บทที่ 225: พ่อไก่เหล็กออกไข่
เสียงตะโกนก้องกังวานของหัวหน้าทีมกะกลางคืนดังขึ้นพร้อมกับเสียงตบสมุดบันทึกการทำงานปังใหญ่
“เตาหลอมเบอร์ 3 เพิ่งคายเหล็กออกมาใหม่ร้อนๆ ไปจัดการเคลียร์รางเศษเหล็กให้ไวเลย! ที่ลานวัตถุดิบฝั่งตะวันออกมีเศษเหล็กปนทองแดงอยู่เยอะมาก ต้องเอาคนไปคัดแยกออกมาต่างหาก!”
สิ้นเสียงประกาศรายชื่อคนงานชุดใหม่ที่จะต้องไปรับผิดชอบภารกิจสุดหินครั้งนี้ แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีชื่อของเฉินชิงรวมอยู่ด้วย
ทำเอาหัวหน้าหม่าที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับอ้าปากพะงาบๆ อยากจะทักท้วงแต่ก็พูดไม่ออก ได้แต่ยืนทำหน้าปั้นยากอยู่ตรงนั้น
สถานการณ์เริ่มไม่สู้ดีจนเพื่อนร่วมงานในแผนกเหล็กเก่าด้วยกันเองยังต้องออกโรง
“รางเศษเหล็กมันต้องรีบใช้ก็จริง แต่เฉินชิงเพิ่งจะมาเริ่มงานได้ไม่นานเองนะ”
หัวหน้าทีมกะกลางคืนตวัดสายตามามองแล้วสวนกลับทันควัน
“นี่ก็ทำมาครบอาทิตย์แล้วนะ ยังจะให้ปรับตัวไปถึงไหนอีก!”
“ไปกันเถอะค่ะ”
เฉินชิงเป็นฝ่ายตัดบท เธอไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอะไร แค่ต้องทำงานเพิ่มอีกหน่อยจะเป็นไรไป เธอเดินตามเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ไปยังบริเวณที่ต้องจัดการทันที
ไอความร้อนจากเศษเหล็กที่เพิ่งออกมาจากเตาหลอมใหม่ๆ ปะทะเข้าที่ใบหน้าและร่างกายของเฉินชิงเต็มๆ จนเธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะกลายเป็นหมูย่างอยู่รอมร่อ แต่ถึงจะร้อนแค่ไหนก็ต้องอดทนทำงานต่อไป
โชคยังดีที่คนงานคนอื่นๆ ในแผนกเหล็กเก่าต่างก็เป็นมืออาชีพ ทำงานกันอย่างคล่องแคล่วว่องไว
เฉินชิงจึงได้โอกาสเรียนลัดด้วยการสังเกตและทำตาม พวกเขาใช้สว่านลมอันใหญ่กระแทกเข้าไปที่เศษเหล็กซึ่งจับตัวกันเป็นก้อนแข็งจนอุดตันทางเดิน
แรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมายังด้ามจับทำเอาง่ามมือของเธอปวดร้าวไปหมด เหมือนมันกำลังจะฉีกออกจากกัน
เมื่อจัดการทลายกำแพงเศษเหล็กได้สำเร็จ ภารกิจต่อไปคือการใช้สองมือช่วยกันขนย้ายเศษซากที่ยังร้อนกรุ่นเหล่านั้นออกไปให้พ้นทาง
โชคดีซ้ำสองที่ทางโรงงานมีถุงมือชนิดพิเศษที่หนาถึงสามชั้นไว้ให้คนงานใช้โดยเฉพาะ ไม่อย่างนั้นมือของเธอคงได้บอกลาความสวยงามไปตลอดกาลแน่
เฉินชิงทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับงานตรงหน้า เธอทำงานหามรุ่งหามค่ำจนฟ้าเริ่มสางโดยไม่ปริปากบ่นหรือถ่วงความเร็วของใครแม้แต่น้อย ตอนนี้เธอรู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งตัว ชนิดที่ว่าถ้าหัวถึงหมอนคงหลับยาวไปสามวันสามคืนโดยไม่ตื่น
