บทที่ 221: กรรมตามสนอง
เหมาเจี้ยนกั๋วมองตามแผ่นหลังของผู้จัดการเสิ่นที่เดินคอตกจากไป อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้นมาเล็กน้อย พลางนึกถึงสุภาษิตจีนบทหนึ่งที่ว่า ‘คนชั่วย่อมมีคนชั่วที่เหนือกว่ามาปราบ’ ช่างเหมาะสมกับสถานการณ์นี้เสียจริง
ส่วนเลขาธิการพรรคหยางที่เพิ่งจะทราบข่าวถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ โชคดีเหลือเกินที่เมื่อวานเขาเพียงแค่พูดเกลี้ยกล่อมไปตามมารยาท ไม่ได้ออกตัวแรงเหมือนผู้จัดการเสิ่น ไม่อย่างนั้นคนที่โดนหมัดหนักๆ ของเฉินชิงอาจจะเป็นเขาไปแล้ว
ผู้จัดการเสิ่นจำต้องแบกใบหน้าที่บวมปูดเขียวช้ำไปทั่วโรงงานเครื่องจักร ไม่ว่าจะเดินไปที่แผนกไหนก็มีแต่สายตาของพนักงานที่มองมาเป็นตาเดียว
บ้างก็ซุบซิบนินทา บ้างก็แอบหัวเราะคิกคัก ทำให้เขาอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี แต่ก็จำใจต้องทนเพราะเรื่องยังไม่จบ เขาตรงไปที่ห้องทำงานของหัวหน้าหลิวเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ
“เรื่องนี้นายต้องจัดการเฉินชิงให้เด็ดขาดนะ เธอทำตัวเหิมเกริมเกินไปแล้ว ฉันเป็นถึงผู้จัดการโรงงานเธอยังกล้าลงไม้ลงมือ แล้วจะมีอะไรที่เธอไม่กล้าทำอีก”
หัวหน้าหลิวทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ “ผมได้ยินมาว่าผู้จัดการโรงงานเสื้อผ้าอยากจะดึงตัวเฉินชิงไปทำงานด้วย ท่านมีความเห็นว่ายังไงบ้างล่ะครับ”
“โรงงานเสื้อผ้า?!”
คำพูดนี้ทำให้ผู้จัดการเสิ่นฉุกคิดขึ้นมาได้ เขาจำได้ว่าไม่นานมานี้เฮ่อหย่วนเพิ่งสร้างจักรเย็บผ้าให้เฉินชิง แสดงว่าฝีมือการตัดเย็บของเธอต้องไม่ธรรมดาแน่
แม้ตอนนี้จะโกรธจนควันออกหู แต่เขาก็ยอมรับอย่างปฏิเสธไม่ได้ว่าเฉินชิงคือบุคลากรที่มีคุณภาพ เธอใจกล้า กล้าตัดสินใจ มีไหวพริบปฏิภาณดี และที่สำคัญคือเธอทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของพนักงานส่วนรวมอย่างแท้จริง
ถ้าหากปล่อยให้เธอหลุดมือไปอยู่โรงงานเสื้อผ้า มีหวังคนทั้งโรงงานคงได้ครหาว่าเขาเป็นคนใจเสาะ โดนต่อยแค่หมัดเดียวถึงกับต้องหาเรื่องไล่เธอออกไป
“ไม่ได้เด็ดขาด สวัสดิการของโรงงานเสื้อผ้าจะมาเทียบกับโรงงานเครื่องจักรของเราได้ยังไงกัน”
“แต่การปล่อยเธอไปอาจจะทำให้คุณสบายใจขึ้นก็ได้นะครับ”
“อย่าพูดแบบนั้นสิ ตัวปัญหาที่แท้จริงคือเฉินชิงต่างหาก” ผู้จัดการเสิ่นชี้ไปที่รอยฟกช้ำบนใบหน้าตัวเอง
“นายดูให้เต็มตาสิ เฉินชิงอัดฉันซะเต็มแรงกลางวันแสกๆ หน้าฉันบวมขนาดนี้ ฉันยังไม่คิดจะเอาเรื่องเธอเลยนะ นายจะหาผู้จัดการโรงงานที่ไหนใจกว้างได้เท่าฉันอีก”
หัวหน้าหลิวเหลือบมองรอยม่วงช้ำบนใบหน้าของผู้จัดการเสิ่นแวบหนึ่งแล้วรีบเบือนหน้าหนีทันที
