บทที่ 224: กะแรก
"ผมเหรอครับ" เหมาเหมาเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ
คุณครูหลินพยักหน้ารับ "ใช่แล้ว จากการสำรวจและข้อมูลที่หัวหน้าห้องส่งมาให้ ครูพบว่าเธอเป็นเด็กที่ชอบช่วยเหลือเพื่อนๆ ในห้องอยู่เสมอ รางวัลนักเรียนต้นแบบเหลยเฟิงในครั้งนี้จึงสมควรเป็นของเธอ ครูหวังว่าเธอจะตั้งใจทำความดีต่อไปนะ"
หยดน้ำตาแห่งความตื้นตันใจของเหมาเหมาก็ร่วงเผาะลงมาไม่ขาดสาย เด็กชายใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาป้อยๆ ขณะเดินขึ้นไปบนเวทีพร้อมเสียงสะอื้น
"ขอบคุณครับคุณครู ผมจะพยายามให้มากขึ้นอีกครับ"
เสียงปรบมือดังกึกก้องขึ้นเป็นคนแรก มาจากเฮ่ออวี้เสียงนั่นเอง
เพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ในห้องจึงรีบปรบมือตามกันเกรียวกราว หยางอี้เหอมองภาพเพื่อนรักได้รับรางวัลที่คู่ควรแล้วก็พลอยยิ้มแก้มปริไปด้วยความยินดี
เหมาเจี้ยนกั๋วที่นั่งอยู่ในกลุ่มผู้ปกครองถึงกับนิ่งไป เขามองลูกชายตัวน้อยที่กำลังร้องไห้ด้วยความปลื้มปีติแล้ว ความรู้สึกเสียใจก็แล่นเข้ามาในอก นี่เขาทำอะไรลงไปนะ ถึงลูกชายคนนี้จะทึ่มไปหน่อย แต่ก็เป็นเด็กดีมีคุณธรรมคนหนึ่งเลยทีเดียว
หลังจากคุณครูหลินกล่าวให้กำลังใจนักเรียนอีกเล็กน้อย ก็หันมาทางกลุ่มผู้ปกครอง
"หวังว่าทุกท่านจะช่วยกันอบรมสั่งสอนบุตรหลานของตนเองอย่างใกล้ชิด เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีและส่งเสริมทักษะการทำงานให้แก่พวกเขาต่อไปนะครับ"
เหล่าผู้ปกครองต่างพยักหน้ารับคำอย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อเห็นว่าได้เวลาอันสมควรแล้ว คุณครูหลินจึงอนุญาตให้ทุกคนแยกย้ายกลับบ้านได้
ทันทีที่ลงจากเวที เหมาเหมาก็โผเข้ากอดเฮ่ออวี้เสียงแน่น "ฮือๆๆ ต้องเป็นนายแน่เลยที่ช่วยฉัน ขอบใจมากนะ นายคือเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันเลย"
เฮ่ออวี้เสียงทำท่าจะระเบิดออกมา "อย่ามาโดนตัวฉันนะ"
แต่เหมาเหมากลับยิ่งกอดแน่นขึ้นไปอีก "ไม่ปล่อยเด็ดขาด ตอนนี้ฉันมีความสุขมาก แล้วฉันจะแบ่งความสุขนี่ให้นายด้วย"
เฮ่ออวี้เสียงได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ ปล่อยให้เพื่อนรักกอดต่อไป
เฉินชิงมองภาพตรงหน้าแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ แต่รอยยิ้มนั้นก็ต้องจางหายไป เมื่อบุคคลที่เธอไม่อยากเจอที่สุดปรากฏตัวขึ้น
หยางซิวจิ่นเดินเข้ามาหาพร้อมกับส่งสายตาหวานซึ้ง "สหายเฉิน ได้ข่าวว่าช่วงนี้คุณดูไม่ค่อยสบายเลยนะ"