การกระทำทุกอย่างของเฉินชิงอยู่ในสายตาของหัวหน้าทีมกะกลางคืนตลอดเวลา เขาสังเกตเห็นว่าเธอเรียนรู้งานได้ไว แถมยังทำงานได้เร็วไม่แพ้ผู้ชายอกสามศอก ไม่เคยปริปากบ่นหรือร้องขอความช่วยเหลือจากใครสักครั้ง เล่นเอาเขาถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไรมาเล่นงานเธอได้เลย
เสียงเพลงปลุกใจอย่าง “กรรมกรผู้ทรงพลัง” ที่เปิดเป็นประจำทุกเช้าดังกระหึ่มขึ้น เป็นสัญญาณว่ากะกลางวันกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว และมันก็หมายความว่ากะนรกของเธอได้สิ้นสุดลงเสียที
เฉินชิงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เธอถอดถุงมือของโรงงานไปคืนไว้ที่เดิม จากนั้นจึงสวมถุงมือคู่สวยที่เพื่อนร่วมงานเคยให้เป็นของขวัญ แล้วค่อยๆ สาวเท้าเดินไปยังประตูทางออกของโรงงานด้วยสภาพอิดโรยเต็มทน
วันนี้เธอเหนื่อยเกินกว่าจะไปแย่งชิงตำแหน่งคนเลิกงานคนแรกกับใครไหว
สองข้างทางกลับบ้านดูเงียบเหงา แต่เมื่อเปิดประตูเข้าบ้านไป เธอก็พบกับอาหารมื้อใหญ่ที่เฮ่อหย่วนเตรียมไว้รอ บนโต๊ะมีทั้งปลาและเนื้อจัดเต็มอยู่ในชามโต แถมยังมีซี่โครงหมูตุ๋นร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมฉุยอีกหนึ่งถ้วย
ภาพของน้าสาวในสภาพอิดโรยทำเอาเฮ่ออวี้ถิงถึงกับน้ำตาคลอ
“หนูอยากไปทำงานแทนคุณน้าจังเลยค่ะ”
เฉินชิงส่งยิ้มบางๆ ไปให้หลานสาว “น้าไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นสักหน่อย อีกอย่างงานแบบนี้ที่แผนกก็มีคนทำกันตั้งเยอะแยะ เดี๋ยวทำไปสักพักก็ชินเองแหละจ้ะ”
แต่คำปลอบใจนั้นก็ไม่อาจหยุดหยดน้ำตาของเด็กหญิงได้
เฮ่ออวี้เสียงเองก็ไม่เคยเห็นน้าของเขาอยู่ในสภาพนี้มาก่อน เขารู้สึกสงสารจนขอบตาร้อนผ่าว
“น้าขายตำแหน่งงานนั่นทิ้งไปเลยดีไหมครับ กลับมาอยู่บ้านเย็บผ้าเหมือนเดิมก็ดีออก”
“น้ารับรู้ถึงความห่วงใยของพวกเธอแล้วนะ น้าดีใจมากจริงๆ” เฉินชิงรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก
ชาติก่อนเวลาเธอทำงานหนักกลับมาถึงห้องก็เจอแต่ความว่างเปล่า มีเพียงความเหงาและความเหนื่อยล้าเป็นเพื่อน แต่ในชาตินี้ เธอกลับมาเจออาหารร้อนๆ และเด็กน้อยสองคนที่รักและเป็นห่วงเธอ แค่นี้มันก็ดีเกินพอแล้วสำหรับเธอ
“ได้เวลาไปโรงเรียนแล้วนะเด็กๆ รีบไปกันได้แล้ว เดี๋ยวน้ากินข้าวอาบน้ำเสร็จก็จะเข้านอนแล้วเหมือนกัน”
เฮ่ออวี้เสียงจูงมือน้องสาวเดินออกจากบ้านไปโรงเรียน
เฉินชิงจัดการอาหารตรงหน้าอย่างไม่เร่งรีบ ก่อนจะไปอาบน้ำชำระร่างกายให้สดชื่น เธอออกมานั่งเล่นที่ชิงช้าในสวนเพื่อรอให้ผมแห้ง แต่ด้วยความอ่อนเพลียสะสม ทำให้เธอเผลอหลับไปทั้งที่ยังนั่งอยู่บนนั้น
