บทที่ 219: คืนตำแหน่ง(แก้ไข)
การที่ผู้จัดการโรงงานเสื้อผ้าลงทุนลงแรงมาหาเธอถึงที่ด้วยตัวเอง แถมยังเสนอตำแหน่งหัวหน้าทีมให้ ถือเป็นการให้เกียรติกันอย่างสูง ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอเป็นที่ต้องการตัวอยู่ไม่น้อย
‘แผนกออกแบบที่คุณเป็นคนริเริ่มสร้างมันขึ้นมากับมือ ถ้าบริหารจัดการได้ดี อนาคตในตำแหน่งหัวหน้าแผนก รองผู้จัดการ หรือแม้กระทั่งผู้จัดการโรงงานก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม’
‘ที่โรงงานเสื้อผ้าของเราส่วนใหญ่แล้วมีแต่ผู้หญิงเป็นใหญ่เป็นโต ยังไงก็ดีกว่าที่โรงงานเครื่องจักรเยอะ ถ้าคุณมาทำงานกับเรา รับรองว่าทุกคนต้องอ้าแขนต้อนรับอย่างดีแน่นอน’
คำพูดสวยหรูราวกับบทกวี วาดฝันอนาคตเสียใหญ่โต ไม่ต่างอะไรกับพวกแมวมองที่เคยพยายามจะซื้อตัวเธอในชาติก่อนเลยสักนิด แต่ปัญหาคือ เธอจะเดินเข้าไปในกับดักที่เห็นอยู่โต้งๆ แบบนั้นทำไมกัน หาเรื่องใส่ตัวหรือไง
เฮ่อหย่วนที่นั่งฟังอยู่นานจึงให้ความเห็น “แผนกออกแบบไม่จำเป็นต้องไปนั่งเฝ้าที่โรงงานเสื้อผ้าตลอดเวลานี่ ถ้าคุณยังสองจิตสองใจอยู่ ก็ลองทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกันเลยสิ”
“หมายถึงให้ทำงานที่โรงงานเครื่องจักร แล้วก็แอบวาดแบบส่งไปให้ที่โน่นด้วยน่ะเหรอ” เฉินชิงเลิกคิ้ว ถามพลางขยับท่านั่งให้ตรงขึ้น
“แต่ฉันต้องเข้ากะกลางคืนที่นี่นะ แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว”
“งั้นกลับไปทำงานที่คณะกรรมการโรงงานเหมือนเดิมไหม”
“ไม่มีวัน”
“เดี๋ยวผมช่วย…”
“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่มีวัน” เธอปฏิเสธเสียงแข็ง “แต่ข้อเสนอของคุณเรื่องทำสองอย่างพร้อมกันก็น่าสนใจดี เดี๋ยวฉันจะเก็บไปคิดดูอีกที ส่วนเรื่องจะย้ายไปโรงงานเสื้อผ้าจริงจังเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน ตอนอยู่ที่คณะกรรมการโรงงานฉันก็เป็นถึงหัวหน้าทีม ถ้าจะย้ายไปที่ใหม่แล้วได้ตำแหน่งต่ำกว่าหัวหน้าแผนก มันก็เหมือนโดนลดชั้น ฉันเองก็รักศักดิ์ศรีของฉันเหมือนกันนะ”
พูดจบเธอก็เชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมใคร
ท่าทางนั้นของเธอทำให้หัวใจของเฮ่อหย่วนอ่อนยวบลงอย่างไม่รู้ตัว เธอนี่มันน่ารักจริงๆ
แต่แล้วบรรยากาศหวานชื่นก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเฮ่ออวี้เสียงเดินหน้าบึ้งเข้ามาขวางกลางระหว่างคนทั้งสอง ดวงตาคมกริบของเขาฉายแววไม่พอใจอย่างชัดเจน “พวกน้าไม่คิดจะดูเวลาหน่อยหรือไง”
ทั้งเฉินชิงและเฮ่อหย่วนต่างพากันหันไปมองเป็นตาเดียว
เฮ่ออวี้เสียงถามต่อ “นี่ไม่ต้องกินข้าวกินปลากันแล้วใช่ไหม”
เฉินชิงรีบขยับตัวหนีไปอีกทางทันที ในสถานการณ์แบบนี้ สละเพื่อนร่วมรบหนึ่งคนเพื่อรักษาชีวิตรอดคือทางออกที่ดีที่สุด ปล่อยให้คนคนเดียวรับเคราะห์ไปก็แล้วกัน
เฮ่อหย่วนเห็นเธอคิดจะชิ่งก็อดหัวเราะไม่ได้ “สหายเฉินชิง คุณจะมารั้งผมไว้ไม่ให้ไปทำกับข้าวทำไมกันครับ”
เฉินชิงถึงกับไปไม่เป็น “หา?”