คำพูดนั้นทำให้หยางอี้เหออยากจะแทรกแผ่นดินหนี "พ่อคะ เรากลับบ้านกันเถอะค่ะ"
แววตาของหยางซิวจิ่นฉายแวบมืดมน ก่อนจะปรับเปลี่ยนเป็นปกติ "ได้สิลูก พ่อตามใจลูกทุกอย่าง"
เขาเอื้อมมือไปจูงลูกสาวแล้วเดินจากไป ทิ้งให้หยางอี้เหอต้องข่มความเจ็บแปลบที่แล่นริ้วขึ้นมาจากปลายนิ้วเอาไว้
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เฉินชิงใช้เวลาทั้งหมดไปกับการแก้ไขต้นฉบับจนเสร็จสมบูรณ์และนำไปส่งที่สำนักพิมพ์เรียบร้อย พอถึงเช้าวันจันทร์ เธอก็ไปทำงานตามปกติ แต่สิ่งที่รอเธออยู่กลับเป็นคำสั่งใหม่จากหัวหน้าทีมจาง
"สัปดาห์นี้เธอต้องเข้าทำงานกะดึกนะ"
"เริ่มตั้งแต่วันนี้เลยเหรอคะ"
"ใช่ ความจริงแล้วเธอต้องมาตั้งแต่ตีหนึ่ง แต่เธอขาดงานไปแล้ว ตามกฎก็มีสองทางเลือก คือให้หักเงินเดือนไป 1 วัน หรือฉันจะไปคุยกับหัวหน้าให้ ให้เธอมาทำงานชดเชยตั้งแต่บ่าย 3 โมงวันนี้ไปจนถึงเที่ยงคืน เพื่อให้ครบ 8 ชั่วโมง"
"งั้นก็หักเงินเดือนไปเลยค่ะ"
"ตกลง"
หัวหน้าทีมจางได้แต่มองตามหลังเฉินชิงที่เดินกลับออกไป พลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมออกมาบนหน้าผาก
เมื่อกลับถึงบ้าน เฉินชิงกำลังครุ่นคิดว่าจะเขียนจดหมายตอบกลับสีเกามินอย่างไรดี แต่แล้วจดหมายจากโรงงานเสื้อผ้าก็มาถึงเสียก่อน เป็นจดหมายจากสีเกามินนั่นเอง เนื้อหาในจดหมายเต็มไปด้วยคำขอโทษที่ดูผิวเผินและขาดความจริงใจ
"สหายเฉิน ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง ในตอนนี้องค์กรยังไม่อนุมัติให้จัดตั้งแผนกออกแบบขึ้นมาใหม่ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะได้มีโอกาสร่วมงานกันอีกในอนาคต"
เฉินชิงขยำจดหมายแผ่นนั้นแล้วโยนทิ้งเข้าไปในเตาไฟอย่างไม่ใยดี ก่อนจะเดินออกไปที่สวนหลังบ้าน เธอนั่งยองๆ ลงมองดูกะหล่ำดอกที่เฮ่ออวี้เสียงปลูกไว้อย่างเหม่อลอยแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
ข่าวคราวเรื่องที่จ้าวกวางหรงได้กลับเข้ามาทำงานที่โรงงานเครื่องจักรอีกครั้งทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ
ตำแหน่งของเขาคือหัวหน้าแผนกขนส่ง ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าพนักงานในแผนกนี้แค่มีหัวคิดนิดหน่อยก็สามารถหาลำไพ่พิเศษได้มากกว่าเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ระดับเมืองเสียอีก
ไม่ต้องพูดถึงตำแหน่งหัวหน้าแผนกที่จะมีช่องทางกอบโกยได้มากมายมหาศาลขนาดไหน ไม่อย่างนั้นเรื่องรางวัลแรงงานต้นแบบจะถูกปิดเป็นความลับมาได้นานขนาดนี้ได้อย่างไร ก็เพราะอำนาจเงินที่สามารถใช้ปิดปากผีได้นั่นเอง