ตอนเที่ยงเฮ่อหย่วนกลับมาถึงบ้าน เขาเห็นเธอนอนหลับอยู่บนชิงช้าจึงช้อนตัวอุ้มเธอเข้าไปนอนในห้องอย่างแผ่วเบา เฉินชิงรู้สึกตัวลืมตาขึ้นมาแวบหนึ่ง พอเห็นว่าเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยก็หลับตาลงแล้วจมดิ่งสู่ห้วงนิทราอีกครั้งด้วยความวางใจ
เฮ่อหย่วนค่อยๆ วางเธอลงบนเตียงแล้วจัดผ้าห่มคลุมกายให้ สายตาของเขาพลันเหลือบไปเห็นตุ่มน้ำใสที่ผุดขึ้นมาเต็มสองมือของเธอ ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นปราดเข้ามาในหัวใจ
เขาตรงไปที่โรงพยาบาลของโรงงานทันทีเพื่อซื้อยาม่วง ผ้าก๊อซ และแหนบกลับมาเตรียมไว้ แต่ตอนนี้เธอหลับสนิท คงต้องรอให้ถึงตอนเย็นหลังเลิกงานถึงจะลงมือทำแผลให้ได้
บ่ายคล้อยของวันนั้น เมื่อเขากลับมาถึงบ้านอีกครั้ง เฉินชิงก็ตื่นนอนแล้ว เธอนั่งนิ่งอยู่บนเตียงด้วยอาการสมองตื้อๆ เพราะร่างกายยังปรับตัวกับการเปลี่ยนเวลานอนไม่ได้
เฮ่อหย่วนเดินเข้ามาตรงหน้าเธอ หยิบอุปกรณ์ทำแผลที่เตรียมไว้ออกมาจัดการกับตุ่มน้ำใสบนมือให้ ความรู้สึกบางอย่างจุกอยู่ที่อกแต่ก็ไม่รู้จะพูดปลอบใจอย่างไร ได้แต่บรรจงทำแผลให้เธออย่างเบามือที่สุด
แต่เมื่อปลายแหนบแหลมคมสัมผัสลงบนตุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุด เฉินชิงก็สะดุ้งสุดตัว ความเจ็บปวดแล่นริ้วจนทำให้เธอตื่นเต็มตา
เธออ้าปากเตรียมจะร้องออกมาด้วยความเจ็บ แต่สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นเฮ่ออวี้ถิงยืนน้ำตาคลออยู่ที่หน้าประตูห้อง เธอจึงทำได้เพียงข่มความเจ็บปวดทั้งหมดเอาไว้แล้วกัดฟันเงียบ
หลังจากที่เฮ่อหย่วนทายาม่วงจนทั่วแล้ว เฉินชิงก็แกล้งทำเป็นสนุก เธอชูมือสองข้างที่เต็มไปด้วยสีม่วงขึ้นมาทำท่าเหมือนกรงเล็บสัตว์ร้ายแล้วส่งเสียงขู่ใส่หลานสาว
“แฮ่! ดูสิ น้ามีกรงเล็บอันใหม่แล้วนะ”
เพียงเท่านั้น เฮ่ออวี้ถิงก็ปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่น
เฮ่อหย่วนต้องรีบวางแหนบในมือลงแล้วเข้าไปอุ้มเด็กหญิงขึ้นมากอดปลอบพร้อมกับลูบหลังเบาๆ “เป็นอะไรไปคนเก่ง ไม่ร้องนะ น้าเขาแค่ล้อเล่นเฉยๆ”
เฉินชิงรีบเสริมทัพ “ใช่ๆ น้าแค่ล้อเล่นนะจ้ะ ถ้าหนูกลัวน้าก็จะไม่เล่นแบบนี้อีกแล้ว”
ปกติแล้วเฮ่ออวี้ถิงเป็นเด็กที่ใจกล้ามาก เธอแค่คิดสนุกอยากจะแกล้งหลานเล่น ไม่ได้นึกไปถึงว่าเด็กตัวเล็กๆ อาจจะกลัวสีเข้มๆ แบบนี้ก็ได้
เฮ่ออวี้ถิงสะอื้นฮักๆ จนตัวโยน “หนูไม่ชอบโรงงานแล้ว หนูเกลียดโรงงาน พวกเขาใจร้าย พวกเขารังแกคุณน้า หนูเกลียดพวกเขา!”