เฮ่ออวี้เสียงหันมาจ้องเธอเขม็ง “น้าอย่ามาทำให้อาเล็กของผมกลายเป็นคนขี้เกียจเหมือนน้านะครับ”
เฮ่อหย่วนรีบเสริมทัพ “นั่นสิ”
เฉินชิงอ้าปากค้าง พูดไม่ออก “อาหนูใส่ร้ายน้าชัดๆ”
เฮ่ออวี้เสียงมองด้วยสายตาเรียบเฉย “งั้นน้าก็ลุกไปทำกับข้าวสิ”
เฉินชิงอ้ำๆ อึ้งๆ หันไปเห็นเฮ่อหย่วนทำหน้าเยาะเย้ยใส่ ก็ได้แต่กัดฟันกรอดๆ “ฝากไว้ก่อนเถอะ”
“ได้ยินไหมครับ น้าขู่อาใหญ่เลย ที่จริงอาว่าจะไปทำกับข้าวตั้งนานแล้วนะ แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้... ก็ได้ๆ อาไปเดี๋ยวนี้แหละ” เฮ่อหย่วนรีบเผ่นแน่บเข้าครัวไป ท่ามกลางสายตาอาฆาตของเฉินชิงที่มองตามหลังไปติดๆ
เฮ่ออวี้เสียงไม่สนใจสงครามย่อยๆ ของผู้ใหญ่ เขาเดินไปดูแลแปลงกุยช่ายของตัวเองที่ตอนนี้เก็บเกี่ยวรุ่นที่สองได้แล้ว มันงอกงามดีจนน่าพอใจ ดูเหมือนว่าการไปโรงเรียนจะเริ่มให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าแล้ว
เฉินชิงนั่งแกว่งชิงช้าเล่น ปล่อยให้สายลมเย็นๆ พัดผ่าน รู้สึกว่าอำนาจในบ้านของตัวเองเริ่มสั่นคลอนลงทุกที เธอเอนหลังพิงพนักอย่างเกียจคร้าน ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง จนกระทั่งเสียงของเฮ่อหย่วนดังขึ้นเรียกให้ไปกินข้าว เธอจึงแกล้งทำเป็นงอน
“ฉันโกรธจนอิ่มแล้ว ไม่กินหรอก”
“งั้นแป้งทอดไส้กุยช่ายที่เหลือพวกเราจัดการเองนะ”
“ฉันกินด้วย”
สิ้นเสียงนั้น เฉินชิงก็รีบวิ่งไปนั่งประจำที่ที่โต๊ะอาหารทันที บนจานของเธอมีแป้งทอดไส้กุยช่ายสีเหลืองทองวางอยู่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเป็นฝีมือของเฮ่อหย่วนที่คีบมาให้ แป้งที่ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน ห่อหุ้มไส้กุยช่าย ไข่ และวุ้นเส้นรสกลมกล่อมไว้ข้างใน แค่กัดเข้าไปคำแรก ความหงุดหงิดทั้งหมดก็มลายหายไป เหลือไว้เพียงรอยยิ้มกว้างจนตาหยี
เฮ่ออวี้เสียงเองก็ยอมรับว่ามันอร่อยมากจริงๆ แต่ติดอยู่อย่างเดียวคือ มันเปลืองน้ำมันเกินไปหน่อย
“ตั๋วน้ำมันที่บ้านเราหมดแล้วนะ ต่อไปคงต้องเริ่มเจียวน้ำมันหมูใช้เองแล้วล่ะ”
เฮ่อหย่วนพยักหน้ารับ “ได้สิ”
เสี่ยวอวี้ยกมือขึ้นทันที “หนูอยากกินกากหมูด้วยค่ะ”
เฮ่ออวี้เสียงเหลือบมองเป็นเชิงปราม จนเด็กหญิงต้องค่อยๆ ลดมือลงแล้วก้มหน้าก้มตากินแป้งทอดในจานของตัวเองเงียบๆ
จากนั้นเฮ่ออวี้เสียงก็หันไปคุยกับน้าสาวต่อ “พรุ่งนี้พวกเรามีสอบกลางภาค พอผลสอบออก โรงเรียนจะจัด ‘การประชุมเพื่อสร้างเครือข่ายการศึกษาแห่งการปฏิวัติ’ น่าจะเป็นช่วงเย็นวันศุกร์ น้าจะไปไหมครับ”
เฉินชิงขมวดคิ้วนิดหน่อย ชื่อประชุมอะไรจะยาวขนาดนั้น แต่พอคุ้ยความทรงจำดูก็ถึงบางอ้อว่ามันก็คือการประชุมผู้ปกครองดีๆ นี่เอง เธอจึงตอบกลับไปทันที “ไปสิ”