เฉินชิงเอื้อมมือไปถอนวัชพืชที่ขึ้นแซมอยู่ทิ้งไปกำหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินกลับเข้าบ้านไปล้มตัวลงนอน ต่อให้ฟ้าจะถล่มดินจะทลาย เธอก็จะไม่ยอมทำงานหนักจนตายเด็ดขาด
เวลาตี 1 ของคืนนั้น เฮ่อหย่วนซึ่งเลิกงานพอดีจึงอาสามาส่งเฉินชิงไปทำงาน เขายื่นยาหม่องน้ำขวดเล็กให้เธอ "ถ้าเพลียก็ลองดมดูนะ"
"ฉันนอนมากไปจนรู้สึกมึนหัวไปหมดแล้ว" เฉินชิงยกมือนวดขมับตัวเอง
เฮ่อหย่วนจึงลงมือนวดให้เธอเบาๆ "คุณต้องหาเวลาพักผ่อนบ้างนะ อย่าทำงานหนักเกินไป"
"ฉันรู้ แต่วันนี้คงเลี่ยงไม่ได้จริงๆ" เฉินชิงถอนหายใจ
"คนงานกะดึกนี่ลำบากกันจริงๆ เลยนะ"
"นั่นสินะครับ" เฮ่อหย่วนนวดให้เธอต่ออีกสักพักจนเฉินชิงรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาก
"ดึกมากแล้ว คุณรีบกลับไปพักผ่อนเถอะ" เธอบอกพลางเหลือบมองไปที่เรือนผมของเขา ซึ่งตอนนี้ยังคงดกดำเป็นปกติ แต่เธอก็อดกังวลไม่ได้ว่าในอนาคต...
เฮ่อหย่วนอ่านสายตาของเธอออก เขาจึงแกล้งหยิกแก้มเธอเบาๆ ด้วยความมันเขี้ยว
เฉินชิงหัวเราะคิกคัก เธอมองตามหลังเขาที่ขี่จักรยานลับหายไปในความมืดแล้วจึงเดินมุ่งหน้าไปยังแผนกเหล็กเก่า
แต่เมื่อไปถึงก็พบว่าเก้าอี้ประจำของเธอได้หายไปแล้ว บรรยากาศภายในแผนกดูตึงเครียดผิดปกติ ราวกับมีพายุลูกใหญ่กำลังจะก่อตัวขึ้น
เฉินชิงจึงตัดสินใจเดินตรงไปยังห้องทำงานของหัวหน้าหม่า คืนนี้เขาเองก็ถูกสั่งย้ายมาทำงานกะดึกเช่นกัน ทันทีที่เห็นหน้าเฉินชิง เขาก็รีบพูดขึ้นอย่างร้อนรน
"เธอคงรู้กฎข้อใหม่ของโรงงานแล้วใช่ไหม ว่าการทำร้ายร่างกายหัวหน้าจะถูกลงโทษด้วยการหักเงินเดือน"
กฎข้อใหม่นี้เพิ่งประกาศใช้ และทุกคนในโรงงานต่างก็รู้ดีว่ามันถูกตั้งขึ้นมาเพื่อใครโดยเฉพาะ
เฉินชิงนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม "ฉันแค่มานั่งพักค่ะ คุณทำงานของคุณไปเถอะ"
หัวหน้าหม่ารีบเสริมต่อ "แล้วก็ยังมีกฎใหม่อีกข้อที่สหายเฉินอาจจะยังไม่รู้ ถ้าหากใครทำงานไม่ครบตามโควตาที่องค์กรกำหนดไว้”
“เพื่อนร่วมทีมทั้งกลุ่มจะถูกหักเงินไปด้วย และอำนาจในการตรวจสอบของแผนกเราก็ถูกโอนไปให้เลขาธิการพรรคเป็นผู้ดูแลโดยตรงแล้ว"
กฎข้อที่สองนี้ยิ่งชัดเจนเข้าไปใหญ่ว่าออกมาเพื่อจัดการใครโดยเฉพาะ พนักงานในโรงงานต่างพากันทึ่งในความสามารถของคนที่ทำให้ผู้บริหารต้องออกกฎใหม่ถึงสองข้อซ้อนเพื่อเล่นงานเธอโดยเฉพาะ