เฉินชิงรู้สึกเหมือนหัวใจจะแหลกสลาย เธอรีบเดินเข้าไปหาหลานสาวแล้วอธิบายให้ฟัง
“การที่น้าไปทำงานที่โรงงาน ก็เหมือนกับตอนที่หนูเรียนวิชาการงานแล้วอยากทำให้ได้ที่หนึ่งนั่นแหละจ้ะ ถึงมันจะดูเหนื่อยหน่อย แต่ถ้าเราอยากได้ผลงานที่ดี เราก็ต้องพยายาม จริงไหม เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องที่แย่เลยนะ”
เฮ่ออวี้ถิงหยุดสะอื้น เธอเงยหน้าขึ้นมองน้าสาวที่กำลังส่งยิ้มมาให้ แล้วถามกลับเสียงอู้อี้ “จริงเหรอคะ”
“แน่นอนว่าจริงสิจ๊ะ”
“ถ้างั้นคุณน้าก็เก่งที่สุดในโลกเลย!”
“จ้ะ น้าเก่งที่สุด” เฉินชิงหลุดหัวเราะออกมากับความน่ารักของหลานสาว
“หนูก็เก่งที่สุดเหมือนกันนะ”
คำชมนั้นทำให้เฮ่ออวี้ถิงยิ้มออก เธอซบหน้าลงกับไหล่ของอาแล้วส่งยิ้มหวานมาให้
เฮ่ออวี้เสียงที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ รู้สึกว่าภาพตรงหน้ามันช่างอบอุ่นใจอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าครอบครัวของพวกเขากำลังค่อยๆ ถูกเติมเต็มให้สมบูรณ์
“วันนี้ผมไปซื้อกับข้าวที่ร้านอาหารของรัฐมาให้ ทุกคนมากินข้าวกันเถอะครับ”
เฉินชิงหันขวับไปมองหลานชายด้วยความตกตะลึง
นี่พ่อไก่เหล็กออกไข่ได้แล้วเหรอ!
“ทำไมวันนี้ถึงใจกว้างจังเลยล่ะ”
เฮ่ออวี้เสียงทำหน้าไม่สบอารมณ์ “ก็แค่ไม่อยากให้พวกน้าสองคนทำงานหนักจนตายไปซะก่อนน่ะสิ จะกินหรือไม่กินก็แล้วแต่ครับ”
“กินสิ ใครว่าไม่กินล่ะ”
ทั้งสามคนพากันเดินไปที่โต๊ะอาหารทันที
วันนี้เฮ่ออวี้เสียงเล่นใหญ่ทุ่มทุนสร้างสุดๆ เขาซื้อทั้งเหมยไช่โค่วโร่วและเนื้อผัดเห็ดรวมมาอย่างละจาน ซึ่งราคารวมกันก็ปาเข้าไปตั้งสองหยวนห้าเหมาแล้ว!