เฮ่อหย่วนพูดขึ้นมาบ้าง “อาก็จะไปด้วย”
เฮ่ออวี้เสียงชะงักไปเล็กน้อย ตอนแรกเขาตั้งใจจะบอกให้อาเล็กตั้งใจทำงาน แต่พอเห็นสายตาที่อาเล็กใช้มองน้าสาวแล้ว เขาก็ตัดสินใจเก็บคำพูดเหล่านั้นกลับลงท้องไป แล้วตั้งหน้าตั้งตากินแป้งทอดต่อไปเงียบๆ
เมื่ออาหารเย็นสิ้นสุดลง เฮ่อหย่วนก็ต้องกลับไปทำงานล่วงเวลาที่สถาบันวิจัยอีกครั้ง เสี่ยวอวี้เดินจูงมือเขาไปส่งถึงหน้าประตูด้วยท่าทีอ้อยอิ่ง “อาเล็กคะ อย่าทำงานหักโหมจนดึกเกินไปนะคะ”
คำพูดของหลานสาวทำให้หัวใจของเฮ่อหย่วนพองโต เขายิ้มแล้วพยักหน้ารับคำ “ได้ครับ”
เฉินชิงยืนมองส่งเขาจนลับสายตาไปที่ปากซอย ก่อนจะจูงมือเสี่ยวอวี้กลับเข้าบ้านไป แสงไฟตามซอยเริ่มสว่างขึ้น ผู้คนต่างเข้านอน แต่เสียงเครื่องจักรจากโรงงานยังคงดังกระหึ่มไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งแสงแรกของวันใหม่สาดส่องลงมาบนป้ายคำขวัญของโรงงาน เหล่าคนงานกะเช้าก็เริ่มทยอยเดินทางมาถึง
ทันทีที่หัวหน้าหลิวมาถึงโรงงาน เขาก็ถูกเรียกตัวให้ไปประชุมด่วนที่ห้องประชุมทันที เขาเดินเข้าไปด้วยความงุนงง ก่อนที่เลขานุการพรรคหยางและผู้จัดการเสิ่นจะแจ้งวาระสำคัญ “เราจะให้เฉินชิงกลับมาทำงานที่คณะกรรมการโรงงานในตำแหน่งเดิมของเธอ”
ที่จริงตอนแรกพวกเขาคิดจะให้เธอกลับมาเป็นแค่เจ้าหน้าที่ธรรมดาๆ แต่พอชั่งน้ำหนักดูแล้ว กลัวว่าจะโดนเธอเล่นงานกลับ เลยตัดสินใจคืนตำแหน่งเดิมให้ไปเลย จบๆ กันไป
การกลับคืนสู่ตำแหน่งอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบทำให้บรรดาหัวหน้าที่เข้าประชุมต่างพากันงุนงงไปตามๆ กัน ถ้าจะทำแบบนี้ แล้วตอนแรกส่งเธอไปทำงานที่แผนกผลิตเพื่ออะไรกัน
มีเสียงคัดค้านดังขึ้นในที่ประชุม
ผู้จัดการเสิ่นตอกกลับทันที “งั้นคุณก็ไปสั่งให้เฉินชิงทำงานให้ได้สิ”
คนคัดค้านถึงกับเงียบกริบ เรื่องที่หัวหน้าหม่าโดนเล่นงานจนความดันขึ้นเข้าโรงพยาบาลเมื่อวานนี้ดังไปทั่วโรงงานแล้ว
เมื่อผู้นำสูงสุดทั้งสองคนตัดสินใจแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าหืออีก เลขานุการพรรคหยางหันไปพูดกับหัวหน้าหลิวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “คงต้องรบกวนคุณเดินไปที่แผนกผลิตสักหน่อยแล้ว”
หัวหน้าหลิวยิ้มรับปากอย่างเต็มใจ ความรู้สึกสะใจแล่นพล่านอยู่ในอก ไอ้พวกนี้พยายามกันแทบตายเพื่อจะเขี่ยเฉินชิงไปให้พ้นทาง แต่สุดท้ายเป็นไงล่ะ เธอย้ายไปได้แค่วันเดียวก็ต้องแจ้นไปเชิญเธอกลับมาแทบไม่ทัน
เขาเดินไปยังแผนกเหล็กเก่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ไปกันเถอะ ฉันจะพาเธอไปจัดการเรื่องย้ายกลับไปที่คณะกรรมการโรงงาน”