“เรื่องของเธอตอนนี้มันเกินอำนาจของผมแล้ว ผมไม่ได้เป็นหัวหน้าโดยตรงของเธอ จะให้ผมไปจัดการอะไรได้”
“แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง”
ผู้จัดการเสิ่นกุมขมับ รู้สึกปวดหัวตุบๆ
หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะไม่หาเรื่องลงโทษแผนการจัดสรรบ้านพักที่แสนจะสมบูรณ์แบบของเฉินชิงเลย ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ต้องมานั่งปวดหัวแถมยังเจ็บตัวอับอายขายขี้หน้าประชาชีแบบนี้
หัวหน้าหลิวตอบกลับสั้นๆ “ไม่ทราบครับ”
แต่ในใจกลับรู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ ที่ได้เห็นสภาพของผู้จัดการเสิ่นในตอนนี้
ก็ใครกันล่ะที่โยนงานหินชิ้นนี้ไปให้เฉินชิง พอเธอทำออกมาได้ดีเกินคาดก็ดันไม่พอใจหาเรื่องย้ายเธอไปอยู่แผนกอื่น พอตอนนี้โดนเธอเล่นงานกลับจนอ่วมก็คิดจะดึงเธอกลับมาที่คณะกรรมการโรงงาน ช่างเป็นกลุ่มคนที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้เลยจริงๆ
เมื่อเห็นว่าพึ่งพาหัวหน้าหลิวไม่ได้ ผู้จัดการเสิ่นจึงมุ่งหน้าไปยังความหวังสุดท้าย
“หัวหน้าหลิน คุณต้องช่วยผมจัดการเฉินชิงหน่อยนะ คุณดูสิ เธอเป็นแค่เด็กรุ่นน้อง แต่กลับกล้าลงไม้ลงมือกับผู้ใหญ่อย่างผมต่อหน้าคนอื่น”
“ฉันได้ยินมาว่าท่านใช้เฉินชิงเป็นเครื่องมือสร้างสัมพันธ์ไม่ใช่เหรอ” หัวหน้าหลินสวนกลับทันควัน
ผู้จัดการเสิ่นหน้าเจื่อนลงทันที เขาตอบอ้อมแอ้มอย่างรู้สึกผิด “ก็แค่ครั้งเดียวน่า ผมก็แค่ให้เธอยิ้มทักทายเฉยๆ ไม่ได้คิดจะให้เธอไปทำอะไรแบบนั้นสักหน่อย คุณก็ดูสิ ผมโดนเธอต่อยซะขนาดนี้ยังไม่ได้เอาเรื่องเธอเลยนะ”
“ถ้าอย่างนั้นเฉินชิงก็ยังต่อยเบาไป” หัวหน้าหลินวางปากกาลงบนโต๊ะเสียงดังปัง “ฉันหวังว่าผู้จัดการเสิ่นจะไปขอโทษเฉินชิงอย่างจริงใจ พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายให้เธอด้วย”
“หา นี่ผม...”
ผู้จัดการเสิ่นแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เขาอุตส่าห์ยอมเสียหน้ามาฟ้องถึงที่นี่ แต่กลับกลายเป็นว่าเขาต้องเป็นฝ่ายไปขอโทษแถมยังต้องจ่ายค่าเสียหายอีก โลกนี้มันกลับตาลปัตรไปหมดแล้วหรือไง เขาคือผู้จัดการโรงงานนะ
หัวหน้าหลินกล่าวต่อโดยไม่สนใจท่าทีของเขา “ตามกฎหมายคุ้มครองสตรี การบังคับขู่เข็ญให้ผู้หญิง...”
“พอแล้วๆ” ผู้จัดการเสิ่นรีบยกมือห้าม เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะถามอย่างจำนน
“คุณบอกมาเลยดีกว่าว่าผมต้องขอโทษเธอยังไง”
หัวหน้าหลินพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ผู้จัดการเสิ่นจ่ายค่าอาหารมื้อนั้นไปเท่าไหร่ ก็แค่จ่ายให้เฉินชิงเป็นสองเท่าก็พอ”
[จบบท]