เฉินชิงกินข้าวเย็นมื้อนั้นอย่างมีความสุขที่สุดในโลก เพราะทั้งเฮ่อหย่วน เฮ่ออวี้เสียง และเฮ่ออวี้ถิง ต่างก็แข่งกันคีบกับข้าวใส่จานให้เธอไม่หยุด
หลังจากกินอิ่มแล้ว เฉินชิงก็สังเกตเห็นว่าเฮ่อหย่วนยังคงมีสีหน้าไม่สบายใจ เธอจึงเดินเข้าไปหาเขา “เอาล่ะๆ ไม่ต้องกังวลแล้วนะ”
เฮ่อหย่วนลุกขึ้นยืนแล้วดึงเธอเข้าไปกอด “อีกไม่นานทุกอย่างก็จะดีขึ้น”
เฉินชิงพยักหน้ารับในอ้อมกอดของเขา “ค่ะ”
เธอรู้ดีว่าถ้าหากร่างกายของเธอปรับตัวได้เมื่อไหร่ ทุกอย่างก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อย่างน้อยที่สุดตุ่มน้ำใสบนมือของเธอก็จะกลายเป็นหนังด้านๆ ที่แข็งแกร่งขึ้น
“เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องเป็นห่วงฉันเลยนะ ฉันเป็นพวกปรับตัวเก่งจะตายไป”
“คุณเก่งมากจริงๆ”
“คุณก็เหมือนกัน ทำงานล่วงเวลาคงจะเหนื่อยแย่เลย”
เฮ่อหย่วนกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีกนิดหนึ่งราวกับจะซึมซับความอบอุ่นจากเธอ ก่อนจะค่อยๆ คลายอ้อมแขนออก “คืนนี้ผมจะไปรับคุณไปทำงานนะ”
“โอเค”
ทั้งสองคนเดินออกมาจากห้องนอน
เฮ่ออวี้ถิงมองภาพอาและน้าที่ต่างก็ดูเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานแล้วหันไปกระซิบถามพี่ชาย “เมื่อไหร่พวกเราจะโตพอที่จะทำงานแทนคุณอาแทนคุณน้าได้สักทีนะ”
“ก็ตั้งใจเรียน สอบเข้าโรงเรียนอาชีวะให้ได้ แล้วก็ขยันทำงานจนได้ตำแหน่งคนงานชั่วคราวในโรงงานเครื่องจักรมาด้วยตัวเองสิ” เฮ่ออวี้เสียงตอบพลางใช้ปลายนิ้วเคาะที่หน้าผากของน้องสาวเบาๆ
“นี่วันนี้แอบไปกินขนมทอดมาอีกแล้วใช่ไหม”
เฮ่ออวี้ถิงสะดุ้งโหยง รีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแน่น “ปะ...เปล่านะคะ”
แต่ดวงตาที่หลุกหลิกของเธอก็ฟ้องทุกอย่าง
อุตส่าห์บ้วนปากดับกลิ่นแล้วแท้ๆ ทำไมพี่ชายถึงยังรู้อีกนะ!
“เฮ่ออวี้ถิง” เฮ่ออวี้เสียงจ้องหน้าน้องสาว
“ถ้าน้องยังขืนแอบกินของทอดของมันให้มันร้อนในอีกละก็ พี่จะไปฟ้องน้าว่าน้องแอบเลี้ยงงูไว้ในห้อง”
“อย่านะคะ!” เฮ่ออวี้ถิงร้องห้ามเสียงหลง “หนูไม่กินแล้ว ไม่กินแล้วจริงๆค่ะ”
“ก็ขอให้มันจริงอย่างที่พูดเถอะ”
เขาไม่ได้อยากจะดุน้องสาว แต่ทั้งหมดมันเป็นความผิดของเจ้าเหมาเหมานั่นแหละที่รู้ทั้งรู้ว่าเฮ่ออวี้ถิงชอบกินของกรอบๆ ก็ยังจะขยันซื้อมาประเคนให้ไม่หยุด
พอเห็นน้องสาวทำหน้าจ๋อย เฮ่ออวี้เสียงก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่เตือน “การบ้านยังทำไม่เสร็จไม่ใช่เหรอ รีบไปทำได้แล้ว”
“อื้อ” เฮ่ออวี้ถิงรับคำเสียงอ่อย เธอหยิบการบ้านออกจากกระเป๋าแล้วก้มหน้าก้มตาทำบนโต๊ะอาหารอย่างว่าง่าย
เฉินชิงที่มองอยู่จึงเดินไปเปิดไฟให้สว่างขึ้น พลางคิดในใจว่าเห็นทีเธอคงต้องหาซื้อโต๊ะเขียนหนังสือดีๆ ให้เด็กสองคนนี้ไว้ใช้ทำการบ้านได้แล้ว
[จบบท]