หัวหน้าทีมจางถึงกับอ้าปากค้าง มันจะเร็วเกินไปแล้ว คนงานคนอื่นๆ ในแผนกก็พากันยืนงงเป็นไก่ตาแตก นี่แผนกของพวกเขาเป็นแค่จุดแวะพักทัวร์วันเดียวหรือไง
เฉินชิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รับคำสั่งแต่งตั้งจากมือของหัวหน้าหลิวมาอ่านผ่านๆ ก่อนจะฉีกมันทิ้งต่อหน้าทุกคน “ไม่กลับ”
หัวหน้าหลิวแทบจะล้มทั้งยืน
หม่าจื้อเฉียงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับร้อนใจ “ทำไมเธอถึงไม่กลับไปล่ะ ที่ของเธอมันคือคณะกรรมการโรงงานนะ”
ได้โปรดเถอะ อย่ามาสร้างความลำบากให้เขาอีกเลย
เฉินชิงไม่สนใจคำพูดของเขา เธอกลับไปนั่งที่เก้าอี้ของตัวเองแล้วเท้าคางมองอย่างสบายอารมณ์
หัวหน้าหลิวถามอย่างไม่เข้าใจ “เธอจะทนทำงานอยู่ที่แผนกผลิตนี่ไปเพื่ออะไร ต่อให้เธออยากจะอู้งาน ที่ห้องทำงานของคณะกรรมการโรงงานมันก็ยังดีกว่าแผนกเหล็กเก่าตั้งเยอะ” ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่สภาพแวดล้อมกับอากาศที่นี่ก็แย่จะตายอยู่แล้ว
เฉินชิงเหลือบมองเขาเล็กน้อย “แล้วฉันจะกลับไปในฐานะอะไรล่ะ ฐานะคนที่อู้งานเก่ง หรือฐานะคนที่กล้าซ้อมหัวหน้าตัวเอง การเลื่อนตำแหน่งแบบก้าวกระโดดโดยไม่มีเหตุผลแบบนี้มันผิดกฎของโรงงานนะ แล้วคนที่ค้ำประกันให้ฉันก็คือคุณ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา คนที่ต้องรับผิดชอบก็คือคุณนะ เหล่าหลิว”
แววตาของหัวหน้าหลิวเบิกกว้างขึ้นทันที เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมออกมาจากแผ่นหลังของเขา
เฉินชิงหันไปยิ้มให้หม่าจื้อเฉียง “หัวหน้าหม่า ต่อไปคงต้องรบกวนคุณแล้วนะคะ”
หม่าจื้อเฉียงที่เห็นว่าตัวปัญหาไม่ยอมย้ายออกไปแน่แล้ว ก็เกิดอาการปรี๊ดแตกจนต้องไปขอลาป่วยอีกรอบ เขาไม่สนใจแล้วว่าพวกผู้บริหารจะวางแผนอะไรกันอยู่ แต่ที่แน่ๆ คือเขาไม่ขอมีเฉินชิงอยู่ในแผนกของเขาเด็ดขาด
หัวหน้าหลิวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “เป็นฉันเองที่ตื่นเต้นดีใจจนลืมนึกถึงเรื่องนี้ไป”
เขาเข้าใจในทันที แผนการนี้มันซับซ้อนกว่าที่คิด เขามัวแต่ดีใจที่เฉินชิงจะได้กลับมาโดยลืมคิดถึงผลที่จะตามมา ถ้าเฉินชิงยอมกลับไปที่คณะกรรมการโรงงาน ต่อให้พวกคนงานในแผนกผลิตจะประท้วงยังไง พวกผู้บริหารก็สามารถใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการควบคุมเธอได้ และต่อให้เธอจะใช้เส้นสายเอาตัวรอดไปได้ แต่ชีวิตหลังจากนั้นก็คงไม่ง่าย ต้องคอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลา
ส่วนตัวเขาที่เป็นผู้ค้ำประกัน ก็คงไม่พ้นต้องถูกบีบให้สละตำแหน่งในที่สุด
[จบบท]