริหารนี่มันช่างน่าตื่นเต้นอะไรอย่างนี้ หัวหน้าทีมจางทั้งกลัวจนตัวสั่นแต่ก็อยากจะฟังต่อใจจะขาด
หัวหน้าหลิวแทบจะกุมขมับ “ทำตัวดีๆ หน่อยสิ เดี๋ยวฉันจะหาทางดึงเธอกลับไปเอง”
การที่ลูกน้องคนเก่งของตัวเองต้องมาโดนรังแกแบบนี้ เขาก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกัน จะดุด่าว่ากล่าวกันเองก็เรื่องหนึ่ง แต่พอมีคนนอกเข้ามาทำแบบนี้ มันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขัดใจ
เฉินชิงตอบกลับทันที “ไม่เอา”
หัวหน้าหลิวขมวดคิ้วมุ่น “ทำไมล่ะ ดูสิว่าแผนกนี้มันทำงานหนักแค่ไหน”
เฉินชิงยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “ก็คนที่เหนื่อยไม่ใช่ฉันนี่นา ยังไงซะฉันก็จะปักหลักอยู่ที่นี่แหละ ท่านก็ดูสิ หัวหน้าทีมจางก็น่ารักคุยง่าย ส่วนหัวหน้าหม่าก็ฝีมืออ่อนหัดสิ้นดี ฉันจะทำให้พวกเขารู้ซึ้งเองว่า การเชิญแขกน่ะมันง่าย แต่การส่งแขกกลับน่ะมันยากขนาดไหน”
[จบบท]