เฉินชิงยิ้มมุมปาก "เพิ่งรู้นะคะว่าโรงงานของเราทำงานกันรวดเร็วขนาดนี้ น่าประทับใจจริงๆ" เธอพูดพลางปรบมือเบาๆ
หม่าจื้อเฉียงรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่
"จะทำหรือไม่ทำก็แล้วแต่เธอ" เขาแสร้งทำเป็นก้มหน้าก้มตาดูเอกสารตรงหน้า
"ทำสิคะ ทำไมจะไม่ทำ ฉันเป็นพนักงานที่ดีและเคารพกฎหมายเสมอ"
พูดจบเธอก็ลุกขึ้นเดินตรงไปยังแผนกเหล็กเก่าทันที หม่าจื้อเฉียงที่ยังไม่วางใจจึงแอบเดินตามไปดูอยู่ห่างๆ
วินาทีแรกที่เฉินชิงสัมผัสกับเศษเหล็กชิ้นแรก แม้จะเตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่ความหนักของมันก็เกือบทำให้เธอทำหลุดมือ
เศษเหล็กในมือเธอเป็นท่อนเหล็กขึ้นสนิมเขรอะ มีขอบคมไม่สม่ำเสมอ หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวก็อาจจะบาดลึกถึงเนื้อได้
เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากเธอรีบนำถุงมือมาให้
"ภรรยาผมฝากมาให้ครับ เธอกลัวคุณจะเจ็บตัวเลยให้ผมเตรียมไว้"
"ขอบคุณมากค่ะ" เฉินชิงรับถุงมือมาสวมแล้วลากเศษเหล็กชิ้นนั้นไปยังโซนเหล็กกล้าคาร์บอน เพียงครู่เดียวถุงมือก็เปรอะเปื้อนไปด้วยสนิมสีน้ำตาลแดง
หัวหน้าหม่าเห็นเธอตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างแข็งขัน ไม่ปริปากบ่นหรือแสดงท่าทีเรื่องมากแม้แต่น้อย ความเร็วในการทำงานของเธอก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนน่าทึ่ง
แต่ในใจเขากลับรู้สึกขัดแย้งอย่างประหลาด มีหลายครั้งที่เธอเกือบจะถูกขอบโลหะมีคมบาด และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เกือบจะโดนก้อนเหล็กที่ร่วงลงมาทับเท้า
"ระวังหน่อย" หัวหน้าหม่าทนไม่ไหวต้องเดินเข้ามาเตือน
"กองเศษเหล็กพวกนี้มันถล่มลงมาได้ ต้องรื้อจากทิศทางเดียวกัน"
"ค่ะ" เฉินชิงรับคำและทำตามที่เขาแนะนำอย่างว่าง่าย
เธอค่อยๆ รื้อเศษเหล็กอย่างเป็นระบบและนำไปจัดวางตามประเภทที่แตกต่างกัน
เธอทำงานอย่างไม่หยุดพัก วนแล้ววนเล่าจนไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าอีกต่อไป เธอสัมผัสได้เพียงฝ่ามือที่เริ่มพุพองและข้อนิ้วที่สั่นเทาจากการใช้แรงอย่างต่อเนื่อง เธอลากเศษเหล็กชิ้นแล้วชิ้นเล่าไปคัดแยกอย่างไม่ท้อถอย
ภาพของเฉินชิงที่ทำงานอย่างขะมักเขม้นและรวดเร็ว ทำให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ในแผนกต่างเร่งมือทำงานของตนเองเงียบๆ ความรู้สึกนับถือในตัวหญิงสาวคนนี้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของพวกเขาทีละน้อย
[จบบท]